Official Update :

สรุป 7 ข้อ “เงินติดล้อ” ที่น่าสนใจ กับ IPO ประวัติศาสตร์กลุ่มเงินทุนฯ

แม้จะมีการระบาดของ COVID-19 ระลอกใหม่ที่ปัจุบันมียอดผู้ติดเชื้อเพิ่มขึ้นอย่างมาก แต่ในวงการตลาดทุนก็ยังมีประเด็นที่ทำให้นักลงทุนต้องจับตากันอย่างใกล้ชิด อย่างการเข้ามาของ บริษัท เงินติดล้อ จำกัด (มหาชน) หรือ TIDLOR ที่ เตรียมเสนอขายหุ้น IPO ขนาดใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยมีมาของหุ้นในกลุ่มธุรกิจเงินทุนและหลักทรัพย์ ดังนั้นครั้งนี้ทีมข่าว Wealthy Thai จึงได้สรุปความน่าสนใจของ TIDLOR มาฝากนักลงทุนผ่านการเปิดเผยของ นายปิยะศักดิ์ อุกฤษฎ์นุกูล กรรมการผู้จัดการใหญ่,นางสาวภคมน ตุลยาพิศิษฐ์ชัย ผู้อำนวยการอาวุโส แผนก Digital Transformation และนายวีรภัทร์ วิริยะโกวิทยา ผู้บริหารระดับสูงฝ่ายบัญชีและการเงิน TIDLOR และนายอนุวัฒน์ ร่วมสุข กรรมการผู้จัดการ ประธานสายตลาดทุน กลุ่มธุรกิจการเงินเกียรตินาคินภัทร ในฐานะที่ปรึกษาทางการเงินและผู้จัดการการจัดจำหน่ายและรับประกันการจำหน่าย


เริ่มจาก 1.เป็นผู้นำธุรกิจสินเชื่อที่มีทะเบียนรถเป็นประกันครบวงจร ที่มีส่วนแบ่งการตลาดเป็นอันดับ 1 เมื่อคำนวณจากยอดหนี้คงค้างในปี 2562 (อ้างอิงข้อมูลจากโอลิเวอร์ ไวแมน) ส่วนธุรกิจนายหน้าประกันภัย (เริ่มแบบจริงจังในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา) มีผลิตภัณฑ์ที่หลากหลาย ได้แก่ ประกันวินาศภัยแก่ลูกค้ารายย่อย ประกันชีวิตแก่ลูกค้าสินเชื่อ ประกันภัยรถยนต์ภาคบังคับและภาคสมัครใจ ประกันอุบัติเหตุส่วนบุคคล โดยเงินติดล้อ เป็น 1 ใน 3 ผู้นำธุรกิจนายหน้าประกันวินาศภัยที่จำหน่ายแก่ลูกค้ารายย่อย


2.กำหนดช่วงราคาเสนอขายเบื้องต้นที่ 34.00 – 36.50 บาทต่อหุ้น พิจารณาจากความสนใจในการลงทุนจากนักลงทุนสถาบันชั้นนำทั่วโลกที่มองว่าราคาดังกล่าวสมเหตุสมผลแล้ว โดยได้ร่วมลงนามในสัญญาลงทุนในหุ้นกับนักลงทุนสถาบันคุณภาพที่มีชื่อเสียงทั้งในประเทศไทยและในต่างประเทศที่เป็น Cornerstone Investors รวม 32 ราย คิดเป็นมูลค่ารวมกว่า 22,800 ล้านบาทที่ราคา 36.50 บาท ซึ่งเป็นราคาสูงสุดของช่วงราคาเสนอขายหุ้นเบื้องต้น หรือคิดเป็นประมาณ 69.0% ของจำนวนหุ้นที่เสนอขายในครั้งนี้ (ไม่รวมการจัดสรรหุ้นส่วนเกิน) 


3.ส่วน P/E ผู้บริหารบอกว่า เป็นการดูอนาคต หากจะลงทุนเราจะดูอนาคต โดยรายได้ที่จะเอามาหารเป็นรายได้ในอนาคต ไม่ใช่รายได้ในอดีต เพราะหากเป็นรายได้ในอดีตก็จะทำให้ P/E สูง ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้อง ดังนั้นการดูรายได้ในอนาคต จะดูจากการประเมินผู้บริหาร ความเชื่อมั่นของธุรกิจในอนาคต โดยยกตัวอย่าง หุ้นบางหุ้น P/E เพียง 20 เท่า แต่บางตัว 40 เท่า คนยังเลือกซื้อหุ้นที่ P/E 40 เท่า เพราะ เพราะสามารถสร้างการเติบโตในอนาคตได้อย่างยั่งยืนซึ่ง ถือเป็นประเด็นที่สำคัญ ดังนั้นอย่าดูเพียงแค่ P/E สูง หรือต่ำ เพราะไม่ได้บอกว่าหุ้นจะถูกหรือแพง ให้ดูที่การเติบในอนาคต


4. IPO ของหุ้น TIDLOR จะมีมูลค่าการเสนอขายรวมไม่เกิน 35,481 – 38,090 ล้านบาท (รวมการจัดสรรหุ้นส่วนเกิน) ซึ่งนับเป็น IPO ของหุ้นในหมวดธุรกิจเงินทุนและหลักทรัพย์ที่มีมูลค่าเสนอขายสูงที่สุด 5 อันดับแรกในประวัติศาสตร์ตลาดทุนไทย และมีมาร์เก็ตแค็ปราว 78,845-84,643 ล้านบาท


5.การเสนอขายหุ้น IPO ครั้งนี้ มีจำนวนทั้งสิ้นไม่เกิน 907,428,600 หุ้น โดยคาดว่าจะประกาศราคาสุดท้าย และประกาศผลการจัดสรรและรายชื่อผู้จองซื้อรายย่อยที่ได้รับการจัดสรรผ่านทาง https://www.settrade.com ได้อย่างช้าภายในวันที่ 28 เม..นี้  และคาดจะเข้าเทรดประมาณวันที่ 10 ..64


6.นักลงทุนรายย่อยที่สนใจสามารถจองซื้อหุ้น TIDLOR ได้ตั้งแต่เวลา 09.00 . ของวันที่ 22 เมษายน 2564 ถึง เวลา 16.00 . ของวันที่ 26 เมษายน 2564 ผ่านช่องทางออนไลน์ของตัวแทนจำหน่ายหุ้น 3 ราย ได้แก่ ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) และบริษัทหลักทรัพย์ กรุงศรี จำกัด (มหาชน) (สำหรับบุคคลที่เป็นลูกค้าของบริษัทหลักทรัพย์ กรุงศรี จำกัด (มหาชน) เท่านั้น)  


โดยการจัดสรรหุ้นจะใช้วิธี Small Lot First โดยต้องจองซื้อหุ้นขั้นต่ำเป็นจำนวน 1,000 หุ้น ที่ราคา 36.50 บาทต่อหุ้น หรือคิดเป็นมูลค่า 36,500 บาท โดยไม่จำกัดจำนวนหุ้นที่จองซื้อต่อหนึ่งใบจอง นักลงทุนรายย่อยที่จองซื้อและชำระเงินครบถ้วนทุกจะได้รับจัดสรรหุ้นในรอบแรกเป็นจำนวนขั้นต่ำที่ 1,000 หุ้น จากนั้นจะได้รับการจัดสรรเพิ่มรอบละ 100 หุ้นต่อราย ไปเรื่อย จนกว่าจำนวนหุ้นเบื้องต้นที่เสนอขายต่อผู้จองซื้อรายย่อยจะครบตามจำนวนที่กำหนด และมีโอกาสที่จะกระจายหุ้นให้รายย่อยมากกว่า 46.5 ล้านหุ้น โดยจะมีการพิจารณาอีกครั้ง 27 เมษายนนี้


7.ในช่วง 3 ปีข้างหน้านับจากนี้ ประเมินอัตราการเติบโตจะอยู่ในช่วง 15-20% สำหรับธุรกิจสินเชื่อ จากผู้ประกอบการรายเล็กจะค่อยๆหายไป จากกฏระเบียบของภาครัฐที่จะออกมา ทำให้ผู้ประกอบการเงินทุนที่มีความแข็งแกร่ง ทำให้สามารถรองรับลูกค้าได้ ขณะที่ธุรกิจนายหน้าประกันวินาศภัยประเมินว่าอัตราการเติบโตจะอยู่ที่ระดับมากกว่า 40% ในช่วง 3 ปีข้างหน้า

This’s Alano

“มุ่งแสวงหาข่าวสาร สร้างสรรค์ผลงานอย่างถูกต้อง เพื่อนำเสนอให้นักลงทุนได้อ่าน”