Official Update :

เสียงเรียกร้องจาก บจ.ไทย 60 วัน หลังรัฐประหารในเมียนมา

สถานการณ์ของเมียนมาตั้งแต่วันที่ 1 .. 64 จนถึงปัจจุบันเวลาผ่านไปกว่า 60 หลังจากวันที่เกิดการรัฐประหารจากทหาร แค่เพียงระยะเวลา 60 วัน เกิดเหตุการณ์ที่เศร้าสลดใจไม่น้อย เพราะเกิดการประท้วงและเหตุการณ์นองเลือด ที่ต้องมีประชาชนสูญเสียให้กับความเรียกร้องการเป็นประชาธิปไตยไปแล้วมากกว่า 500 ราย จึงอาจจะส่งผลให้บรรยากาศของการอุปโภคบริโภคในประเทศเมียนมาจะต้องสะดุดและส่งผลกระทบต่อผู้ประกอบการไทยที่เข้าไปลงทุน


ขณะเดียวกัน ท่ามกลางเหตุการณ์ที่ยังคงลุกเป็นไฟอยู่ ขณะนี้ทางรัฐบาลทหารได้สั่งประกาศการหยุดยิงชั่วคราวเป็นระยะเวลา 1 เดือน เฉพาะกองกำลังจากกลุ่มชาติพันธุ์ต่างๆ แต่อย่างไรก็ตามการกระทำที่โหดร้ายก่อนหน้านั้น ส่งผลให้ทั่วโลกออกมาเรียกร้องไทย และอาเซียน รวมถึงองค์การสหประชาชาติ ออกมาแสดงบทบาทในการแก้วิกฤติที่เกิดขึ้น ซึ่งตอนนี้จะเริ่มเห็นในข่าวว่ามีผู้อพยพลี้ภัยข้ามจากเมียนมาเข้าสู่พรมแดนประเทศไทยแล้ว


อย่างไรก็ตามทางทีมงาน Wealthy Thai ได้สำรวจกลุ่มบริษัทจดทะเบียนของไทยที่ประกอบธุรกิจอยู่ในเมียนมา ทั้งกลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภคและกลุ่มที่เป็นธุรกิจโครงสร้างพื้นฐานอย่างโรงไฟฟ้าพบว่า บางบริษัทยอมรับว่าได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นมากน้อยต่างกันไปของแต่ละธุรกิจ 


เช่น นายบุณยกฤต เสาวรรณ ผู้จัดการฝ่ายนักลงทุนสัมพันธ์  บริษัท ทีทีซีแอล จำกัด (มหาชน) หรือ TTCL ยอมรับว่าสถานการณ์การเมืองที่เมียนมาส่งผลให้ตารางงานการก่อสร้างโรงไฟฟ้า Ahlone เฟส 2 กำลังการผลิต 388 MW จะล่าช้ากว่าแผนที่วางไว้ ซึ่งแผนเดิมคาดว่าจะเริ่มลงมือก่อสร้างในปลายไตรมาส 1/65 แต่พอเกิดเหตุการณ์ดังกล่าวขึ้นก็อาจจะส่งผลให้การก่อสร้างโรงไฟฟ้าแห่งใหม่นี้ ที่เพิ่งจะได้รับใบอนุญาตซื้อขายไฟฟ้าแล้วมีความจำเป็นจะต้องเลื่อนออกไป


ขณะที่ นายฤทธี กิจพิพิธประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท สแกน อินเตอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ SCN หนึ่งในเจ้าของโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ที่ใหญ่ที่สุดในเมียนมา เล่าว่า ขณะนี้ยังไม่มีความกังวลอะไรมากมายนัก เพราะว่าโครงการเฟสที่ 1 จำนวน 50 MW นั้น ทางรัฐบาลเมียนมาก็จ่ายค่าไฟฟ้าที่บริษัทขายให้ในช่วง 2 เดือนของการเกิดรัฐประหารที่ผ่านมา สำหรับการก่อสร้างโรงไฟฟ้าเฟสที่ 2 ถึงแม้ว่าหลักๆแล้วจะชะลอการก่อสร้างเพราะการระบาดของเชื้อไวรัสโควิด19 แต่อย่างไรก็ตามหากความไม่สงบทางการเมืองยังไม่จบ ก็จะส่งผลต่อพัฒนาการของการก่อสร้างโรงไฟฟ้าเฟส ที่ 2 


ด้านธุรกิจสินค้าอุปโภคบริโภคอย่างบริษัท อิชิตัน กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ ICHI ที่มียอดขายผลิตภัณฑ์ชาเขียวที่เมียนมา ซึ่งนายธนพันธุ์ คงนันทะ รองกรรมการผู้จัดการสายงานธุรกิจเครื่องดื่ม ให้ข้อมูลว่า ในช่วง 2 เดือนที่ผ่านมาของการรัฐประหาร ยอมรับว่ามีผลกระทบพอสมควรต่อยอดขายของบริษัท แต่อย่างไรก็ตามหากเทียบกับสัดส่วนของยอดขายโดยรวมถือว่ายังกระทบไม่เท่าไหร่ แต่ทั้งนี้จะต้องติดตามดูสถานการณ์กันต่อไป


และก่อนหน้านี้บริษัทหนึ่งในบริษัทมหาอำนาจด้านนิคมอุตสาหกรรมของประเทศไทยอย่างบริษัท อมตะ คอร์ปอเรชัน จำกัด (มหาชน) ได้ออกมายอมรับแล้วว่า นิคมอุตสาหกรรมแห่งใหม่ที่เมียนมา เมืองย่างกุ้งมีความจำเป็นที่จะต้องชะลอการก่อสร้างพัฒนาออกไปก่อน ซึ่งมีผลต่อการตัดสินใจของลูกค้าที่จะเข้ามาซื้อที่ดินในเขตนิคมฯดังกล่าว


สำหรับในส่วนของมุมมองจากนักวิเคราะห์ โดยคุณกิจพณ ไพรไพศาลกิจ ผู้อำนวยการฝ่ายวิเคราะห์และนักกลยุทธ์ บริษัทหลักทรัพย์ยูโอบี เคย์เฮียน (ประเทศไทย) เล่าว่า สถานการณ์ความไม่สงบทางการเมืองที่เมียนมาย่อมมีผลกระทบต่อรายได้ของบริษัทบริษัทจดทะเบียนในประเทศไทยที่เข้าไปลงทุนธุรกิจในเมียนมา โดยเฉพาะในกลุ่มสินค้าอุปโภคและบริโภค เป็นเพราะเมื่อเกิดเหตุการณ์ที่รุนแรงเกิดการประท้วงก็จะกระทบต่อการขนส่งโลจิสติกส์ภายในประเทศ


รวมถึงจะกระทบในด้านของระบบการชำระจ่ายโอนเงิน ซึ่งอาจจะมีผลต่อการสั่งซื้อสินค้าที่ทำให้การจัดเก็บเงินจากออเดอร์คำสั่งซื้อมีปัญหา และก็จะส่งผลกระทบทำให้หลายบริษัทจดทะเบียนของไทยที่มียอดขายในเมียนมาสัดส่วนประมาณ 10% จะต้องได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ความไม่สงบนี้ไปด้วย ซึ่งอาจจะต้องมีการยอมรับว่ารายได้จากที่เมียนมาน่าจะลดลง เบื้องต้นประเมินว่าจะกระทบต่อกลุ่มธุรกิจอุปโภคบริโภคเป็นหลัก เช่น ICHI OSP และ CBG



Maratronman

เดินทางสู่โลกใหม่ ค้นหาสิ่งใหม่ นำเสนอมุมใหม่ กับเรื่องราวใหม่