Official Update :

ลงทุนอย่างไร เมื่อหุ้นไทยแพงสุดในประวัติศาสตร์

ตลาดหุ้นไทยปิดไตรมาสที่ 1 ไปได้อย่างสวยงาม โดยในรอบ 3 เดือนที่ผ่านมา ผลตอบแทนของ SET index อยู่ที่ 10.14 % และกำลังเดินหน้าผ่านด่านที่สำคัญกับหลักหมุดที่ 1,600 จุด ที่จะเป็นจุดชี้วัดทางเทคนิคว่าหุ้นไทยจะไปต่อหรือจะพอแค่นี้  แต่ในด้านปัจจัยพื้นฐานนั้นการปรับตัวขึ้นมามากๆท่ามกลางความเปราะบางกำไรบริษัทจดทะเบียนที่ไม่ฟื้นตัว ก็อาจเป็นสัญญาณว่าตลาดหุ้นไทยกำลังจะจบรอบเพราะอยู่ในจุดแพงที่สุดในประวัติศาสตร์ 



หุ้นไทยแพงทะลุฟ้า
PE 41 เท่า

เมื่อพูดถึงความถูกแพงของตลาดหุ้นไทยนั้น สิ่งที่จะสะท้อนภาพได้ดีมากที่สุด นั้นคือ ระดับราคาปิดกำไรต่อหุ้น หรือ P/E ที่จะเป็นเครื่องมือที่ช่วยดูว่าตลาดหุ้นไทยแพงเกินไปหรือเปล่า โดยหากดูค่า P/E ย้อนหลัง 4 ไตรมาสของตลาดหุ้นไทยนั้นอยู่ที่ 41.67 เท่า นับว่าเป็นระดับค่าP/E ที่สูงที่สุดในประวัติศาสตร์ ส่วนหนึ่งเพราะผลกระทบจากกำไรของบริษัทจดทะเบียนบางรายที่ปรับตัวลดลงรุนแรงจากผลกระทบ Covid -19 ที่เข้ามากระทบกับผลประกอบการ แต่การฟื้นตัวของกำไรบริษัทจดทะเบียนให้กลับมาปกติก็อาจต้องใช้เวลานานเกินจะคาดหวัง


คุณมนชัย มกรานุรักษ์ หัวหน้าสำนักวิจัย บริษัทหลักทรัพย์ ทิสโก้ จำกัด บริษัทหลักทรัพย์ ทิสโก้ มองว่า ถ้ามองในด้านความถูกแพงของตลาดหุ้นไทยในเวลานี้ ก็ต้องยอมรับกันตามตรงว่า อยู่ในระดับที่แพงครั้งหนึ่งของประวัติศาสตร์ตลาดหุ้นไทย แม้ว่า พีอีย้อนหลังจะสูงถึง 41 เท่าก็จริง แต่เมื่อเราคาดการณ์กับกำไรของบริษัทจดทะเบียนใน 1 ปีข้างหน้า P/E ของเราก็อยู่ในจุดที่สูงสุดในประวัติศาสตร์อยู่ดีที่ระดับ 16 เกือบ 17 เท่า ยังอยู่ในระดับที่สูงมากๆอยู่ดี จากระดับที่ 12 -13 เท่าในภาวะปกติ 


ซึ่งแน่นอนว่าในระดับ P/E ที่สูงเช่นนี้ไม่ใช่เหตุการณ์ที่ปกตินัก เพราะเราพึ่งก้าวผ่านการแพร่ระบาดของ COVID-19  แต่เมื่อการเติบโตของเศรษฐกิจไทยในปีนี้ ก็อาจจะไม่น่าดึงดูดการลงทุนเท่าไหร่ เพราะจากคาดาการณ์การเติบโตของ GDP ประเทศไทยในปีนี้อาจจะขยายตัวได้ในระดับ 2 % เท่านั้น หนำซ้ำการท่องเที่ยวที่น่าจะเป็นปัจจัยการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยได้ดีมากที่สุดนั้นก็อาจจะชะลอออกไป และน่าจะได้เห็นนักท่องเที่ยวต่างชาติกลับเข้ามาประเทศไทยอีกครั้งในช่วงครึ่งปีหลัง หรือปลายปีนี้ 


อย่างไรก็ตามภาวะตลาดหุ้นไทยจะอยู่ในจุดที่แพง แต่การปรับฐานรุนแรงนั้นอาจจะไม่เกิดขึ้นในระยะเวลาอันสั้น ดังนั้นนักลงทุนอาจต้องรอการพักตัวของดัชนี  ซึ่งทางทิสโก้ อยากให้นักลงทุนปรับลดพอร์ตการลงทุนจะดีกว่า อย่างเช่นในกลุ่มท่องเที่ยว ที่ปรับตัวขึ้นไปค่อนข้างมากก็อาจจะปรับลดลง แต่หากมีหุ้นไหนที่ยังพื้นฐานแข็งแกร่งก็สามารถถือหุ้นต่อไปได้ 


ซึ่งนักลงทุนอาจใช้จังหวะในช่วงไตรมาสที่ 2 หรือไตรมาสที่ 3 ก็ไม่สายเกินไป และเลือกทยอยเข้าสะสมหุ้นที่คาดว่าจะฟื้นตัวได้อย่างโดดเด่น เช่น  PTT, KCE



ไชยรัตน์ ศรีสุข

บรรณาธิการหุ้นและการลงทุน Wealthythai.com