SCC ไตรมาสแรกกำไรบวก 114% ผลงานช่วงที่เหลือยังโตต่อไม่หยุด

เมื่อบริษัทย่อยประกาศผลประกอบการออกมาในทิศทางขาขึ้น ก็ย่อมส่งผลต่อบริษัทแม่อย่างมีนัยสำคัญ โดยกลุ่มบริษัท ปูนซิเมนต์ไทยจำกัด(มหาชน) หรือ SCC ก็เช่นกัน ล่าสุด SCGP และ COTTO ต่างรายงานผลประกอบการงวดไตรมาสแรกออกมาดีด้วยกันทั้งคู่


โดย SCGP แจ้งผ่านตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยว่า ผลประกอบการงวดไตรมาส 1/64 ทางมีกำไรอยู่ที่ 2,135 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 23% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนที่มีกำไร 1,732 ล้านบาท ขณะที่ COTTO มีกำไรสำหรับงวด 187 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 50% เมื่อเทียบกับไตรมาสเดียวกันของปีก่อน เนื่องจาก ปริมาณขายที่เพิ่มขึ้น และสามารถควบคุมค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ได้ดีขึ้น


ล่าสุดถึงคิวของ SCC รายงานผลประกอบการงวดไตรมาส 1/64 โดยนายรุ่งโรจน์ รังสิโยภาส กรรมการผู้จัดการใหญ่ SCC เปิดเผยว่า ขอนำส่งงบการเงินระหว่างกาลของบริษัท และบริษัทย่อย (ก่อนสอบทาน) รวมทั้งคำอธิบายและวิเคราะห์ของฝ่ายจัดการของบริษัทฯ สำหรับงวดสามเดือนสิ้นสุดวันที่ 31 มีนาคม 2564 โดยมีผลการดำเนินงาน ดังนี้


ไตรมาสที่ 1/2564 มีรายได้จากการขาย 122,066 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 15% จากไตรมาสเดียวกันของปีก่อนสาเหตุหลักจากราคาขายของสินค้าเคมีภัณฑ์เพิ่มขึ้น และมีกำไรสำหรับงวด 14,914 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 114% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน สาเหตุหลักจากธุรกิจเคมิคอลส์มีส่วนต่างราคาสินค้าและส่วนแบ่งกำไรจากบริษัทร่วมเพิ่มขึ้น และณ วันที่ 31 มีนาคม 2564 บริษัทมีสินทรัพย์รวม เท่ากับ 800,932 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากสิ้นปี 2563 จำนวน 51,551 ล้านบาท



ปิโตรเคมีรับแรงหนุนเศรษฐกิจโลกฟื้น

โดยนักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) เมย์แบงก์ กิมเอ็ง จำกัด (มหาชน) ได้ แนะนำ ซื้อ ราคาเป้าหมายเพิ่มเป็น 450 บาท โดยผู้บริหารมีมุมมองในด้านบวกต่อแนวโน้มธุรกิจปิโตรเคมีในปีนี้ แรงหนุนจากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก ซึ่ง IMF คาดเศรษฐกิจโลกปี 2564 จะขยายตัวสูงสุดในรอบ 12 ปี 5.5% นับว่าเป็นการฟื้นตัวแบบ V-Shape โดยเฉพาะเศรษฐกิจจีนจะเติบโตสูงถึง 8.1% ธุรกิจปูนซีเมนต์และผลิตภัณฑ์ก่อสร้าง แนวโน้มฟื้นตัว บวกด้วย Cost optimization ธุรกิจบรรจุภัณฑ์ครบวงจร จะได้แรงบวกการครบรวมกิจการ และ ขยายกำลังการผลิต เราปรับประมาณการเพิ่มขึ้น คาดกำไรปีนี้ 38,877 ล้านบาท เติบโต 14%จากปีก่อน


ขณะที่นักวิเคราะห์ บริษัทหลักทรัพย์ ทิสโก้ จำกัด ระบุว่า  แนะนำ“ถือ” มูลค่าที่เหมาะสม 440 บาท โดยปรับผลประกอบการปี 64-66 ขึ้น 6 – 12% และได้รวมอุปสงค์ที่เพิ่มขึ้นจากวัสดุก่อสร้าง, ยอดขายของ polyolefin ที่เพิ่มขึ้น, กำไรจากสต็อคที่เพิ่มขึ้น ทำให้เราปรับมูลค่าที่เหมาะสมเพิ่มขึ้นเป็น 440 บาท (DCF) แนะนำให้ “ถือ” โดยมีความเสี่ยงเชิงลบคือ ส่วนต่างราคา และอุปสงค์ที่ลดลง, การปิดโรงงานนอกกำหนดการ ความเสี่ยงเชิงบวก : ราคาของเคมี และวัสดุก่อสร้างที่เพิ่มขึ้น



กำไรยังดีต่อเนื่องตลอดปี

ส่วนนักวิเคราะห์ บริษัท หลักทรัพย์ฟิลลิป (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) ระบุว่า แนะนำ“ซื้อ” ราคาพื้นฐาน 440.00 บาท โดย ธุรกิจปิโตรเคมีจะกลับมาเป็นแรงหนุนต่อกำไรปีนี้ โดยส่วนต่างราคาจะดีขึ้นมากจากเศรษฐกิจโลก พร้อมกำลังการผลิตใหม่ในไตรมาส 2/64 คาดกำไรยังดีต่อเนื่องตลอดปี ราคาหุ้นยังมีส่วนลดจากราคาพื้นฐาน 440 บาท


ต่อมานักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ โนมูระ พัฒนสิน จำกัด (มหาชน)แนะนำ`Trading Buy ราคาเป้าหมายที่ 420 บาท โดยคาดไตรมาส 2/64 กำไรจะฟื้นต่อทั้งจากช่วงเดียวกันของปีก่อน เนื่องจากอัตรากำไรปิโตรเคมี และ ปริมาณขายของ packaging, และจากไตรมาส 1/64 จากปริมาณขายของทุกธุรกิจ อัตรากำไร รวมถึง dividend yield น่าสนใจ


นักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ เคจีไอ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) บอกว่า  SCC เป็นหนึ่งในหุ้นที่จะได้ประโยชน์มากที่สุดจากการที่ตลาดจะนำเกณฑ์การคำนวณมูลค่าตลาดของหุ้นโดยนำสัดส่วนของ free float มาร่วมพิจารณาด้วย เพราะ SCC มีสัดส่วน free float สูงถึง 66.1% ซึ่งจะทำให้มีน้ำหนักในการคำนวณดัชนีมากขึ้น เราคาดว่าผลประกอบการในไตรมาส 2/64 จะดีขึ้นเล็กน้อย จากไตรมาส 1/64 เนื่องจาก spread เคมีภัณฑ์ยังคงแข็งแกร่งต่อเนื่อง แนะนำ ซื้อ ราคาเป้าหมาย 484 บาท



สเปรดปิโตรเคมีจะแข็งแกร่งในทุกผลิตภัณฑ์

ด้านนักวิเคราะห์ บริษัท หลักทรัพย์ กรุงศรี จำกัด (มหาชน) แนะนำ ถือ ราคาเป้าหมาย 420 บาท โดยระบุว่า SCC เชื่อว่าส่วนต่างปิโตรเคมี (สเปรด) จะแข็งแกร่งในทุกผลิตภัณฑ์ หนุนจากความต้องการที่แข็งแกร่ง มากกว่าจากผลกระทบจากซัพพลายที่หายไปจากสภาพอากาศหนาวจัดในรัฐเทกซัส ฝ่ายบริหารคาดว่าส่วนต่างจะยังฟื้นตัวต่อ แต่ไม่ได้ระบุระดับที่ชัดเจน


อย่างไรก็ตามเราคงระวังเนื่องจากกำลังการผลิตใหม่ PE และ PP จะเข้าสู่ตลาด ส่วนใหญ่ในครึ่งหลังปี 64 จะทำให้ส่วนต่างอ่อนแอลง การพัฒนาโครงการ Long Son Petrochemicals (LSP) ในเวียดนาม ยังเป็นไปตามแผนทั้งในแง่การก่อสร้างและงบลงทุน และมีกำหนดการแล้วเสร็จในกลางปี 66


เราปรับสมมติฐานส่วนต่าง PE ขึ้น US$70/70/80 และ PP ขึ้น US$120/70/60 ในช่วงปี 64-66 เพื่อสะท้อนความต้องการที่ฟื้นตัวที่แข็งแกร่ง ทำให้คาดการณ์กำไรของเราขึ้น 25%/11%23% และราคาเป้าหมาย DCF ขึ้นสู่ 420 และผลตอบแทนเงินปันผล 4.2% เราคาดความต้องการแข็งแกร่งหนุนส่วนต่างในครึ่งปีแรก 64 ก่อนอ่อนแอในครึ่งหลัง จากกำลังการผลิตใหม่เข้าสู่ตลาด



ดอกเบี้ยจ่ายลดลง

และนักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์หยวนต้า (ประเทศไทย) จำกัด ระบุว่า คาดปี 2564 กำไรที่ 3.7 หมื่นล้านบาท เติบโต 9% จากปี 63 โดย คงคำแนะนำ “ซื้อ” ราคาเหมาะสม 440.00 บาท โดยมองแนวโน้มแข็งแกร่ง คาดฟื้นตัวตามเศรษฐกิจ และสามารถควบคุมต้นทุนได้


แม้ราคาพลังงานที่สูงขึ้น โดยเฉพาะราคาถ่านหินจะกดดันอัตรากำไรของธุรกิจวัสดุก่อสร้าง และบรรจุภัณฑ์ อย่างไรก็ตาม เราเชื่อว่าบริษัทฯ จะสามารถลดผลกระทบ และรักษาอัตรากำไรในระดับดีไว้ได้ ผ่านนโยบายบริหารประสิทธิภาพการผลิตโดยบริษัทฯ ล็อคราคาถ่านหินสำหรับปีนี้ไปมากกว่า 65% แล้ว (ณ สิ้นปี 2563), เพิ่มการผลิตไฟฟ้าเพื่อใช้ภายในจากการขยายกำลังผลิตโรงไฟฟ้าแสงอาทิตย์จาก 67 MW เป็น 94 MW, และเพิ่มสัดส่วนการใช้เชื้อเพลิงจากขยะ – RDF จาก 19% เป็น 25% ทดแทนการใช้ถ่านหิน รวมทั้งการเพิ่มสัดส่วนผลิตภัณฑ์ค้าปลีก – โซลูชั่นซึ่งมีอัตรากำไรสูง


ดังนั้นคาดว่าแนวโน้มผลประกอบการช่วงที่เหลือของปียังแข็งแกร่งสอดคล้อง 1) ภาวะเศรษฐกิจที่ฟื้นตัว  2) เริ่มรับรู้การ COD โรงงานปิโตรเคมี MOC Debottleneck 3.5 แสนตันตั้งแต่ไตรมาส 2/64 3) ดอกเบี้ยจ่ายลดลงจากการ Refinance หุ้นกู้ครบกำหนด (ออกหุ้นกู้ 1.5 หมื่นล้านบาท ดอกเบี้ย 2.65% ทดแทนหุ้นกู้ครบกำหนด 2.5 หมื่นล้านบาท ดอกเบี้ย 3.25%) 4) ได้ประโยชน์จากเงินบาทอ่อนค่าโดยทุก 1 บาท/ดอลลาร์มีผลต่อกำไร 1.5 พันล้านบาท/ปี ซึ่ง 2QTD อ่อนค่าราว 1 บาท/ดอลาร์

This’s Alano

“มุ่งแสวงหาข่าวสาร สร้างสรรค์ผลงานอย่างถูกต้อง เพื่อนำเสนอให้นักลงทุนได้อ่าน”