Official Update :

ปิดจ๊อบไตรมาส 1 หุ้นไทยตัวไหน โดนฝรั่งเปย์ กับเททิ้ง เยอะที่สุด

เดินทางกันมาถึงสิ้นไตรมาส 1/64 กันแล้ว ดัชนีตลาดหุ้นไทยตั้งแต่ต้นปีในช่วงเปิดทำการซื้อขายเป็นวันแรกหลังจากหยุดพักผ่อนปีใหม่ ในวันที่ 4 ..64 จนถึงวันที่ 31 มี..64 ปรับเพิ่มขึ้นไปกว่า 9.51% โดยในช่วงเปิดทำการวันแรกดัชนีอยู่ที่ระดับ 1,468 จุด และขึ้นไปทำนิวไฮที่ 1,589 จุด และปิดสิ้นไตรมาสที่ระดับ 1,587จุด โดยในวันที่ 6 ..64 ตลาดหุ้นไทยมีมูลค่าการซื้อขายมากที่สุดกว่า 1.42 แสนล้านบาท


สำหรับบัญชีการซื้อขายของกลุ่มนักลงทุนแต่ละประเภทนั้นจะพบว่าส่วนหนึ่งที่ดัชนีตลาดหุ้นไทยปรับตัวเพิ่มขึ้นไปได้นั้นเพราะแรงซื้อจากนักลงทุนรายย่อยในประเทศอย่างเรานั่นเอง โดยในไตรมาส 1/64 บัญชีของนักลงทุนรายย่อยมีมูลค่าการซื้อสุทธิ จำนวน 48,560 ล้านบาท เช่นเดียวกับบัญชีบริษัทหลักทรัพย์ที่มียอดซื้อสุทธิ 3,875 ล้านบาท ซึ่งสวนทางกับนักลงทุนสถาบันในประเทศ ที่มียอดขายสุทธิ 22,765 ล้านบาท และนักลงทุนต่างประเทศ ขายสุทธิ 29,669 ล้านบาท


โดย ในช่วงไตรมาส1/64 ตลาดหุ้นในภูมิภาคส่วนใหญ่ถูกกระแสเงินทุนต่างชาติมีสถานะขายสุทธิออกมาอย่างต่อเนื่องเพื่อนำเงินกลับไปยังตลาดหุ้นสหรัฐ ที่เศรษฐกิจกำลังฟื้นตัว รวมถึงเข้าไหลเข้าไปลงทุนในตลาดหุ้นยุโรปที่ยัง Laggard เพราะสภาวะการติดเชื้อไวรัสโควิด19 ขณะนี้เริ่มคลี่คลาย ถึงแม้จะมีเพียงบางประเทศที่ยังล็อคดาวน์ หากย้อนกลับมาดูประเทศในแทบเอเชียยังมีบางประเทศที่ยังคงประกาศการล็อคดาวน์เพราะสถานการณ์การระบาดยังไม่ฟื้นตัวขึ้น


ทั้งนี้ พบว่าช่วงไตรมาส 1 กระแสเงินทุนต่างชาติมีสถานะขายสุทธิตลาดหุ้นไต้หวันมากที่สุด โดยมีมูลค่าขายสุทธิ 12,136 ล้านเหรียญสหรัฐ ขณะที่เกาหลีใต้อยู่ในลำดับที่ 2 โดยมีมูลค่าการขายสุทธิที่ 8,346 ล้านเหรียญสหรัฐ ส่วนประเทศไทยรั้งอันดับที่ 3 ซึ่งคิดเป็นมูลค่าการขายสุทธิ 986 ล้านเหรียญสหรัฐ ขณะที่ ฟิลิปปินส์เป็นอีกหนึ่งประเทศที่การระบาดของโควิด 19 ยังไม่มีคลี่คลายถูกแรงขายจากนักลงทุนต่างชาติซึ่งขายสุทธิไปกว่า 946 ล้านเหรียญสหรัฐ ส่วนเวียดนามอยู่ในอันดับที่ 5 ที่ถูกต่างชาติขายสุทธิไปจำนวน 612 ล้านเหรียญสหรัฐ


วันนี้ Wealthy Thai จะพานักลงทุนไปดูหุ้นที่นักลงทุนต่างชาติซื้อสุทธิมากที่สุด โดยในไตรมาสที่ 1ของปี 64 นักลงทุนต่างประเทศซื้อหุ้น KBANK มากที่สุด โดยมีมูลค่าการซื้อสุทธิ จำนวน 9,219 ล้านบาท อันดับที่ 2 PTTEP ได้แรงซื้อจากนักลงทุนต่างประเทศ จำนวน 8,812 ล้านบาท อันดับที่ 3 OR นักลงทุนสถาบันต่างประเทศซื้อสุทธิ จำนวน 7,237 ล้านบาท อันดับที่ 4.PTT มีแรงซื้อจำนวน 4,364 ล้านบาท และอับที่ 5 อย่าง IVL ได้แรงซื้อสุทธิจากนักลงทุนต่างชาติ จำนวน 2,952 ล้านบาท


สำหรับหุ้นที่ถูกนักลงทุนต่างชาติเทขายมากที่สุด 5 อันดับแรกได้แก่ 1.หุ้น BDMS โดนแรงขายมูลค่า 3,608 ล้านบาท อันดับที่ 2.GPSC มีแรงขายสุทธิจากต่างชาติกว่า 2,934 ล้านบาท ขณะที่อันดับที่ 3.หุ้นปันผลอย่าง INTUCH ก็โดนแรงขายจากต่างชาติกว่า 2,825 ล้านบาท อันดับที่ CPN แม้จะเป็นหุ้นธีมเปิดเมืองแต่กลับโดนต่างชาติขายออกไป 2,573 ล้านบาท และสุดท้ายอันดับที่ 5.หุ้น ADVANC เจอแรงขายไปกว่า 1,805 ล้านบาท



แนวโน้มอนาคตของ
KBANK-PTTEP-OR


KBANK

นักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์หยวนต้า (ประเทศไทย) จำกัด แนะนำให้ KBANK เป็น Top Pick ของกลุ่ม โดยผลดำเนินงานฟื้นตัวจากการตั้งสำรองที่ผ่อนคลายลง อีกทั้งเริ่มเห็น Downside ที่จำกัดมากขึ้นเพราะมีสัดส่วนทั้งลูกหนี้ SME และลูกหนี้ในกลุ่มท่องเที่ยวสูงกว่าค่าเฉลี่ยของกลุ่ม ทำให้ได้ประโยชน์จากมาตรการ Soft Loan และโกดังพักหนี้มากที่สุด ขณะที่ Valuation ยังซื้อขายด้วย PBV ต่ำเพียง 0.8x ใกล้เคียงค่าเฉลี่ยย้อนหลัง 5 ปี – 1 S.D. ที่ 1.2เท่า ราคาเป้าหมาย 178 บาท



PTTEP

นักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์บัวหลวง จำกัด มองว่าประเด็นที่ PTTEP พบน้ำมันและก๊าซธรรมชาติแหล่งใหม่ที่หลุมสำรวจ Sirung-1 หลุมสำรวจแรกโครงการ SK405B นอกชายฝั่งรัฐซาราวัก ประเทศมาเลเซีย ซึ่งมีปริมาณเพียงพอสำหรับการทำพาณิชย์อย่างไรก็ตามการเริ่มดำเนินเชิงพาณิชย์ (COD) คาดว่าจะใช้เวลาอีกราว 5-7 ปี


คำแนะนำพื้นฐาน จากข่าวดังกล่าวน่าจะเป็น positive sentiment ต่อราคาหุ้น เนื่องจากเป็นปัจจัยหนุนการเติบโตของกำไรในระยะยาว รวมทั้งยังมีอัพไซด์ต่อประมาณการในอนาคต นอกจากนั้นราคาน้ำมันที่มีแนวโน้มปรับตัวขึ้นในปีนี้จะเป็นอีกปัจจัยหนุนราคาหุ้น เราแนะนำ “ซื้อ” ราคาเป้าหมาย 130 บาท



OR

บริษัทหลักทรัพย์ทรินิตี้ จำกัด เริ่มต้นด้วยคำแนะนำ “ซื้อ” หุ้น OR  ราคาเป้าหมายปี 54 ที่ 40 บาท ซึ่งเหตุผลมาจาก 2 ส่วนคือ 1. จากมูลค่าธุรกิจปัจจุบัน 26.00 บาท บวก ด้วย 2. มูลค่าปัจจุบันของเงิน IPO ที่ไปลงทุนในอนาคตด้วยอัตราคิดลด 14 บาท  การเดินทางในไตรมาส 1/64 ยังคึกคัก 


ทั้งนี้จากข้อมูล Community Mobility Reports จาก Google  มาอยู่ในระดับเหนือศูนย์ บ่งบอกว่าปริมาณการสัญจรรถยนต์กลับมาสู่ภาวะปกติก่อนการเกิด COVID-19 ซึ่งจะส่งผลดีต่อปริมาณการใช้น้ำมัน นอกจากนี้ค่าการตลาดจาก EPPO ยังอยู่ในระดับ 2.30 บาทต่อลิตร ถือว่ายังอยู่ในระดับที่ดีสำหรับธุรกิจจำหน่ายน้ำมัน


ประเมินกำไรปี 64 จะโดนเด่นที่ 1.2 หมื่นล้านบาท เพิ่มขึ้น 42% จากปีก่อน จากการฟื้นตัวของธุรกิจจำหน่ายน้ำมันที่กลับมาสู่สภาวะปกติ ส่งผลให้ปริมาณขาย 20% ในขณะที่ธุรกิจค้าปลีกสินค้าจะเติบโตในอัตรา 10% และจะยังรักษา EBITDA Margin ที่ 25%-27%


3.ราคาหุ้น OR ที่ 32.00 บาท เป็นเพียงธุรกิจปัจจุบันยังไม่สะท้อนการเติบโตจากเงิน IPO ว่า 5 หมื่นล้านบาท และเงินสดในมือ ณ สิ้น ธ.ค. 20 ที่ 1.8 หมื่นล้านบาท รวมเป็นเงินสดกว่า 7.2 หมื่นล้านบาท หรือคิดเป็นต่อหุ้น 6 บาท ดังนั้นเมื่อหักส่วนเงินสดดังกล่าวออกจากราคาหุ้น เหลือมูลค่าหุ้นที่ซื้อขายจริงๆ เพียง 26.00 บาท เท่านั้น เทียบเท่า PER ที่ 25 เท่า



Maratronman

เดินทางสู่โลกใหม่ ค้นหาสิ่งใหม่ นำเสนอมุมใหม่ กับเรื่องราวใหม่