Official Update :

เช็คลิสต์ 6 หุ้นน่าสะสม กำไร Q1 โตได้แม้โควิดกวนใจ

ปัญหาการระบาดของ COVID-19 ยังไม่มีสัญญาณจะคลี่คลายลง แม้มี sentiment เชิงบวกจากวัคซีนป้องกัน COVID-19 แล้ว แต่การติดเชื้อยังเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง จนล่าสุดได้เกิดคลัสเตอร์จาก สถานบันเทิงชื่อดังพบการติดเชื้อ COVID-19 จนเป็นเหตุทำให้การระบาดกระจายตัววงกว้างในกลุ่มศิลปิน ดารา เซเลปซือดัง รวมทั้งนักการเมืองอีกด้วย เป็นเหตุทำให้ 5 จังหวัดของประเทศไทยเป็นพื้นที่สีแดงทันที


แต่ในแง่ของตลาดทุนนั้น เราได้ผ่านรอบงบของไตรมาส 1/64 ไปเรียบร้อยแล้ว ซึ่งต้องมาจับตาดูว่าในแต่ละบริษัทจะรายงานงบออกมาได้ดี หรือไม่อย่างไร โดยวันนี้ทีมข่าว Wealthy Thai ได้รวบรวมการประเมินของนักวิเคราะห์ที่คาดการณ์กำไรสุทธิงวดไตรมาส 1/64 มาฝากนักลงทุน แต่เป็นเพียงบางส่วนเท่านั้น จะน่าสนในสักไหนไปติดตามกันเลย


เริ่มจากผู้ประกอบการโรงพยาบาลชื่อดังอย่าง BCH หรือ บริษัท บางกอก เชน ฮอสปิทอล จำกัด (มหาชน) ผู้ดำเนินธุรกิจในรูปแบบกลุ่มโรงพยาบาล ซึ่งมีโรงพยาบาลในเครือทั้งหมด 13 แห่ง และโพลีคลินิก 1 แห่ง ตั้งอยู่ในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัด เพื่อให้บริการทางการแพทย์ในระดับปฐมภูมิ-ตติยภูมิ ภายใต้ 4 กลุ่มโรงพยาบาล คือ 1. โรงพยาบาลเวิลดิ์เมดิ 2.กลุ่มโรงพยาบาลเกษมราษฎร์ อินเตอร์เนชั่นแนล 3.กลุ่มโรงพยาบาลเกษมราษฎร์ 4.กลุ่มโรงพยาบาลการุญเวช 


โดยนักวิเคราะห์บริษัท หลักทรัพย์ กรุงศรี จำกัด (มหาชน) ระบุว่า ขณะนี้แนะนำ ซื้อ BCH ราคาเป้าหมาย 20 บาท โด คาดกำไรไตรมาส 1/64 ที่ 330 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 19% จากไตรมาสก่อน และเพิ่มขึ้น 27 %จากช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยมาจากรายได้การตรวจคัดกรองหาเชื้อ COVID-19 ที่เพิ่มขึ้น ซึ่ง BCH มีส่วนแบ่งในการตรวจคัดกรองมากที่สุดที่ 120,000 ครั้งในช่วง ไตรมาส 1/64 ที่ผ่านมา


ตามด้วยผู้นำธุรกิจโรงไฟฟ้าที่ขณะนี้ได้ขยายการลงทุนไปยังธุรกิจอื่นๆอีกจำนวนมาก อย่าง GULF หรือ บริษัท กัลฟ์ เอ็นเนอร์จี ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) ผู้ประกอบธุรกิจโดยการถือหุ้นในบริษัทอื่น (Holding Company) ที่ประกอบธุรกิจหลักด้านการผลิตและจำหน่ายไฟฟ้าจากก๊าซธรรมชาติและพลังงานหมุนเวียน รวมถึงการจัดหาและจำหน่ายก๊าซธรรมชาติ การลงทุนในธุรกิจโครงสร้างพื้นฐาน และธุรกิจอื่น ที่เกี่ยวข้อง


โดยนักวิเคราะห์ข้อมูล บริษัท หลักทรัพย์ฟิลลิป (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) ระบุว่า พัฒนาการของผลประกอบการยังไปได้ดี แม้จะขาดปัจจัยเร่งการได้โครงการใหม่ยังล่าช้า แต่น่าจะเห็นความคืบหน้าในการเจรจามากขึ้น ทั้งนี้ แนวโน้มกำไรปีนี้เติบโตสูง และ Momentum ไตรมาส 1/64 มีแนวโน้มพลิกมาเป็นกำไรราว 1.5-1.6 พันล้านบาท จากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่ขาดทุน 413 ล้านบาท ทางฝ่ายมองผลประกอบการที่ดีในไตรมาส 1/64  และ ราคาปิดล่าสุดยังต่ำกว่าราคาพื้นฐานที่ 40 บาท น่าจะช่วยผลักดันราคาหุ้น ราคาหุ้นปรับตัวแย่กว่าตลาดตั้งแต่ต้นปี (SET +9% และ GULF -5%) เริ่มฟื้นตัวดีขึ้น คงคำแนะนำซื้อ


ทั้งนี้แนวโน้มกำไรเติบโตมั่นคง โดยทางฝ่ายคาดรายได้เติบโต 48% มาจากแผนขยายกำลังการผลิตใหม่ หนุนกำลังการผลิตปีนี้เพิ่มขึ้น 36% และการรับรู้โครงการพลังลม เยอรมัน เต็มปีจากปีก่อนที่เริ่มรับรู้ไตรมาส 4/63 ขณะที่ Margin ดีขึ้นจาก Margin ที่ดีจากโครงการใหม่ (พลังลมที่เยอรมัน และโครงการ IPP 1.6 พัน MW) และต้นทุนค่าก๊าซยังอ่อนลงจากปี ก่อน แม้ราคาก๊าซเพิ่มต้นปี แต่ฐานต้นทุนปี ก่อนยังสูงกว่าปีนี้อยู่ดี ขณะที่รายจ่ายดำเนินงานปีนี้ต่ำลงเพราะไม่มีรายจ่ายพิเศษเกี่ยวกับการซื้อกิจการดังเช่นปีก่อน ดังนั้น คาดกำไรปีนี้เติบโต 67%


ต่อมาบริษัทในเครือปตท.อย่าง IRPC หรือ บริษัท ไออาร์พีซี จำกัด (มหาชน) ผู้ดำเนินธุรกิจ 1.ธุรกิจปิโตรเลียม โดยมีโรงกลั่นน้ำมันอยู่ที่ . ระยอง เพื่อผลิตและจำหน่าย น้ำมันดีเซล น้ำมันเบนซิน น้ำมันหล่อลื่นพื้นฐาน และน้ำมันเตา เป็นต้น 2. ธุรกิจปิโตรเคมี ผลิตภัณฑ์หลัก ได้แก่ เม็ดพลาสติกและผลิตภัณฑ์ปิโตรเคมีอื่นๆ จำหน่ายให้ผู้ประกอบการนำไปเป็นวัตถุดิบเพื่อผลิตเป็นผลิตภัณฑ์พลาสติกสำเร็จรูปชนิดต่างๆ 3.ธุรกิจท่าเรือและถังเก็บ 4.ธุรกิจบริหารจัดการทรัพย์สิน เพื่อบริหารจัดการทรัพย์สินในส่วนที่เป็นที่ดินเปล่า


โดยนักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ หยวนต้า (ประเทศไทย) จำกัด ระบุว่า แนะนำ "TRADING" ราคาเป้าหมาย 4 บาท/หุ้น โดยผลประกอบการไตรมาส 1/64 มีแนวโน้มออกมาดี เบื้องต้นคาดกำไรอาจสูงระดับ 2-3 พันล้านบาท จากช่วงเดียวกันของปีก่อนมีผลขาดทุนสูงถึง 8.9 พันล้านบาท หนุนจาก Market GIM ที่ได้แรงหนุนจาก Spread PP และ ABS ที่พุ่งขึ้นจากอุปสงค์ที่ฟื้นตัวได้ดีในประเทศจีน ท่ามกลางอุปทานตึงตัวจากปัญหาการผลิตในสหรัฐฯ ปัญหาตู้คอนเทนเนอร์ขาดแคลน การเลื่อน COD ของโรงงานในภูมิภาค รวมทั้งราคาน้ำมันที่ปรับตัวขึ้นตั้งแต่ต้นปี จะทำให้บริษัทฯ มีโอกาสบันทึกกำไรสต็อกน้ำมันจำนวนมาก 


ขณะเดียวกันโอกาสการถูกเข้าคำนวนในดัชนี SET50 เนื่องจากมูลค่า Market Capitalization ปัจจุบันสูงราว 7 หมื่นล้านบาท นอกจากนี้  IRPC  ยังเป็นหุ้นได้ประโยชน์จากเกณฑ์การคำนวน SET50 ที่อาจเพิ่มเงื่อนไขการคำนวนด้วย Market Capitalization adjusted free-float เนื่องจาก  IRPC  มี Free-float สูง 52.4% มากกว่าค่าเฉลี่ยของหุ้น Big cap. ทั่วไป


ตามด้วยหุ้นถุงมือยางสุดร้อนแรงอย่าง STGT หรือ บริษัท ศรีตรังโกลฟส์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) ผู้ผลิตและจัดจำหน่ายถุงมือยางที่ใช้ในทางการแพทย์และอุตสาหกรรมอื่น โดยมีผลิตภัณฑ์หลัก ได้แก่ ถุงมือยางธรรมชาติชนิดมีแป้ง ถุงมือยางธรรมชาติชนิดไม่มีแป้ง และถุงมือยางไนไตรล์


นักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ หยวนต้า (ประเทศไทย) จำกัด ระบุว่า แนะนำ ซื้อ ปรับราคาเป้าหมายขึ้นเป็น 63 บาท โดยในไตรมาส 1/64 เราคาดปริมาณขายทรงตัวจากไตรมาส 4/63 ที่ 7,160 ล้านชิ้น เนื่องจากยังติดปัญหาขาดตู้คอนเทนเนอร์ ราคาขายเพิ่มขึ้น 25% จากไตรมาส 4/63 เป็น 2.38 บาท/ชิ้น คาดรายได้ที่ 17,050 ล้านบาท (+24.9% QoQ, +353.4% YoY) ต้นทุนขายเพิ่มขึ้น 25% จากไตรมาส 4/63 เป็น 4,843 ล้านบาท GPM ทรงตัวที่ 72% คาดค่าใช้จ่ายจากเพลิงไหม้ SR2 ราว 60 ล้านบาท ซึ่งจะกลับรายการในไตรมาสถัดไปเมื่อได้รับเงินประกัน กำไรสุทธิคาดที่ 10,501 ล้านบาท ส่วนกำไรปกติ 10,561 ล้านบาท (+25.2% QoQ, +2,276.8% YoY) ทำระดับสูงสุดใหม่ 


คาดเงินปันผลงวดไตรมาส 1/64  ที่ 1.88 บาท/หุ้น คิดเป็นผลตอบแทน 4.5% สำหรับ 1 ไตรมาส และเทียบเท่าเป็นเงินปันผลของ STA ที่ 1.61 บาท คิดเป็นผลตอบแทน 3.4% ดังนั้นเราจึงมองว่า STGT และ STA ราคาควรถูกซื้อขายที่ระดับใกล้เคียงกันแต่ปัจจุบัน STGT ยังต่ำกว่า STA ถึง 11% อีกทั้งยังมีโอกาสถูกเพิ่มในการคำนวณ SET50 รอบกลางปี 2564 เช่นเดียวกัน และ STGT คาดเข้าซื้อขายในตลาดสิงคโปร์ช่วงกลางเดือน .. หลังประกาศงบ ไตรมาส 1/64 แล้ว


ต่อมาผู้นำธุรกิจแพคเก็จจิ้งอย่าง SCGP หรือ บริษัท เอสซีจี แพคเกจจิ้ง จำกัด (มหาชน) ผู้ประกอบธุรกิจโดยการถือหุ้นในบริษัทอื่น (Holding Company) เพื่อให้บริการโซลูชันด้านบรรจุภัณฑ์แบบครบวงจร โดยแบ่งออกเป็น 2 ธุรกิจหลัก ได้แก่ 1.สายธุรกิจบรรจุภัณฑ์แบบครบวงจร (Integrated Packaging Chain) และ 2.สายธุรกิจเยื่อและกระดาษ (Fibrous Chain) โดยมีบริษัท สยามคราฟท์อุตสาหกรรม จำกัด เป็นบริษัทย่อยที่ประกอบธุรกิจหลักซึ่งก่อให้เกิดกำไรหลัก


โดยนักวิเคราะห์บริษัท หลักทรัพย์ กรุงศรี จำกัด (มหาชน) ระบุว่า อัตรากำไรที่สูงขึ้นและปริมาณขายจะหนุนกำไร ไตรมาส 1/64 ซึ่งประเมินว่ากำไรในไตรมาส 1/64 จะอยู่ที่ 1.8 พันล้านบาท (+20% qoq +3% yoy) โดยราคาอ้างอิงกระดาษคราฟท์ (Testliner paper) เพิ่มขึ้นสู่ 532 ดอลลาร์สหรัฐ/ตัน ในไตรมาส 1/64  หรือ เพิ่มขึ้น 107 ดอลลาร์สหรัฐ/ตันจากไตรมาสก่อน ขณะที่ราคา AOCC เพิ่มขึ้น 38ดอลลาร์สหรัฐ/ตัน สู่ 219 ดอลลาร์สหรัฐ/ตัน ทำให้ส่วนต่างเพิ่มสู่ 313 ดอลลาร์สหรัฐ/ตัน จาก 244 ดอลลาร์สหรัฐ/ตัน ในไตรมาส 4/63 ราคาอ้างอิงสะท้อนผลการดำเนินงานในในไตรมาส 1/64  จะแข็งแกร่งการบริโภคปรับตัวดีขึ้นใน ASEAN ทำให้ปริมาณขายกระดาษบรรจุภัณฑ์เพิ่ม 2%จากไตรมาสก่อน สู่ 1.07 ล้านตัน 


SCGP ทำสัญญาซื้อถ่านหิน 70% ของการใช้ในปี 64 และราคาถ่านหินที่เพิ่มขึ้นมีผลเล็กน้อย ต้นทุนถ่านหินคิดเป็น 5% ของต้นทุนทั้งหมด เราปรับต้นทุนค่าเสื่อมราคาขึ้นจากการเข้าซื้อกิจการใหม่ และรวมผลการดำเนินงาน Duy Tan คาดกำไรปี 64-66 ลง 4%/5%/2% (จากค่าเสื่อมราคา) แต่เพิ่มเงินสดจากการดำเนินงาน 2%9%/5% ในช่วงเวลาเดียวกัน รวมถึงเพิ่มราคาเป้าหมาย DCF สู่ 52 บาทต่อหุ้น แนะนำ ซื้อ


และสุดท้ายผู้นำอุตสาหกรรมอาหารทั้งหมู และไก่ อย่าง CPF หรือ บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) ประกอบธุรกิจเกษตรอุตสาหกรรมและอาหารที่จำแนกธุรกิจหลักตามลักษณะของผลิตภัณฑ์ ออกเป็น 3 ประเภท คือ 1.ธุรกิจอาหารสัตว์ (Feed) ได้แก่ การผลิตและจำหน่ายอาหารสัตว์ 2.ธุรกิจเลี้ยงสัตว์-แปรรูป (Farm-Processing) ได้แก่ การเพาะพันธุ์สัตว์ การเลี้ยงสัตว์เพื่อการค้า และการแปรรูปเนื้อสัตว์ขั้นพื้นฐาน 3.ธุรกิจอาหาร (Food) ได้แก่ การผลิตเนื้อสัตว์แปรรูปกึ่งปรุงสุกและปรุงสุก และการผลิตผลิตภัณฑ์อาหารสำเร็จรูปหรืออาหารพร้อมรับประทาน รวมถึงกิจการค้าปลีกอาหารและร้านอาหาร


นักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ เอเซีย พลัส จำกัด ระบุว่า แนะนำ ซื้อ CPF ราคาเป้าหมาย 42 บาท โดยคาดกำไรสุทธิงวด ไตรมาส 1/64  จะเพิ่มขึ้น 8.0% จากไตรมาสก่อน และเพิ่มขึ้น 13.0% จากช่วงเดียวกันของปีก่อนมาที่ 6.9 พันล้านบาท จากธุรกิจในไทยฟื้นตัว โดยเฉพาะธุรกิจสุกรและไก่ที่ได้ผลบวกจากราคาสุกรและไก่ฟื้นตัว หลังผ่านช่วงกินเจในงวดไตรมาส 4/63 ไปแล้ว นอกจากนี้ ยังได้ผลบวกจากการรวมส่วนแบ่งกำไรจาก CTI (ธุรกิจอาหารสัตว์และสุกรในจีน) เข้ามาเต็มไตรมาส (งวด ไตรมาส 4/63 รับรู้ส่วนแบ่งกำไรเข้ามา 1 เดือน)


ดังนั้นคงประมาณการ คาดกำไรสุทธิปี 2564 จะลดลง 1.4% จากปีก่อน แต่ก็ถือว่าอยู่ในระดับสูงต่อเนื่อง โดยฝ่ายวิจัยประเมินแนวโน้ม gross margin ปี 2564 อ่อนตัวลงมาที่ 15.2% ซึ่งเป็นการประเมินแบบระมัดระวัง จากแนวโน้มราคาวัตถุดิบกากถั่วเหลืองสูงขึ้น ขณะที่คาดธุรกิจสุกรในไทย เวียดนามและจีนยังดีต่อเนื่อง จากปัญหาสุกรขาดแคลน


This’s Alano

“มุ่งแสวงหาข่าวสาร สร้างสรรค์ผลงานอย่างถูกต้อง เพื่อนำเสนอให้นักลงทุนได้อ่าน”