Official Update :

หุ้นท่องเที่ยวยังซื้อได้หรือไม่ เมื่อฟ้าเปิดทางให้ความหวังอีกครั้ง

อีกไม่นานเกินรอหุ้นกลุ่มท่องเที่ยวเริ่มเห็น “แสงสว่างที่ปลายอุโมงค์” แล้ว หลังจากรัฐบาลมีแผนลดวันกักตัว และเปิดประเทศโดยนำร่องภูเก็ตนั้น ถือเป็นสัญญาณที่ดีต่อภาคการท่องเที่ยวภายในประเทศ โดยแผนดังกล่าวคือการเปิดประเทศรับนักท่องเที่ยวต่างชาติที่ฉีดวัคซีนแล้ว ซึ่งจะเริ่มตั้งแต่วันที่ 1 ก.ค.นี้ โดยนำร่องที่จังหวัดภูเก็ตก่อน และจะขยายไปยังจังหวัดอื่นๆ ต่อไป


ทั้งนี้แน่นอนประเด็นดังกล่าวส่งผลบวกโดยตรงต่อหุ้นกลุ่มท่องเที่ยว แม้จะเปิดเพียงจังหวัดเดียว ก็ถือเป็น sentiment เชิงบวกต่อการระบาดของ COVID-19 ที่เริ่มจะคลี่คลายลงในทิศทางที่ดีแล้ว แต่อย่างไรก็ตามในช่วงที่ผ่านมาหุ้นกุล่มท่องเที่ยวได้ปรับตัวขึ้นมาแล้วอย่างต่อเนื่อง ดังนั้นนับจากนี้หุ้นกลุ่มดังกล่าวยังจะสามารถเข้าสะสมได้อีกหรือไม่ Wealthy Thai หาคำตอบมาให้แล้ว



ผู้บริหาร
SPA มองบวก

ประเด็นดังกล่าว นาย ณรัล วิวรรธนไกร รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท สยามเวลเนสกรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ SPA ผู้ดำเนินธุรกิจด้านสปาเพื่อสุขภาพ และธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องกับธุรกิจสปา กล่าวว่า ข่าวดังกล่าวถือเป็นข่าวดี ซึ่งน่าจะส่งผลตอบรับที่ดีต่อธุรกิจท่องเที่ยว และบริษัทเอง โดย SPA มีสาขาในจังหวัดภูเก็ตจำนวน 8 สาขา ซึ่งการเปิดให้นักท่องเที่ยวต่างชาติเข้ามายังประเทศไทย เริ่มจากภูเก็ต ถือเป็นผลบวกต่อบริษัท เพราะมีสาขาที่กระจายและสามารถรองรับนักท่องเที่ยวได้ดี


แต่อย่างไรก็ตามระยะสั้น บริษัทยังคงต้องมุ่งเน้นกลุ่มลูกค้าคนไทย ที่เป็นตลาดหลักในช่วงปีที่ผ่านมา พร้อมทั้งมองหาเทรนด์ใหม่ๆ เพื่อมาตอบโจทย์ลูกค้า ไม่ว่าจะเป็นกัญชง  โดยบริษัทอยู่ระหว่างศึกษา ที่จะได้ผลลัพธ์ให้ตอบโจทย์กลุ่มลูกค้าทั้งในระยะสั้น และระยะกลาง


ส่วนในระยะกลาง และระยะยาว บริษัทก็ได้เตรียมพร้อมรองรับนักท่องเที่ยว ที่จะเดินทางมายังประเทศไทย เพราะประเทศไทยยังได้รับความนิยมสูงสำหรับนักท่องเที่ยวต่างประเทศ และหลายๆประเทศมีการฉีดวัคซีนแล้ว จึงมองว่ามีความพร้อมสูงที่จะเดินทางมาท่องเที่ยวในประเทศไทย อย่างไรก็ตามกลยุทธ์ของบริษัทก็มีการกระจายความเสี่ยงมากขึ้น โดยอยู่ระหว่างศึกษาธุรกิจ Wellness มากขึ้น แต่รอรายละเอียดที่ชัดเจนก่อน


“เราเริ่มเห็นสัญญาณที่ดีแล้ว หลังจากภาครัฐฯเริ่มประกาศให้ต่างชาติเข้ามายังประเทศไทยข้างต้นนั้น ส่วนผลประกอบการจะกลับมามีกำไรตอนไหนนั้นขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย ไม่ว่าจะเป็นรายได้ และค่าใช้จ่ายที่จะสามารถลดลงได้เท่าไหร่ ส่วนรายได้จะเติบโตเท่าไหร่นั้น ขึ้นอยู่กับการเดินทางนักท่องเที่ยงต่างชาติจะกลับมารวดเร็วแค่ไหน โดยสิ้นปี 2563 มีสาขารวม 70 สาขานาย ณรัล กล่าว


ด้านนักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ เคทีบีเอสที จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า จากประเด็นข่าวนี้จะส่งผลเชิงบวกต่อกลุ่มท่องเที่ยวและโรงพยาบาล เพราะเป็นการเร่งเปิดประเทศให้ต่างชาติเข้ามาได้โดยไม่ต้องกักตัว ซึ่งรอบนี้ถือว่าเร็วขึ้นกว่าเดิมถึง 3 เดือนเป็นวันที่ 1 ก.ค. จากเดิมในวันที่  1 ต.ค. ขณะที่เงื่อนไขของแต่ละจังหวัดที่จะเปิดให้นักท่องเที่ยวเข้าได้คือต้องมีการฉีดวัคซีนครบ 70% ของประชากรทั้งหมด ซึ่งเราคิดว่าวัคซีนที่ไทยนำเข้ามาเพียงพอ โดยปัจจุบันวัคซีนเข้ามาแล้ว 1 ล้านโดส และฉีดไป 7 หมื่นโดส และหลังจากนี้จะเริ่มทยอยเข้ามาอีกเดือนละ 10 ล้านโดส



เช็คลิสต์หุ้นรับผลบวก

กลุ่มท่องเที่ยว (CENTEL, ERW, MINT, AAV, CPN, SPA) โดยประเมินว่ากลุ่มโรงแรมและสายการบินจะได้รับสายการบินจะได้ประโยชน์มากที่สุดจากประเด็นนี้ โดยกลุ่มโรงแรมที่จะได้รับประโยชน์เรียงจากมากไปน้อยตามลำดับ คือ CENTEL, ERW,  MINT  โดยเราชอบ CENTEL (ซื้อ/เป้า 40.00 บาท) มากที่สุดเพราะจะได้รับประโยชน์ 2 ต่อทั้งจากการท่องเที่ยวภายในประเทศที่จะกลับมาฟื้นตัว รวมถึงได้ผลดีจากมัลดีฟส์ (สัดส่วนรายได้ 20%) ที่ฟื้นตัวได้แรง โดย Occupancy Rate เดือน มี.ค. สูงถึง 92%


ส่วนกลุ่มสายการบินที่จะได้ประโยชน์มากสุด ได้แก่ AAV (ซื้อ/เป้า 3.60 บาท) เพราะมีโอกาสเปิดเที่ยวบินมากขึ้น นอกจากนี้เราคาดว่า CPN (ซื้อ/เป้า 58.00 บาท) และ SPA (ซื้อ/เป้า 11.00 บาท) ก็ได้ประโยชน์เพราะมีสาขาที่ภูเก็ตและจังหวัดท่องเที่ยวเยอะ


ด้าน Healthcare (BDMS)  เรามองว่าจะเป็นบวกเล็กน้อยกับกลุ่ม รพ. เพราะระยะแรกมีการจำกัดพื้นที่นักท่องเที่ยว ขณะที่ผู้ป่วยต่างชาติส่วนใหญ่จะเข้ารับการรักษาในกรุงเทพและปริมณฑล แต่อย่างไรก็ตามนับว่าเป็น sentiment ที่ดีขึ้นสำหรับกลุ่มโรงพยาบาล โดยเราคาดว่า BDMS (ถือ/เป้า 24.00 บาท) จะได้รับประโยชน์สูงสุด เนื่องจากมี รพ.อยู่ที่ ภูเก็ต



คาด
นักท่องเที่ยวปี 64 ที่ 4.3 ล้านคน

ส่วนนักวิเคราะห์บริษัท หลักทรัพย์ กสิกรไทย จำกัด (มหาชน) ระบุว่า ประเมินว่าข่าวดังกล่าวจะส่งผลกระทบเชิงบวกต่อกลุ่มการท่องเที่ยว หลังจากที่รัฐบาลมีคำสั่งห้ามนักท่องเที่ยระหว่างประเทศเดินทางเข้าไทยเป็นเวลาเกือบ 1 ปี จึงคาดว่าพัฒนาการดังกล่าวจะสร้างบรรยากาศเชิงบวกให้กับหุ้นกลุ่มการท่องเที่ยวได้


ดังนั้นเรายังคงประมาณการจำนวนนักท่องเที่ยวทั้งปี 2564 ที่ 4.3 ล้านคน ขณะที่คาดว่า CENTEL จะได้ประโยชน์มากที่สุดเมื่อดูจากพื้นที่ ที่จะเปิดรับนักท่องเที่ยว เพราะบริษัทฯ มีจำนวนห้องพักอยู่ในภูเก็ตถึง 19.4% ต่อพอร์ตของบริษัท ขณะที่มีโรงแรมคิดเป็น 49% ที่ตั้งอยู่ใน 6 พื้นที่ ที่รัฐบาลจะยกเลิกมาตรการกักตัวในไตรมาส 4/2564


โดยคาด CENTEL จะได้ประโยชน์มากที่สุดจากการกลับมาเปิดรับนักท่องเที่ยว เมื่ออิงจากแผนการเปิดรับนักท่องเที่ยวที่มีภูมิคุ้มกันไวรัสโควิด-19 ของรัฐบาลเข้ามาในพื้นที่ จ.ภูเก็ด โดยไม่ต้องกักตัวในไตรมาส 3/2564 เราก็คาดว่า CENTEL จะได้รับประโยชน์มากที่สุดเพราะมีจำนวนห้องพักใน จ.ภูเก็ตถึง 19.4% ต่อพอร์ตทั้งหมดของบริษัททั้งยังมีโรงแรมที่คิดเป็น 49%ต่อพอร์ตทั้งหมดของบริษัท ที่ตั้งอยู่ใน 6 พื้นที่ที่รัฐบาลจะยกเลิกมาตรการกักตัวในไตรมาส 4/2564 อีกด้วย


ซึ่งมากกว่าของ DTC ที่โรงแรมที่คิดเป็น 45% ต่อพอร์ตทั้งหมดของบริษัท VRANDA ที่โรงแรมที่คิดเป็น 39% ต่อพอร์ตทั้งหมดของบริษัทและ ERW ที่โรงแรมที่คิดเป็น 34%ต่อพอร์ตทั้งหมดของบริษัท ที่ตั้งอยู่ใน 6 พื้นที่ที่รัฐบาลจะยกเลิกมาตรการกักตัวในไตรมาส 4/2564



โรงแรมขนาดใหญ่มีสาขาอยู่ในภูเก็ตทั้งหมด

ส่วนนักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์หยวนต้า (ประเทศไทย) จำกัด ระบุว่า กลุ่มท่องเที่ยว โรงแรม สนามบินและสายการบิน หลังศบศ.ผ่านหลักการเปิดรับนักท่องเที่ยวต่างชาติแบบไม่ต้องกักตัว โดยต้องได้รับวัคซีน ครบ 2 โดสแล้ว เริ่มต้นที่ จ.ภูเก็ต ภาครัฐคาดหวังจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติคาดหวังที่ 1 แสนรายในช่วง 5 เดือน แม้ตัวเลขดังกล่าวยังห่างจากระดับปกติก่อนเกิด COVID-19 ที่ 7 หมื่นคนต่อวัน แต่ถือเป็นจุดเริ่มต้นที่ดี เพราะหากสำเร็จมีโอกาสที่ภาครัฐจะขยายไปยังเมือง ท่องเที่ยวอื่น ๆ ที่พึ่งพานักท่องเที่ยวต่างชาติเป็นหลัก เช่น เกาะสมุย ในลำดับต่อไป


ทั้งนี้โรงแรมขนาดใหญ่ เช่น MINT, CENTEL, ERW มีสาขาอยู่ในภูเก็ตทั้งหมด แต่หุ้นที่มีสัดส่วนรายได้ในภูเก็ตสูงเทียบกับรายได้รวมในภาวะปกติ ได้แก่ SPA (8 สาขาอยู่ในจ.ภูเก็ต และ 1 สาขาอยู่ในเกาะสมุย เทียบกับสาขารวม 70 สาขา) SHR (30% ของรายได้มาจากโรงแรมในไทย ซึ่งอยู่ในเกาะสมุย 2 โรง และ 1 โรงในเกาะพีพี)


นอกจากนี้ผู้ประกอบการที่มีรายได้ขึ้นกับจำนวนการบิน เช่น AOT หรือ SPF (รายได้ขึ้นกับTraffic จากสนามบินสมุย) จะเริ่มเห็นสัญญาณฟื้นตัวของรายได้ ขณะที่สายการบิน (BA,AAV) คาดได้ประโยชน์เช่นกัน แต่เนื่องจากยังมีงบดุลที่อ่อนแอ ทำให้เรายังให้น้ำหนักเป็นเพียงการเก็งกำไร


เราเลือกหุ้นเด่นกลุ่มท่องเที่ยวใน Theme เปิดประเทศ ได้แก่ 1.AOT (แนะนำ BUY ราคาเป้าหมาย 75.50 บาท) 2.หุ้นกลุ่มโรงแรมยังชอบทั้ง MINT, ERW, CENTEL, SHR แต่ให้น้ำหนักไปที่ MINT (แนะนำ BUY ราคาเป้าหมาย 36.80 บาท) และ SHR ( แนะนำ BUY ราคาเป้าหมาย 4.10 บาท) ที่จะฟื้นตัวเร็วและแรงกว่าที่ตลาดคาด และ3.หุ้นขนาดเล็กเราเลือก SPA (แนะนำ BUY ราคาเป้าหมาย 10.20 บาท) SPA มีรายได้จากนักท่องเที่ยวต่างชาติราว 55% มีสัดส่วนรายได้ในภูเก็ตสูงและมี Upside Risk จากบริการนวดกัญชาในระยะถัดไป



AOT เชื่อ 1 ก.ค. จะเป็นช่วงสำคัญ

ขณะที่นักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ ทิสโก้ จำกัด บอกว่า แนะนำให้ ถือ AOT มูลค่าเหมาะสมที่ 64 บาท โดยเที่ยวบินเช่าเหมาลำที่ไปยังภูเก็ตนั้นส่วนมากมาจากประเทศรัสเซีย ซึ่งโดยปกติจะมีนทท.ขาเข้ามากที่สุดในช่วง ไตรมาส 1 และ 2 (ซึ่งเป็นตรมาส 4และ 1 ตามปีปฏิทิน) ซึ่งเราคาดจะเห็นการเพิ่มขึ้นของนทท.หลังการเปิดประเทศในวันที่ 1 ต.ค. เช่นเดียวกันกับนทท.ชาติอื่นๆ


เราคาดว่าไฟล์ทเช่าเหมาลำชุดแรกๆ ที่จะเข้ามาในช่วง ไตรมาส 4 จะเป็นไฟล์ทจากจีน อย่างไรก็ดี เนื่องจากอัตราการฉีดวัคซีนในประเทศจีนที่ต่ำ (5 โดส ต่อ 100 คน) รวมถึงยังมีกฎการท่องเที่ยวนอกประเทศที่ค่อนข้างเข้มงวดจึงทำให้คาดว่าจะมีจำนวนนทท.จีนค่อนข้างต่ำ อีกทั้งยังมีความเสี่ยงที่นทท.ภายในประเทศจะหลีกเลี่ยงการเที่ยวภูเก็ตในช่วงการเปิดประเทศอีกด้วย


AOT ยังมองว่าวันที่ 1 ก.ค. จะเป็นช่วงสำคัญสำหรับการฟื้นตัวของจำนวนผู้โดยสารต่างชาติ และหวังว่ามาตรการ การช่วยเหลือภาคการท่องเที่ยวจะยังเดินหน้าตามแผน ด้านการประเมินจากเรา เราคาด AOT จะมีผู้โดยสารต่างชาติราว 1.5 ล้านคน ในช่วงไตรมาส 4/64 (ก.ค.-ก.ย.64) แต่ตัวเลขนี้ยังมีความผันผวนสูง



MINT ความน่าสนใจเพียบ

ด้านนักวิเคราะห์ บริษัทหลักทรัพย์ ไทยพาณิชย์ จำกัด ระบุว่า ยังคงเรตติ้ง OUTPERFORM ด้วยราคาเหมาะสม 34 บาทต่อหุ้น ซึ่ง MINT เป็นหนึ่งในหุ้นแนะนำในไตรมาส 2/64 ของเรา ประเด็นการลงทุนสำคัญสำหรับหุ้น MINT คือ ความคืบหน้าในการฉีดวัคซีนโควิด-19 ซึ่งจะส่งผลทำให้เกิดการเปิดประเทศต่างๆ ในยุโรป สะท้อนถึงโอกาสในการกลับมาเดินทางที่น่าจะส่งผลดีต่อ NH HotelGroup (NHH, ธุรกิจหลักในยุโรปของ MINT) เนื่องจากความต้องการเดินทางภายในประเทศและระหว่างประเทศในภูมิภาคยุโรปคิดเป็นสัดส่วน 70-75% ของแขกทั้งหมดของ NHH


NHH มีอัตราการเข้าพักล่าสุดราว 25% อย่างไรก็ดี เราพบว่าอัตราการเข้าพักโรงแรมที่เปิดให้บริการของ NHH ฟื้นตัวอย่างแข็งแกร่งสู่ 31-46% ในเดือนมิ.ย.-ก.ย. ปีที่ผ่านมาหลังจากปลดล็อกดาวน์ เรามองว่า MINT ดูน่าสนใจในฐานะที่เป็นหุ้น laggard play เมื่อเทียบกับ CENTEL โดย YTD ราคาหุ้น CENTEL ปรับตัวขึ้นมาแล้ว 48% เทียบกับ MINT ที่ปรับตัวขึ้น 25% และปัจจุบัจ MINT เทรดต่ำกว่าระดับก่อนโควิด-19 ระบาด (สิ้นปี 2562) อยู่ 9%



ERW เป้าเป็นผู้นำตลาดโรงแรมแบบราคาประหยัด

ขณะที่นักวิเคราะห์บริษัท หลักทรัพย์ ดีบีเอส วิคเคอร์ส (ประเทศไทย) จำกัด ระบุว่า แนะนำ ซื้อ ERW ราคาพื้นฐาน 4.60 บาท โดยคาดว่าผลการดำเนินงานปี 64 แม้ว่าจะฟื้นตัวดีขึ้น แต่คาดว่าจะยังเป็นผลขาดทุนสุทธิ -702 ล้านบาท เทียบกับปี 63 ที่เป็นขาดทุนสุทธิ -1,715 ล้านบาท ส่วนแผนระยะยาว 5 ปีของบริษัทคือ เป็นผู้นำตลาดโรงแรมแบบราคาประหยัด (Budget Hotel) สิ่งที่น่าสนใจคือ แผนการขยายเงินลงทุนใหม่ที่จะมุ่งเน้นไปยัง Budget Hotel เพียงอย่างเดียว ซื่งข้อดีคือ ใช้เงินลงทุนที่น้อย จึงสะท้อนเรื่องนี้ด้วยการปรับประมาณการปี 64 ให้ดีขึ้นไปอีก



This’s Alano

“มุ่งแสวงหาข่าวสาร สร้างสรรค์ผลงานอย่างถูกต้อง เพื่อนำเสนอให้นักลงทุนได้อ่าน”