Official Update :

เปิดยุทธศาสตร์การลงทุน Q2/64 กับ 5 โบรกฯ ชั้นนำของประเทศไทย

ผ่านไปแล้วโค้งแรกของปี 2564 อย่างไตรมาส 1/2564 แม้จะมีการระบาดของ COVID-19 ระลอกใหม่ แต่ดัชนีตลาดหุ้นยังปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างโดดเด่น โดยปิดไตรมาสที่ระดับ 1,587.21 เพิ่มขึ้น 9.51% จากไตรมาสก่อน โดยระหว่างไตรมาสทำจุดสูงสุดที่ระดับ 1,589.53 จุด 


ทั้งในการลงทุนได้เข้าสู่โค้งที่สองของปีแล้ว วันนี้ทีมข่าว Wealthy Thai จึงได้รวบรวมกลยุทธ์การลงทุนในช่วงไตรมาส 2/2564 มาฝากนักลงทุน ภายใต้มุมมองของ 5 โบรกเกอร์ชั้นนำของประเทศไทย จะมีความน่าสนใจ และหุ้นกลุ่มไหนน่าลงทุน วันนี้เราหาคำตอบมาให้แล้ว 



มูลค่าหุ้นในตลาดน่าจะยังขึ้นต่อได้

เริ่มจากเดือนแรกของไตรมาส 2/64 อย่างเดือนเมษายน ซึ่งนักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ เคจีไอ (ประเทศไทย) จำกัด ให้มุมมองตลาดเดือนเมษายน โดยบอกว่า ความคาดหวังต่อการเติบโตมีน้ำหนักกว่าราคาหุ้นที่แพง ซึ่งคาดว่าดัชนี SET จะขยับขึ้นแบบ sideways up เนื่องจากเหตุผลดังต่อไปนี้ 


ข้อแรก ถึงแม้ว่าราคาหุ้น ในตลาดไทยจะแพงแล้ว โดยคิดเป็น 17.4  เท่าของ forward P/E กลางปี 2565 และคิดเป็น earnings yield gap กลางปี 2565 ที่ 3.8% แต่แนวโน้มการเติบโตของกำไรในอีกสองปีข้างหน้า และการที่ Fed ยังไม่ส่งสัญญาณการทำ tapering ก็ทำให้เราเชื่อว่ามูลค่าหุ้นในตลาดน่าจะยังขึ้นต่อได้อีก 


ข้อสอง กระแสเงินทุนไหลเข้าตลาดหุ้นเอเชีย และตลาดหุ้นไทย น่าจะแข็งแกร่งขึ้นอีกในระยะต่อไป เมื่อมีการเปิดเผยรายละเอียดของแผนการปรับขึ้นภาษีนิติบุคคล และบุคคลธรรมดาของสหรัฐออกมามากขึ้น ซึ่งจะทำให้หุ้นของสหรัฐดูแพงยิ่งขึ้นกว่าในระดับที่เป็นอยู่ นอกจากนี้ เรายังมองว่าภาวะเศรษฐกิจยุโรป และค่าเงินยูโรก็อาจจะดีดตัวขึ้น ซึ่งจะกดดันค่าเงินดอลลาร์สหรัฐ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในครึ่งหลังของเดือนเมษายน


สำหรับหุ้นเด่นเดือนเมษายน ยังคงเน้นหุ้น big cap เพราะเรามองว่าจะมีเงินทุนไหลเข้าเพิ่มเข้ามาในตลาดอีก จากการที่เรามองแนวโน้มการฟื้นตัวของเศรษฐกิจดีกว่า consensus, กระแสเงินทุนไหลเข้าตลาดหุ้น และ ดัชนี SET ยังมี upside อีก หุ้นเด่นที่เราเลือกสำหรับเดือนเมยายนส่วนใหญ่จึงเป็นหุ้น big caps ในสามธีมดังนี้


หุ้นในธีม global cyclical รวมทั้งหุ้นที่อ่อนไหวต่อภาวะเศรษฐกิจไทย และหุ้นในธีมความคืบหน้าของการฉีดวัคซีนป้องกัน COVID-19 และการกลับมาเปิดเศรษฐกิจอีกครั้ง โดยหุ้นในประเทศที่ราคาหุ้นยังตามหลังตลาดอยู่ ซึ่งจากสามธีม ดัง กล่าว เราได้เลือกหุ้นเด่นมาเปิดตัวสำหรับเดือนเมยายน ได้แก่ KBANK (ราคาเป้าหมาย 172.00 บาท), PTTGC (ราคาเป้าหมาย 77  บาท) AOT (ราคาเป้าหมาย 79.25 บาท) CPN (ราคาเป้าหมาย 65 บาท) MAJOR (ราคาเป้าหมาย  27.75 บาท) SPA, (ราคาเป้าหมาย  13.60 บาท) CPALL (ราคาเป้าหมาย  84.00 บาท) และ STEC (ราคาเป้าหมาย 20.40 บาท)





ตลาดหุ้นไทยยังขึ้นได้อีก

ตามด้วยนักวิเคราะห์ บริษัท หลักทรัพย์ เอเซีย พลัส จำกัด ระบุว่า ตลาดหุ้นไทยในเดือน เม..64 ยังขึ้นได้อีก โดยฝ่ายวิจัยฯ เชื่อว่าตลาดหุ้นไทยในเดือน เม.. มีโอกาสได้แรงหนุนจากสภาพคล่องส่วนเกิน รวมถึงมีปัจจัยสนับสนุนดังนี้ ปัจจัยบวกที่เข้ามาหนุนในเกือบทุกกลุ่มอุตสาหกรรม เริ่มจากราคาน้ำมันยืนระดับสูง (ดีต่อหุ้น Community), การคาดการณ์ตัวเลขเศรษฐกิจหลายๆสำนักทยอยปรับเพิ่มขึ้น (ดีต่อหุ้นกลุ่มธ..), แรงกระตุ้นเศรษฐกิจจากมาตการต่างๆ (ดีต่อหุ้นกลุ่มค้าปลีก, ท่องเที่ยว, โรงพยาบาล ต่อเนื่องด้วยกลุ่มรับเหมาฯ และวัสดุก่อสร้าง) 


แนวโน้มการฟื้นตัวของกำไรบริษัทจดทะเบียนแบบชัดเจนในปีนี้กว่า 32% และหากแบ่งเป็นรายกลุ่มที่มีการเติบโตเด่น เฉพาะหุ้นที่ฝ่ายวิจัยทำการศึกษามีดังนี้ เริ่มจากกลุ่มปีโตร คาดกำไรปี' 64 เติบโตถึง 670%, รับเหมาฯ 570%,สื่อและสิ่งพิมพ์ 179%, ประกัน 91%, กลุ่มพลังงาน 81%, เกษตร 49%, อาหาร 47%, ค้าปลีก 37% ฯลฯ


ขณะเดียวกันช่วงท้ายๆเดือน เม.. ถึงต้นเดือน .. เป็นช่วงที่บริษัทใหญ่ขึ้นเครื่องหมาย XD ทำให้น่าจะมีแรงเข้ามาเก็งกำไรก่อนการจ่ายปันผลเสมอ โดยเดือน เม.. 64 มีหุ้นขึ้นเครื่องหมาย XD 116 บริษัท, .. 64 มีหุ้นขึ้นเครื่องหมาย XD 130 บริษัท ซึ่งตามสถิติในอดีตช่วง 1 เดือน ก่อนขึ้น XD หุ้นปันผลสูงมัก Outperform และมีโอกาสให้ผลตอบแทน เฉลี่ยสูงถึง 3.5% อาทิ หุ้น BBL ,SPALI ที่จะประกาศ XD ช่วงปลาย เม..64 ปัจจัยที่กล่าวมามีโอกาสหนุนให้เดือน เม.. SET Index มีโอกาสOutperform ได้ตามสถิติในอดีตย้อนหลัง 10 ปี คือ ให้ผลตอบแทนเฉลี่ยสูง 3.1% (สูงสุดเมื่อเทียบกับเดือนอื่นๆ)


สำหรับกลยุทธ์การลงทุนในเดือน เม.. 64 แนะลงทุนใน 7 หุ้น สวยทั้งภายในและภายนอก คือ เป็นหุ้นที่มี Valuation ที่น่าสนใจ บางบริษัทมีปันผลเด่น และยังแรงขับเคลื่อนมาตการภาครัฐ รวมถึงปัจจัยอื่นๆ อาทิ การเปลี่ยนการคำนวณดัชนีด้วยวิธี Free Float Adjusted Market Cap. ช่วยให้ผลการดำเนินงานพื้น ตัวได้โดดเด่น แนะนำ BBL, CENTEL, BDMS, STEC, SCC, SPALI และ BLA ในทางตรงกันข้ามต้องระมัดระวังหุ้นที่มี Upside จำกัด และปัจจัยพื้นฐานยังไม่แน่นอน อย่าง TKN,TPIPP ในการซื้อขายหรือเก็งกำไร





เน้นธีมการกระจายวัคซีน
และการเปิดประเทศ

ขณะที่ทิศทางการลงทุนทั้งไตรมาส 2/64 โดยนักวิเคราะห์บริษัท หลักทรัพย์ กรุงศรี จำกัด (มหาชน) ระบุว่า กลยุทธ์ช่วงไตรมาส 2/64 ห่านทองคำ สลับมาสู่ กลุ่มลงทุนหุ้นคุณค่าภายใต้ธีมการกระจายวัคซีน และการเปิดประเทศ โดย Covid-19 ได้ส่งผลกระทบต่อหุ้นทั่วโลกตั้งแต่ต้นปี 63 


ทั้งนี้ดัชนีตลาดหุ้นไทยเป็นหนึ่งในดัชนีที่มีการปรับตัวขึ้นน้อยกว่าตลาดหลักอื่น (laggard) เนื่องจากหุ้นไทยส่วนใหญ่ได้รับผลกระทบจากวิกฤต แต่คาดจะเกิดการกระจายวัคซีนในวงกว้างในไทย และเริ่มก้าวสู่การเปิดเมืองใน 64 หุ้นในกลุ่มพลังงาน, ธนาคาร และท่องเที่ยว ที่ปรับตัวขึ้นในช่วงที่ผ่านมาจะยังโดดเด่นในธีมเปิดประเทศ แต่หุ้นบางตัวในกลุ่มแถวสองที่ได้ประโยชน์จากธีมเช่นกัน แต่ราคา laggard และมีคุณคุณสมบัติเป็น หุ้นมูลค่า จะปรับตัวขึ้นแกร่ง ดังนั้นหุ้นแนะนำ ประจำไตรมาส 2/64 ได้แก่ ADVANC, AOT, CRC, DTAC, HMPRO และ IVL โดยคงมุมมองเชิงบวกต่อ SET เนื่องจากการลงทุนหุ้นคุณค่าและธีมการเปิดเมืองกำลังมีแนวโน้มที่ดี





ตลาดย่อตัวเป็นโอกาสสะสม

ต่อมานักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์เมย์แบงก์ กิมเอ็ง (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) มองว่า กลยุทธ์การลงทุนไตรมาส 2/64 คาด SET แกว่งผันผวนในกรอบ 1,450-1,650 จุด ในจังหวะตลาดย่อตัวแนะเป็นโอกาสในการทยอยสะสม เพื่อรอปัจจัยหนุนใหม่เป็นแรงขับเคลื่อนตลาดฟื้นตัวขึ้นในช่วงถัดไป


แนะทยอยสะสมหุ้นที่มีปัจจัยพื้นฐานดีแนวโน้มทำไรฟื้นตัวเด่น ผสานกับธีมการลงทุนที่น่าสนใจ นำโดย 1.เศรษฐกิจโลกฟื้นตัว เน้นหุ้นในกลุ่มวัฎจักร เช่น ธนาคาร (BBL เป้าหมาย 160 บาท) และ พลังงาน (IRPC เป้าหมาย 4.5 บาท) 2.การทยอย เปิดเมือง และ Pent-up Demand ช่วยหนุนกำไรบริษัททะเบียนเร่งตัวขึ้น ได้แก่ PLANB เป้าหมาย 9.75 บาท, MAJOR เป้าหมาย 24.5 บาท , SPALI เป้าหมาย 24.5 บาท


ทั้งนี้คงเป้าหมายสิ้นปีที่ 1,600 จุดจากฐานกำไรของบริษัทจดทะเบียนที่อยู่ในระดับต่ำมากในปี 2563 เนื่องจากได้รับผลกระทบของการแพร่ระบาด COVID-19 ผสานกับการฟื้นตัวที่ค่อยๆดีขึ้น ขานรับมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจทางการเงินและการคลังทั้งในและต่างประเทศ รวมถึงพัฒนาการเชิงบวกของการฉีดวัคซีนที่มากยิ่งขึ้น หนุนเศรษฐกิจฟื้นตัว


ดังนั้นเราจึงประเมินการเติบโตของกำไรต่อหุ้นของ SET ปี 2564 เติบโต 91%จากปีก่อนขึ้นสู่ระดับ 82 บาทต่อหุ้น ซึ่งหากพิจารณา ระดับ PE Ratio ที่เหมาะสม โดยอิงค่าเฉลี่ย PE ย้อนหลัง 5 ปี +1.0 ส่วนเยี่ยงเบนมาตรฐาน (+1.0SD) ที่ 19.5 เท่า จะได้เป้าหมายดัชนีสิ้นปีนี้ที่ 1,600 จุด





ให้เน้นธีมเปิดเมือง

สุดท้ายนักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ ไทยพาณิชย์ จำกัด ระบุว่า กลยุทธ์การลงทุนในไตรมาส 2/64 ให้โฟกัสที่ธีมเปิดเมืองส่งเสริมกิจกรรมภาคบริการ แนวโน้มการเติบโตของผลประกอบการที่ปรับตัวดีขึ้น และงบดุลที่แข็งแรง โดยหุ้นแนะนำใน ไตรมาส 2/64  ของเรา คือ MINT, BDMS, BEM, TWPC, DOD


เราคาดว่าจะเห็นการทำ cyclical  rotation เกิดขึ้นต่อเนื่อง แต่ upside มีน้อยไม่ถึง 10% หลังจากหุ้นวัฎจักรและหุ้นคุณค่าปรับตัวขึ้นแรง หุ้นแนะนำในไตรมาส 1/64 ของเรา (HMPRO, IP, MINT, PTTEP, TOP) ปรับตัว outperform ตลาดอยู่28% ความพร้อมของวัคซีนและการคาดการณ์ถึงการกลับมาดำเนินกิจกรรมทางเศรษฐกิจหนุนให้ราคาหุ้นปรับตัวเพิ่มขึ้น 


ดังนั้นเราคิดว่าตลาดจะเปลี่ยนมาโฟกัสธีมการเปิดเมือง ซึ่งจะช่วยสนับสนุนให้เศรษฐกิจฟื้นตัวเร็วกว่าคาดในครึ่งหลังปี 64 เมื่อพิจารณาจากการฉีดวัคซีนโควิด-19 ทั่วโลกได้เร็วขึ้นและการออกวัคซีนพาสปอร์ต กลุ่ม defensive เช่น พาณิชย์ และการแพทย์ อาจปรับตัว outperform โดยเกิดจากประโยชน์จากการกระจายความเสี่ยง และที่ผ่านมามักจะให้ผลตอบแทนที่เป็นบวกเมื่อ bond yield ปรับตัวสูงขึ้น เราคิดว่ากลุ่มสาธารณูปโภค อสังหาริมทรัพย์ และ REIT มีแนวโน้มที่จะเป็นกลุ่ม laggard เนื่องจากมีแนวโน้มปรับตัว underperform เมื่อทั้งอัตราดอกเบี้ยและอัตราเงินเฟ้อปรับตัวสูงขึ้น


เราชอบหุ้นที่ได้ประโยชน์จากวัคซีนและการกลับมาดำเนินกิจกรรมทางเศรษฐกิจตามปกติ และหุ่นที่มีแนวโน้มพื้นตัวอย่างแข็งแกร่งและมีความเสี่ยงทางการเงินจำกัด หรืองบดุลแข็งแรง เราแนะนำให้นักลงทุนมองหาบริษัทที่ 1.อยู่ในอุตสาหกรรมที่เผชิญกับอุปสรรคและความท้าทายที่สามารถจัดการได้ 2.มีแนโน้มฟื้นตัวอย่างแข็งแกร่งหลังจากวัคซีนพร้อมใช้ 3. ยังมีความสามารถในการแข่งขันในระยะยาว 4.กลุ่มที่ปรับตัว underperform ตลาดในไตรมาส 1/64 ดังนั้นหุ้นแนะนำในไตรมาส 2/64  ของเรา คือ MINT ราคาเป้าหมาย 34 บาท, BDMS ราคาเป้าหมาย 28 บาท , BEM ราคาเป้าหมาย 10.3 บาท, TWPCราคาเป้าหมาย 5.4 บาท และ DOD ราคาเป้าหมาย 16 บาท



This’s Alano

“มุ่งแสวงหาข่าวสาร สร้างสรรค์ผลงานอย่างถูกต้อง เพื่อนำเสนอให้นักลงทุนได้อ่าน”