OR-PTG ปั๊มน้ำมันสุดฮอต งบไตรมาส 1/64 ใครแจ๋วกว่ากัน

เริ่มเข้าสู่การประกาศผลประกอบการโค้งแรกของปี 2564 กันแล้ว ซึ่งช่วงที่ผ่านมาหุ้นกลุ่มธนาคารที่ได้รายงานออกมาจนครบเรียบร้อย และน่าจะสร้างความสมหวังให้กับนักลงทุนหลายๆคน ดังนั้นในครั้งนี้ ทีมข่าว Wealthy Thai จึงได้หยิบยกการประเมินผลประกอบการงวดไตรมาสแรกของปี 2564 กับ 2 หุ้นสุดฮอตในธุรกิจปั๊มน้ำมันอย่าง OR และ PTG มาฝากนักลงทุน


ก่อนอื่นต้องอธิบายก่อนว่า หุ้นที่ประกอบธุรกิจเกี่ยวข้องกับการให้บริการสถานีน้ำมันในตลาดหุ้นไทยมีอยู่หลายหลักทรัพย์ แต่ที่เราคัดเลือกทั้ง 2 หลักทรัพย์ดังกล่าว เพราะเป็นหุ้นที่นักลงทุนถามไถ่มาโดยตลอด ดังนั้นเรามาดูกันว่างวดไตรมาสแรก และนับจากนี้จะยังมีความน่าสนใจสักแค่ไหน ไปดูกันเลย



OR
ราคาหุ้นยังไม่สะท้อนการเติบโต

เริ่มจากผู้นำสถานีให้บริการปั๊มน้ำมันอย่าง OR บริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) เรือธงการดำเนินธุรกิจจัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมและธุรกิจค้าปลีกสินค้าและบริการอื่นๆ (Non-Oil) ของ PTT ที่ได้เข้าตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยเมื่อไม่นานมานี้เอง โดยข้อมูลจากตลาดหลักทรัพย์ฯ สิ้นปี 2563 พบว่ามีสถานีบริการน้ำมันในประเทศไทยรวมทั้งสิ้น 1,997 แห่ง


นักวิเคราะห์บริษัท หลักทรัพย์ ยูโอบี เคย์เฮียน (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) ระบุว่า คาดว่า OR จะรายงานกำไรหลักในไตรมาส 1/64 อยู่ในระดับต่ำเมื่อเทียบกับในไตรมาส 4/63 โดยได้รับผลกระทบจากความต้องการปิโตรเลียมที่ลดลง เนื่องจากประเทศไทยมีผู้ติดเชื้อ COVID-19 ระลอกที่สองจากเดือน ธ.ค.63


นอกจากนี้ ต้นทุนน้ำมันดิบปรับตัวขึ้นมากถึง 24.4% ในขณะที่การปรับราคาน้ำมันสำเร็จรูปจะช้ากว่า ซึ่งจะคล้ายกับที่เกิดขึ้นใน ไตรมาส 4/63  และจะกดตันค่าการตลาดของ OR ในไตรมาส 1/64  (ไตรมาส 4/63  : 0.64 บาท) เช่นกัน นอกจากนี้ค่าใช้จ่ายพิเศษที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการเสนอขายหุ้น IPO จะถูกบันทึกเป็นค่าใช้จ่าย SG&A ในไตรมาส 1/64  อย่างไรก็ตามกำไรสุทธิจะได้รับการสนับสนุนจากกำไรจาก inventory พร้อมกับ การปรับขึ้นของราคาน้ำมันดิบ


ด้านนักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ ทรีนีตี้ จำกัด กล่าวว่า แนะนำ`ซื้อ` ราคาเป้าหมายปี 64 ที่ 40.00 บาท โดยราคาหุ้นสำหรับธุรกิจปัจจุบันยังไม่สะท้อนการเติบโตจากเงิน IPO ว่า 5 หมื่นล้านบาท และเงินสดในมือ ณ สิ้น ธ.ค. 63 ที่ 1.8 หมื่นล้านบาท รวมเป็นเงินสดกว่า 7.2 หมื่นล้านบาท หรือคิดเป็นต่อหุ้น 6 บาท ดังนั้นเมื่อหักส่วนเงินสดดังกล่าวออกจากราคาหุ้น เหลือมูลค่าหุ้นที่ซื้อขายจริงๆ เพียง 26.00 บาท เท่านั้น เทียบเท่า PER ที่ 25 เท่า


ทั้งนี้ประเมินกำไรปี 2564 จะโดนเด่นที่ 1.2 หมื่นล้านบาท เติบโต 42% จากปีก่อน จากการฟื้นตัวของธุรกิจจำหน่ายน้ำมันที่กลับมาสู่สภาวะปกติ ส่งผลให้ปริมาณขาย เติบโต 20% จากปีก่อน ในขณะที่ธุรกิจค้าปลีกสินค้าจะเติบโตในอัตรา 10% จากปีก่อน และจะยังรักษา EBITDA Margin ที่ 25-27%



PTG ยังเป็น growth company

ขณะที่ PTG หรือ บริษัท พีทีจี เอ็นเนอยี จำกัด (มหาชน) อีกหนึ่งหุ้นที่ให้บริการสถานีน้ำมันภาตใต้แบรนด์ PT และธุรกิจ Non-Oil โดยสิ้นปี 2563 มีสถานีบริการน้ำมันรวมทั้งสิ้น 1,888 สาขาซึ่งปี 2564 วางแผนเพิ่มสถานีบริการน้ำมัน (ปั๊มน้ำมัน) เป็น 2,030 สาขา


นักวิเคราะห์ บริษัทหลักทรัพย์ โนมูระ พัฒนสิน จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ขณะนี้แนะนำ ซื้อ PTG ราคาเป้าหมาย 24.0 บาท โดยมอง PTG ยังเป็น growth company โดยโตทั้ง oil business (การแย่ง market share), LPG business (LPG ภาคครัวเรือน), ส่วนแบ่งกำไรใน Palm complex และขาดทุนลดลงใน retail business อีกทั้งราคาปัจจุบัน trade ที่ PER 17.4 เท่า ถูกกว่าคู่แข่งในกลุ่มฯมาก จึงเป็นโอกาสสะสม


ทั้งนี้คาดกำไรสุทธิไตรมาส 1/64 อยู่ที่ 550 ล้านบาท เติบโต 171%จากช่วงเดียวกันของปีก่อน แต่ลดลง 18%จากไตรมาสก่อน โดยการโตสูง จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ถึงแม้เผชิญการระบาด COVID-19 รอบ 2 สะท้อนผลกระทบที่จำกัด ซึ่งจุดเด่นของกำไรมาจากทั้ง  Oil และ LPG volume คาดโต เติบโต 10% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน และ เติบโต 3% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน และ  คาดค่าการตลาดน้ำมันยังสูงราว 1.90 บาท/ลิตร ทั้งนี้กำไรสุทธิไตรมาส 1/64 คาดคิดเป็น 29% ของประมาณการกำไรสุทธิปี 64 ที่ 1.97 พันล้านบาท  เติบโต 4% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน


อย่างไรก็ตามถึงแม้กำไรสุทธิปี 64 จะโตไม่มาก แต่ก็ทำ record high ต่อเนื่องจากปีที่แล้ว และมีโอกาสของ upside สำหรับการระบาดของ COVID-19 รอบ 3 เรายังมองผลกระทบที่จำกัด ซึ่งเห็นจากกำไรสุทธิในรอบ 4 ไตรมาสที่ผ่านมา (ไตรมาส 2/63-1/64) ของ PTG ที่โตได้ต่อเนื่องเมื่อเทียบจากช่วงเดียวกันของปีก่อน


ด้านนักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ เอเชีย เวลท์ จำกัด ระบุว่า ยังคงให้คำแนะนำ "ซื้อ" โดยให้ราคาเป้าหมายอยู่ที่ 23.60 บาท แม้ว่า PTG จะถูกกดดันจากการแพร่ระบาดของโควิด-19 ในระลอกที่ 2 และ 3 แต่เรามองว่ายังมีปัจจัยบวกหนุนธุรกิจในครึ่งหลังปี 64 จากทั้งธุรกิจน้ำมันและ LPG ที่คาดว่าจะค่อยๆฟื้นตัว


รวมถึงค่าการตลาดที่คาดว่าบริษัทจะรักษาให้อยู่ในระดับที่สูงช่วง 1.8-1.9 บาทต่อลิตร และธุรกิจ Non-Oil ที่คาดว่าจะพลิกกลับมามีกำไร รวมทั้งธุรกิจปาล์มน้ำมันครบวงจร ที่ได้รับแรงหนุนจากภาครัฐ นอกจากนี้บริษัทจะเปิดตัวธุรกิจใหม่ในช่วงไตรมาส 2/64 ทำให้เราคาดว่าจะช่วยเพิ่มรายได้และกำไรของบริษัทให้เติบโตได้อย่างต่อเนื่อง


โดยประเมินแนวโน้มผลประกอบการในช่วงไตรมาส 2/64 จะทรงตัว จากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ที่ยังไม่คลี่คลาย จากจำนวนผู้ติดเชื้อเฉลี่ยเกิน 1,000 คนต่อวันหลังช่วงสงกรานต์ ทำให้มีมาตรการงดการจัดกิจกรรมต่างๆและการปฏิบัติงานที่บ้าน (Work From  Home) ซึ่งส่งผลกระทบต่อความต้องการใช้น้ำมันและแก๊ส LPG


ขณะที่ธุรกิจปาล์มน้ำมันครบวงจรในไตรมาส 2 จะเป็นช่วงที่มีผลผลิตออกมาเป็นจำนวนมาก ทำให้ราคาปาล์มลดลง ซึ่งจะกระทบต่อส่วนแบ่งกำไรของบริษัท อย่างไรก็ตาม เราคาดว่าจะได้เห็นธุรกิจใหม่ของบริษัทที่จะเปิดตัวในช่วง ไตรมาส 2/64  โดยปัจจุบันเริ่มเห็นธุรกิจสถานีบริการ EV Charging จำนวน 5 สถานี รวมถึงธุรกิจกัญชงกัญชา ที่ให้บริการอาหารและเครื่องดื่มที่มีส่วนผสมของใบกัญชาผ่านร้านกาแฟพันธุ์ไทยและคอฟฟี่ เวิลด์



This’s Alano

“มุ่งแสวงหาข่าวสาร สร้างสรรค์ผลงานอย่างถูกต้อง เพื่อนำเสนอให้นักลงทุนได้อ่าน”