Official Update :

ออมหุ้น SETHD TISCO The Best of Dividend!!

ดัชนี SETHD หรือ SET High Dividend 30 Index เป็นดัชนีที่ตลาดหลักทรัพย์ฯ จัดอันดับขึ้นเพื่อสะท้อนความเคลื่อนไหวราคาของกลุ่มหุ้นที่มีมูลค่าตามราคาตลาดสูง (Market Capitalization) มีสภาพคล่องสูงอย่างสม่ำเสมอ และมีอัตราผลตอบแทนจากเงินปันผลสูงและต่อเนื่อง ซึ่งจากข้อมูลของ Setsmart พบว่าหุ้นที่มี Dividend สูงที่สุด 5 อันดับในดัชนี คือ TCAP, TASCO, TISCO, TPIPP และ LH ดังนั้น Wealthy Thai จึงทดลองนำกลุ่มหุ้นดังกล่าวมาทำ DCA เพื่อดูว่าจะได้ผลตอบแทนดีจริงหรือไม่!!







มาเริ่มกันที่หุ้น
TCAP หรือ บริษัท ทุนธนชาต จำกัด (มหาชน) หนึ่งในกลุ่มธุรกิจกิจด้านการเงินขนาดใหญ่ของไทย มี Dividend สูงเป็นอันดับหนึ่งที่ 7.95% หากเรา DCA หุ้นตัวนี้ ปัจจุบันจะมีหุ้นทั้งหมด 7,109.00 หุ้น มูลค่าพอร์ต 268,364.75 บาท ขาดทุน 45,155.50 หรือติดลบ 14.40% และได้รับเงินปันผล 61,967.90 บาท โดยบล.แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ ระบุว่า เงินที่เหลือจากการขายธนาคารธนชาต TCAP เตรียมไว้ลงทุนเพิ่มในปีนี้ แต่ยังอยู่ในขั้นตอนศึกษาโอกาส ยังไม่ได้ข้อสรุป คาดว่าจะเห็นความชัดเจนมากขึ้นในช่วงครึ่งหลังของปี 2564 ส่วนกำไรปีนี้คาดลดลง 28% จากปีก่อนที่มี one time gain ก้อนใหญ่จากการขายเงินลงทุน AJT อย่างไรก็ตาม TCAP ถือเป็นหุ้นปันผลสูง โดยปี 2563 จ่ายปันผลสูงถึง 8.5% แนะนำ ซื้อเก็งกำไร ราคาเป้าหมาย 37.00 บาท


หุ้นตัวถัดไปคือ TASCO หรือ บริษัท ทิปโก้แอสฟัลท์ จำกัด (มหาชน) ผู้ผลิตและจำหน่ายผลิตภัณฑ์ยางมะตอย มี Dividend สูงเป็นอันดับสองที่ 7.77% หากเรา DCA หุ้นตัวนี้ ปัจจุบันจะมีหุ้นทั้งหมด 15,852.00 หุ้น มูลค่าพอร์ต 326,551.20 บาท ได้กำไร 12,162.25 หรือเพิ่มขึ้น 3.87% และได้รับเงินปันผล 53,299.00 บาท โดยบล.หยวนต้า ระบุว่า ได้ปรับประมาณการกำไรปกติปี 2564 ของ TASCO เล็กน้อยเป็น 2,538 ล้านบาท ลดลง 28% จากปีก่อน แม้บริษัทจะตั้งเป้าปริมาณการจำหน่ายลดลงจาก 1.7-1.8 ล้านตันเป็น 1.25 ล้านตัน แต่ได้ชดเชยจาก GPM ที่เพิ่มสูงขึ้น โดยเน้นขายตลาด Retail ทั้งในและต่างประเทศ รวมทั้งราคาขายยางมะตอยยังอยู่ในระดับสูงจาก Supply ในภูมิภาคที่ยังตึงตัว โดยฝ่ายวิจัยแนะนำ ซื้อ และปรับราคาเหมาะสมขึ้นเป็น 24.00 บาท จากความชัดเจนของแหล่งน้ำมันดิบใหม่ และแม้ต้นทุนจะสูงขึ้นแต่การปรับกลยุทธ์การขายของบริษัทจะทำให้ GPM ได้รับผลกระทบอย่างจำกัด


TISCO หรือ บริษัท ทิสโก้ไฟแนนเชียลกรุ๊ป จำกัด (มหาชน) อีกกลุ่มธุรกิจการเงินขนาดใหญ่ที่มีธนาคารทิสโก้เป็นหลัก มี Dividend สูงเป็นอันดับสามที่ 6.43% หากเรา DCA หุ้นตัวนี้ ปัจจุบันจะมีหุ้นทั้งหมด 4,294.00 หุ้น มูลค่าพอร์ต 420,812.00 บาท ได้กำไร 108,547.75 บาท หรือเพิ่มขึ้น 34.76% และได้รับเงินปันผล 64,022.05 บาท โดยบล.เคทีบีเอสที ระบุว่า ประมาณการกำไรสุทธิของ TISCO ในไตรมาส 1/64 ที่ 1.64 พันล้านบาท ทรงตัวเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน แต่เพิ่มขึ้น 11% จากไตรมาส 4/63 จากการตั้งสำรองฯ ที่ลดลงเพราะมีการตั้เผื่อไปแล้วในปี 2563 ขณะที่ NPL จะทยอยเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 2.70% จาก 2.50 % ในไตรมาสก่อน จากลูกหนี้ที่เข้าร่วมโครงการช่วยเหลือ อย่างไรก็ตาม ฝ่ายวิจัยยังคงประมาณการกำไรสุทธิปีนี้ที่ 6.76 พันล้านบาท เพิ่มขึ้น 12% จากปีก่อน ด้าน coverage ratio อยู่ในระดับสูงที่สุดในกลุ่มฯ ที่ 211% สามารถรองรับความเสี่ยงจาก Covid-19 รอบใหม่ได้ และคาดว่ากำรในไตรมาส 2/64 จะปรับตัวเพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อน จากสำรองฯ ที่ลดลง เรื่องการจ่ายเงินปันผลในปีนี้คาดว่าจะกลับมาจ่ายเงินปันผลและยังมี dividend yield ที่อยู่ในระดับสูงถึง 7% ได้ คงคำแนะนำ “ซื้อ” ราคาเป้าหมาย 105.00 บาท


TPIPP หรือ บริษัท ทีพีไอ โพลีน เพาเวอร์ จำกัด (มหาชน) ผู้ผลิตและจำหน่ายไฟฟ้าจากขยะ พลังงานความร้อนทิ้ง และประกอบธุรกิจสถานีบริการน้ำมันเชื้อเพลิงและก๊าซธรรมชาติ (NGV) มี Dividend สูงเป็นอันดับสี่ที่ 6.16% หากเรา DCA หุ้นตัวนี้ ปัจจุบันจะมีหุ้นทั้งหมด 44,674.00 หุ้น มูลค่าพอร์ต 195,672.12 บาท ขาดทุน 44,206.09 หรือลิดลบ 18.43% และได้รับเงินปันผล 27,762.35 บาท โดยบล.เอเซีย พลัส ระบุว่า ปัจจุบัน TPIPP มีกำลังการผลิตตามสัญญาขายไฟที่ COD แล้ว 393 เมกะวัตต์ แบ่งเป็นสัญญาขายไฟฟ้าให้แก่ TPIPL จำนวน 230 เมกะวัตต์ และสัญญาขายให้ทางภาครัฐจำนวน 163 เมกะวัตต์ โดยโรงไฟฟ้าที่ได้รับค่า Adder ที่ 3.5 บาทต่อกิโลวัตต์ชั่วโมง จะเริ่มทยอยหมดสัญญาลงตั้งแต่ปี 2565 เป็นต้นไป เริ่มจากโรงไฟฟ้า TG3 จำนวน 18 เมกะวัตต์ และ TG5 จำนวน 55 เมกะวัตต์ จะหมดอายุลงในเดือนม.. และ ส.. 2565 ตามลำดับ ส่วนโรงไฟฟ้า TG4 และ TG6 จำนวน 90 เมกะวัตต์ จะหมดอายุลงในเดือนเม.. 2568 ถือเป็นความเสี่ยงหลักที่กดดันฐานกำไรของ TPIPP ตั้งแต่ปี 2565 เป็นต้นไป แนะนำ ขาย ราคาเป้าหมาย 4.70 บาท


และหุ้นตัวสุดท้าย LH หรือ บริษัทแลนด์แอนด์เฮ้าส์ จำกัด (มหาชน) ผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ที่อยู่อาศัย มี Dividend สูงเป็นอันดับห้าที่ 5.88% หากเรา DCA หุ้นตัวนี้ ปัจจุบันจะมีหุ้นทั้งหมด 33,695.00 หุ้น มูลค่าพอร์ต 286,407.50 บาท ขาดทุน 28,318.70 บาท หรือติดลบ 9.00% และได้รับเงินปันผล 49,562.80 บาท โดยบล.ไทยพาณิชย์ ระบุว่า ปี 2564 คาดว่าจะเห็นการเติบโตที่ไม่น่าตื่นเต้นเมื่ออิงกับเป้ายอดขาย รายได้ และกำไรปกติ โดยประเด็นที่ต้องจับตา คือ LH อาจจะเปิดตัวโครงการใหม่เพิ่มอีก 1.04 หมื่นล้านบาท ในช่วงปลายปีนี้ ซึ่งจะช่วยกระตุ้นยอดขายและรายได้ในไตรมาส 4/64 และต่อเนื่องมาถึงปี 2565 นอกจากนี้ LH ก็ไม่มีแผนที่จะขายสินทรัพย์ในปีนี้ ซึ่งหมายความว่าบริษัทจะต้องบริหารกระแสเงินสดอย่างมีประสิทธิภาพ อย่างไรก็ตาม ฝ่ายวิจัยชอบ LH ในฐานะที่เป็นหุ้นปันผล โดยประกาศจ่ายเงินปันผลงวดครึ่งหลังปี 2563 จำนวน 0.30 บาท ใกล้เคียงกับประมาณการของฝ่ายวิจัยที่ 0.31 บาท คิดเป็นผลตอบแทนจากเงินปันผล 3.9% คงเรทติ้ง NEUTRAL เพื่อรับเงินปันผล ราคาเป้าหมายปี 2565 อยู่ที่ 8.50 บาท

ศุภมาศ ศรีขำ

นักข่าวสายการเงินและตลาดทุน ที่คลุกคลีกับวงการข่าวมาตั้งแต่เด็ก ชื่นชอบการออกไปหาประสบการณ์และการเรียนรู้ใหม่ๆ อยากถ่ายทอดมุมมองและประสบการณ์เกี่ยวกับการเงิน และตลาดทุนให้ผู้อ่านทุกคนใช้เป็นข้อมูลประกอบการตัดสินใจ เพื่อไปถึงเป้าหมายการลงทุนที่ตั้งไว้