ปล่อยผีหุ้น POST-THAI จะตัดใจขายทิ้งหรือซื้อเก็บ?

Suspension หรือ “SP” เป็นเครื่องหมายที่แสดงการห้ามซื้อขายหุ้นนั้นเป็นการชั่วคราว ซึ่งการขึ้นเครื่องหมายดังกล่าวนี้จะพักการซื้อขายแบ่งออกเป็นช่วงๆ คือช่วงแรกคือช่วงเวลาที่ตลาดเปิดทำการซื้อขายในรอบเวลาเช้า ตั้งแต่ 10.00.จนถึง 12.30 . อย่างไรก็ตามหากหลักทรัพย์ดังกล่าวยังไม่มีการแก้ไข หรือดำเนินการใดๆ ก็อาจจะทำให้ตลาดหลักทรัพย์ฯยังคงขึ้นเครื่องหมาย “SP” ไว้


เช่นเดียวกันในกรณีของบริษัท บางกอก โพสต์ จำกัด (มหาชน) หรือ POST เจ้าของสื่อสิ่งชื่อดัง อาทิ หนังสือพิมพ์บางกอกโพสต์ โพสต์ทูเดย์ และนิตยสารแฟชั่นและความงามระดับสากลอย่าง ELLE และนิตยสาร Forbes Thailand ภายใต้ร่มเงาการบริหารของตระกูล “จิราธิวัฒน์”


รวมถึงกรณีของบริษัทการบินไทย จำกัด (มหาชน) หรือ THAI สายการบินแห่งชาติ ที่ถูกตลาดตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยติดป้ายเครื่องหมายห้ามซื้อขายหุ้น เพราะมีส่วนของผู้ถือหุ้นที่ติดลบ ซึ่งตลาดหลักทรัพย์ได้ขึ้นเครื่องหมาย “SP” สองหลักทรัพย์ดังกล่าว และจะปลดเครื่องหมาย “SP” เป็นการการชั่วคราวภายในระยะเวลา 1 เดือน โดยกำหนดเริ่มปลด “SP” วันแรกในวันที่ 16 เม..จนถึงวันที่ 17 ..64 จากนั้นจะขึ้นเครื่องหมาย “SP” อีกครั้ง


อย่างไรก็ตามขออนุญาตย้อนความเดิม สำหรับแนวทางที่ทั้งสองบริษัทจะแก้ว่าจะมีแนวทางอย่างไรที่จะแก้ไขให้ส่วนของผู้ถือหุ้นกลับมาเป็นบวกได้ ด้วยวิธีใดแต่ก็สุดจะแล้วแต่ที่นักลงทุนจะนำไปวิเคราะห์ว่า ในวันที่ตลาดหลักทรัพย์ปลดเครื่องหมาย “SP” ในช่วงระยะเวลา 1 เดือนนั้น จะทำอย่างไรกับหุ้น POST และ THAI ที่ตนเองถืออยู่


โดยก่อนหน้านี้ตลาดหลักทรัพย์ได้สอบถามไปยังทั้งสองบริษัทแล้วว่าจะมีแนวทางแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นนี้อย่างไร ซึ่งทาง POST ให้เหตุผล ว่ากำลังดำเนินการวางแผน เช่นการเพิ่มทุนจดทะเบียนเพื่อจัดสรรหุ้นสามัญเพิ่มทุนให้แก่ผู้ถือหุ้นเดิมในปัจจุบัน รวมถึงการพิจารณาหานักลงทุนที่สนใจทั้งในประเทศและต่างประเทศ ซึ่งปัจจุบัน อยู่ระหว่างการเจรจากับนักลงทุนหลายราย ซึ่งหากประสบความสำเร็จในการเพิ่มทุนไว้ว่าจะด้วยวิธีใด จะส่งผลให้ส่วนของผู้ถือหุ้นพลิกกลับมาเป็นบวกทันที


ขณะเดียวกัน POST ยังให้เหตุผลเพิ่มเติมว่า กำลังหาโอกาสทางธุรกิจใหม่ๆ เพิ่มเติมหรือต่อยอดจากธุรกิจเดิมที่มีอยู่เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มเพื่อสร้างรายได้ให้มากขึ้น และจะทำการปรับโครงสร้างองค์กรเพื่อให้สอดคล้องกับปริมาณธุรกิจและรองรับโมเดลธุรกิจใหม่ ซึ่งอยู่ระหว่างการแต่งตั้งที่ปรึกษาทางการเงินเพื่อช่วยในการจัดทำแผนธุรกิจเพื่อฟื้นฟูกิจการตามแนวทางดังกล่าว คาดจะใช้เวลาสรุป 5-6 เดือน และจะเสนอที่ประชุมผู้ถือหุ้น


ทั้งนี้ POST ยังได้ย้ำข้อความเสมือนเป็นการสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนมั่นใจว่าบริษัทจะไม่ถูกเพิกถอนและจะสามารถกลับมาดำเนินธุรกิจได้เป็นปกติอีกครั้ง โดยที่ส่วนของผู้ถือหุ้นก็จะไม่ติดลบ แต่อย่างไรก็ตามทั้งหมดนี้คงจะต้องขึ้นอยู่กับเหล่านักลงทุนแล้วว่าจะเชื่อหรือไว้ใจคำพูดของบริษัทได้หรือไม่


ข้ามมากันที่ฝั่ง THAI กันบ้าง ซึ่งขณะนี้หลายฝ่ายคงจะเดาได้ว่า THAI กำลังอยู่ในขั้นตอนของการจัดทำแผนฟื้นฟู ซึ่งมีแผนที่จะปรับโครงสร้างทุน และ โครงสร้างหนี้เพื่อทำให้สามารถกลับมาดำเนินธุรกิจต่อไปได้อย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืน ในเบื้องต้นบริษัทฯ คาดว่าจะมีการเพิ่มทุน


รวมถึงมีการให้สิทธิการแปลงหนี้เป็นทุนแก่เจ้าหนี้ตามแผนฟื้นฟูกิจการ เพื่อเพิ่มส่วนของผู้ถือหุ้นและลดการะหนี้สิน อีกทั้งบริษัทได้ดำเนินการในด้านอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการรักษาสภาพคล่องทางการเงิน และเพิ่มประสิทธิภาพการคำเนินงาน ซึ่งมีส่วนช่วยเพิ่มทั้งรายได้ และลดค่าใช้จ่ายอย่างมีนัยสำคัญให้กับ


ทั้งนี้ตลาดหลักทรัพย์ฯ จะกำหนดให้หลักทรัพย์ POST และ THAI มีราคาสูงสุดและต่ำสุด (Ceiling & Floor) ไม่เกินหนึ่งเท่าจากราคาซื้อขายครั้งสุดท้าย โดยมีผลตั้งแต่วันที่ 16 เมษายน 64 ซึ่งเป็นวันแรกที่มีการซื้อขาย (อย่างไรก็ดี หากในวันที่ 16 เมษายน 2564 ไม่มีการซื้อขายหลักทรัพย์ดังกล่าว ตลาดหลักทรัพย์ฯ จะใช้เกณฑ์ราคาสูงสุดและต่ำสุดนี้ต่อเนื่องไปจนกว่าจะมีการซื้อขายหลักทรัพย์นั้น) ทั้งนี้และเมื่อได้มีการซื้อขายหลักทรัพย์ POST และ THAIแล้ว ในวันทำการถัดไปราคาสูงสุดและต่ำสุด (Ceiling & Floor) ของหลักทรัพย์ POST และ THAIจะถูกปรับให้เป็นไปตามเกณฑ์ปกติ



ยอมตัดใจขายทิ้ง
!!!

คุณกิจพณ ไพรไพศาลกิจ ผู้อำนวยการฝ่ายวิเคราะห์และนักกลยุทธ์ บริษัทหลักทรัพย์ยูโอบี เคย์เฮียน (ประเทศไทย) ให้ความเห็นในกรณีดังกล่าวว่า หุ้นทั้งสองตัวนี้ถูกพักการซื้อขาย เพราะมีส่วนของผู้ถือหุ้นติดลบ สิ่งที่นักลงทุนควรจะพิจารณาต่อจากนี้คือ ในระยะยาวมีโอกาสที่ธุรกิจของทั้งสองบริษัทนี้จะสามารถกลับมาพลิกฟื้นได้ดีหรือไม่ ทั้งนี้จะเห็นว่าอุตสาหกรรมการบิน และสิ่งพิมพ์ต่างก็ประสบปัญหาการแข่งขันอย่างรุนแรง และในอนาคตอาจจะต้องใช้เวลานานกว่าจะกลับมาปกติ


โดยจะเห็นได้จากกรณีที่ POST ธุรกิจสิ่งพิมพ์มีความเปลี่ยนแปลงเนื่องจากสมัยนี้มีสื่อประเภทใหม่ที่ทันสมัยเข้ามา และสำนักข่าวปัจจุบันปรับเปลี่ยนรูปแบบเป็นดิจิทัลแพลตฟอร์ม ซึ่งในจุดนี้ POST ยังไม่ค่อยมีการปรับตัว จึงทำให้เห็นว่าตัวเลขของผลประกอบการออกมาขาดทุน กระแสเงินสดติดลบในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา


ดังนั้นถ้านักลงทุนได้ลองพิจารณาแล้วเห็นว่าในอนาคตภาพของทั้งสองธุรกิจดังกล่าวจะไม่สามารถกลับมาได้นั้น จึงแนะนำให้หลีกเลี่ยง และยอมขายตัดขาดทุนออกไป เนื่องจากว่าการเข้าไปอยู่แผนฟื้นฟูแม้ว่าจะมีโอกาสพลิกฟื้นฟู แต่จะต้องมีภาวะในการปรับโครงสร้าง ซึ่งจะต้องประกอบไปด้วยเรื่องการเพิ่มทุน โดยตามหลักการแล้วเราควรจะเพิ่มทุนให้กับการลงทุนที่คิดว่าดี แต่การเพิ่มทุนในครั้งนี้อาจจะเป็นการใส่เงินเพิ่มทุนที่เป็นการลงทุนที่ผิดพลาด


ฉะนั้นมองว่าถ้าไม่ได้เห็นภาพว่าธุรกิจจกลับมาได้ สิ่งสำคัญคือต้องทำใจว่ามันอาจจะไม่สามารถกลับมาได้ และยอมรับผลขาดทุนที่จะเกิดขึ้น และหันไปหาลงทุนธุรกิจใหม่ ที่มันน่าจะดีกว่า ไม่ประสบปัญหากับบริษัทที่จะต้องเข้าแผนฟื้นฟูแบบนี้ ย้ำว่านักลงทุนทั่วไปคิดว่า การยอมตัดขาดทุน และมองหาโอกาสการลงทุนใหม่ น่าจะดีกว่าการที่พยายามที่จะอยู่กับการลงทุนที่ผิดพลาด

Maratronman

เดินทางสู่โลกใหม่ ค้นหาสิ่งใหม่ นำเสนอมุมใหม่ กับเรื่องราวใหม่