หุ้นไทยร่วงแรง 28.12 จุด FETCO มองวัคซีนคือความหวัง

การระบาดของ COVID-19 ระลอกใหม่ ตัวเลขของผู้ติดเชื้อและเสียชีวิตยังมีจำนวนมากอย่างต่อเนื่อง  จึงเกิดคำถามว่าหากยังเป็นแบบนี้ มีโอกาสทำให้นักลงทุนย้ายไปลงทุนในหุ้นต่างประเทศหรือไม่ วันนี้ทีมข่าว Wealthy Thai หาคำตอบมาให้นักลงทุนแล้ว


ความเคลื่อนไหวดัชนีตลาดหุ้นไทยวันที่ 5 ..63 หลังจากปิดทำการในช่วงหยุดยาว เปิดมาดัชนีตลาดหุ้นไทยก็เคลื่อนไหวในแดนลบอย่างต่อเนื่อง ซึ่งในช่วงระหว่างทำการครึ่งเช้าดัชนีลงไปต่ำสุดที่ระดับ 1,551 จุด หรือลดลงกว่า 31.67จุด โดยกลุ่มหุ้นขนาดใหญ่มีผลกดดันต่อดัชนี เช่น KBANK,PTT,SCB ซึ่งภาพรวมปิดตลาดในภาคเช้าดัชนีอยู่ที่ 1,555จุด ลดลง 28.12 จุด โดยมีมูลค่าการซื้อขาย 73,503 ล้านบาท


โดยนายไพบูลย์ นลินทรางกูร ประธานสภาธุรกิจตลาดทุนไทย (FETCO) เปิดเผยว่า เราเชื่อว่าตัวเลขการติดเชื้อที่นักลงทุนดู เป็นตัวเลขนิวไฮมากกว่า อย่างนิวไฮเดิมที่ราว 2,800 กว่าราย หากมีนิวไฮรอบใหม่อาจจะเริ่มเกิดความไม่เชื่อมั่นในการควบคุม แต่หากไม่เป็นแบบนั้นเชื่อว่านักลงทุนรับได้ โดยหลายๆประเทศที่มีการระบาดอยู่จำนวนมาก ตลาดหุ้นแทบจะไม่ได้มองเรื่องนี้เป็นหลัก เพราะเชื่อว่าปัญหานี้จบแน่ๆและวัคซีนก็มาแล้ว อย่างไรก็ตามมาตรการเยียวยาของรัฐฯจะทำให้การเติบโตของเศรษฐกิจต่อเนื่องหรือไม่ต้องรอติดตาม


ขณะที่ประเด็นที่ตลาดหุ้นปรับตัวลดลงในวันนี้ เชื่อว่าไม่น่าจะปรับตังลงรุนแรง เพราะคาดจะมีแรงซื้อกลับมาอยู่แล้ว โดยมองว่าตลาดหุ้นไทยยังเป็นขาขึ้นอยู่ ดังนั้นเมื่อทุกคนเชื่อว่าตลาดหุ้นยังเป็นขาขึ้น จึงคาดจะลดลงไม่แรง และจะมีแรงซื้อกลับ โดยแรงเทขายจึงไม่น่าจะมีมาก


ส่วนประเด็นวัคซีน หากดูเสียงส่วนใหญ่เชื่อว่าทุกคนอยากฉีดมากกว่าช่วง 3 เดือนที่ผ่านมา แต่คิดว่าปัญหาหลักคนไม่ได้กลัวเรื่องผลกระทบของการฉีดวัคซีน แต่กลัวเรื่องการจัดหาว่าจะได้ตามเป้าหมายหรือไม่ จึงอยากเห็นแผนที่ได้มากกว่านั้นอีก เพื่อบริหารความเสี่ยง


โดยวัคซีนยังให้นักลงทุนมองภาพเป็นบวก ซึ่งแผนการกระจายวัคซีนนักลงทุนให้ความสำคัญอย่างมาก แต่หากไม่เป็นไปตามแผน อาจจะกระทบตลาดค่อนข้างมาก เพราะฉะนั้น วัคซีนคงเป็นปัจจัยหลักในการขับเคลื่อนตลาดให้ระยะถัดไป โดยเฉพาะครึ่งปีหลัง 2564 ที่จะต้องจับตาดูให้ดี


ขณะที่ดัชนีความเชื่อมั่นรวมทุกกลุ่มนักลงทุนในอีก 3 เดือนข้างหน้า (กรกฎาคม 2564) อยู่ในเกณฑ์ “ร้อนแรง” (ช่วงค่าดัชนี 120 -159) ปรับตัวลดลง 14.6% จากเดือนก่อนหน้ามาอยู่ที่ระดับ 124.37 โดยถือเป็นระดับที่ต่ำสุดในรอบ 6 เดือน โดยปัจจัยที่หนุนความเชื่อมั่นมากที่สุด คือการกระจายวัคซีน


อย่างไรก็ตามการระบาดของ COVID-19 ระลอกใหม่นี้ ไม่น่าจะมีผลกระทบมากมาย เนื่องจากเชื่อว่า มาตรการคุมเข้ม และการฉีดวัคซีน น่าจะช่วยให้สถานการณ์ดีขึ้นในไม่ช้า โดยตลาดหุ้นไทยมีแนวโน้มขาขึ้นในช่วง 12 เดือนข้างหน้า ซึ่งปัจจัยสนับสนุนทั้งการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ การฟื้นตัวของกำไรบริษัทจดทะเบียน อัตราเร่งของการฉีดวัคซีน การเปิดประเทศ และการไหลเข้าของเงินทุนต่างชาติ


โดยเชื่อว่ามาตรการคุมเข้มของ ศบค. น่าจะช่วยให้สถานการณ์โควิดระลอกนี้ดีขึ้นในไม่ช้า และเชื่อว่ารัฐบาลจะออกมาตรการเยียวยาเพิ่มเติมเพื่อลดผลกระทบต่อเศรษฐกิจ ขณะที่การเพิ่มจำนวนวัคซีนที่รัฐจะจัดหาเป็น 100 ล้านโดส ช่วยสร้างความมั่นใจให้กับนักลงทุนได้มาก ซึ่งมองว่าตลาดหุ้นจะตอบรับอีกมากแค่ไหนขึ้นอยู่กับความรวดเร็วในการกระจายและฉีดวัคซีน


ส่วนเงินทุนต่างชาติมีแนวโน้มไหลเข้าเมื่อเกิดความชัดเจนกว่านี้ในการเปิดประเทศ  ซึ่งน่าจะเริ่มเห็นนักลงทุนต่างประเทศทยอยซื้อหุ้นไทยในช่วงครึ่งปีหลังของปีนี้ ขณะที่เงินเฟ้อที่พุ่งสูงขึ้นทั่วโลกในช่วงนี้เป็นเพียงภาวะชั่วคราว โดยโอกาสที่เฟดจะขึ้นดอกเบี้ยก่อนปี 65 มีน้อยมาก


ขณะที่มาตรการ QE tapering มีแนวโน้มเริ่มต้นในปีหน้า แต่ผลกระทบต่อตลาดหุ้นไทยไม่น่ามีมาก ดังนั้นจึงคาดว่าเศรษฐกิจไทยในปีนี้จะขยายตัว 1.5-2.5% และโต 4% ในปี 65 โดยกำไรบริษัทจดทะเบียนคาดว่าจะขยายตัว 32% ในปีนี้ และขยายตัวอีก 17% ในปี 65


“ประเด็นวัคซีนจะเป็นห่วง คือ การจัดการจะเป็นไปตามเป้าหมายหรือไม่ เพราะว่าเป็นการผลิตครั้งแรกในประเทศ หากทำไม่ได้ รัฐจะมีแผนนำเข้ายี่ห้ออื่นๆสบทบหรือไม่ อยากให้รัฐจัดหาวัคซีนเกิน 100 ล้านโดส เพื่อบริหารความเสี่ยง เพราะหากต้องฉีดเข็ม 3 จำนวนดังกล่าวอาจจะไม่พอ ส่วน 37 ล้านโดสที่จะเข้ามา อยากให้ทำควบคู่ทำพร้อมๆกันก็จะดีมากๆ เพื่อบริหารความเสี่ยง หากเป็นแบบนั้นคาดตลาดหุ้นไม่น่าจะเป็นอุปสรรค”นายไพบูลย์ กล่าว

This’s Alano

“มุ่งแสวงหาข่าวสาร สร้างสรรค์ผลงานอย่างถูกต้อง เพื่อนำเสนอให้นักลงทุนได้อ่าน”