Official Update :

KTC จะไปได้ไกลแค่ไหน เมื่อ 6 เดือนราคาทะยาน 170%

ในช่วงนี้อาจจะเป็นช่วงที่นักลงทุนให้ความสนใจที่จะหาหุ้นเด้งแรง เพื่อสร้างผลกำไรให้เป็นกอบเป็นกำกับพอร์ตการลงทุน แต่อย่างไรก็ตามหลักการของการคัดหุ้นเด้งแรงนั้น เบื้องต้นจากหลายสำนักคาดการณ์มองว่าพื้นฐานของบริษัทนั้นจะต้องดีจริงๆ และการดำเนินธุรกิจจะต้องอยู่ภายในธุรกิจที่เคลื่อนตัวปรับตัวได้ง่ายเหมาะสมกับทุกสภาวะปัจจัยที่เข้ามากระทบ ที่สำคัญจะต้องเป็นหุ้นที่เป็นเทรนด์แห่งอนาคต และปัจจัยด้านต้นทุนจะต้องไม่กระทบต่อผลการดำเนินงาน ซึ่งพูดง่ายๆคือจะต้องไม่เป็นบริษัทใหญ่ที่มีเครื่องจักร มีโรงงานมีสินทรัพย์ขนาดหนักที่จะกระทบต้นทุน


ขณะเดียวกันจะเห็นได้ว่าบริษัทสตาร์ทอัพหลายๆแห่งในต่างประเทศที่ประสบความสำเร็จ แสดงให้เห็นแล้วว่าไม่มีความจำเป็นจะต้องมีสินทรัพย์เยอะ และสินทรัพย์ขนาดใหญ่เหมือนกับลักษณะธุรกิจเมื่อก่อน และที่สำคัญผลประกอบการจะต้องเติบโตเคียงคู่ให้เหมาะสมกับราคาที่ปรับเพิ่มขึ้นมาด้วย แต่อย่างไรก็ตามนี่อาจเป็นเพียงปัจจัยหนึ่งของการหาหุ้นเด้งแรง


ย้อนกลับไปเมื่อไม่นานมานี้มีหุ้นเด้งแรงของปี หรือเรียกได้ว่าเป็นหุ้นแห่งปี อย่างบริษัทเดลต้า อีเลคโทรนิคส์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) หรือ DELTA ที่ราคาหุ้นปรับเพิ่มขึ้นมาจากระดับต่ำสุด 27 บาทต่อหุ้น และขึ้นไปแตะสูงสุดที่ระดับ 838 บาทต่อหุ้น ดันมูลค่ากิจการของบริษัทขึ้นไปกว่า 1 ล้านล้านบาท ณ ขณะนั้น หลายคนอาจจะสงสัยว่าที่ขึ้นไปได้เพราะมีปัจจัยอะไรมาซัพพอร์ทเหตุผลของการขึ้นหรือไม่ ซึ่งนักวิเคราะห์ให้เหตุผลว่าที่ราคาขึ้นไปเพราะเป็นเทรนด์


เทคโนโลยีในอนาคตที่กำลังจะเข้ามามีส่วนในชีวิตของผู้คนทั่วไป เช่นเทคโนโลยี 5G Internet of things (IoT) ธุรกิจยานยนต์ไฟฟ้า แต่อย่างไรก็ตามนักวิเคราะห์ยังคงทิ้งเหตุผลที่สำคัญเอาไว้ว่า ราคาหุ้นเพิ่มขึ้นเกินความจริงไปหรือไม่


กลับมาในช่วง 1-2 วันนี้ มีหุ้นที่ปรับตัวเพิ่มขึ้นแรงๆให้นักลงทุนได้ลุ้นกันว่ามันจะเด้งแรงเหมือน DELTA หรือไม่ เช่น บริษัท อาร์ ซี แอล จำกัด (มหาชน) หรือ RCL โดยหากไล่เรียงดูสถิติย้อนหลังในช่วงเวลา 6 เดือนราคาหุ้นปรับเพิ่มขึ้นมาแล้ว 453.57% จากระดับราคา 2.68 บาท ขึ้นไปแตะระดับ 18.70 บาทต่อหุ้น ส่วนหุ้นที่น่าสนใจและเป็นเทรนด์อนาคตของจริงอย่าง EA ระดับราคากำไรไต่ระดับขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งเมื่อปลายปี 63 ราคาหุ้นเฉลี่ยอยู่ที่เพียง 42 บาทต่อหุ้น แต่ข้ามมาในปี 64 ราคาเพิ่มเป็น 63 บาทต่อหุ้น โดย EA ได้รับการขนานนามว่าอาจจะเป็น Tesla เมืองไทย (หรือไม่) เพราะกำลังจะส่งมอบรถยนต์ไฟฟ้าภายใต้แบรนด์คนไทยเป็นเจ้าแรก และมีโรงงานผลิตแบตเตอรี่ลิเทียมไออ้อนเป็นของตัวเอง


แต่อย่างไรก็ตามขณะนี้มีหุ้นที่น่าสนใจ ที่อยู่ในจอเรดาห์ของนักลงทุนอย่าง บริษัท บัตรกรุงไทย จำกัด (มหาชน) หรือ KTC โดยหากย้อนหลังไปช่วง 6 เดือนล่าสุดราคาหุ้น KTC เริ่มไต่ระดับเพิ่มขึ้นแบบเงียบๆอยู่นอกสายตามาโดยตลอด จากราคาต่ำสุดในวันที่ 3 ส.ค.63 ที่ราคา 29.25 บาทต่อหุ้น จนเมื่อวันที่ 7ม.ค.64 ราคาขึ้นไปที่นิวไฮที่ระดับ 79.25บาท หรือเพิ่มขึ้นกว่า 170% แต่อย่างไรก็ตามคงจะไม่มีใครกล้าฟันธงได้ว่าราคาหุ้น KTC จะวิ่งแรงเหมือน DELTA หรือไม่ แต่วันนี้ Wealthy Thai ได้นำข้อมูลพื้นฐานการดำเนินธุรกิจ พร้อมทั้งราคาเป้าหมาย และทิศทางกำไรของ KTC มาไว้ให้นักลงทุนวิเคราะห์เพื่อพิจารณาการลงทุน และที่สำคัญคือการถือครองของนักลงทุนต่างชาติยังมีสัดส่วนน้อยดังนั้นจึงอาจจะเป็นเป้าหมายของกระแสเงินจากต่างชาติก็เป็นไปได้


โดยบริษัทหลักทรัพย์ เคทีบี (ประเทศไทย) จำกัด ได้ปรับเพิ่มประมาณการกำไรของ KTC ในปี 64 เป็น 5.96 พันล้านบาท เพิ่มขึ้น 12% จากปี 63 เนื่องจากอัตราการขยายตัวสินเชื่อเติบโต 6% ซึ่งเรามองเป็นบวกมากขึ้นต่อสินเชื่อของบริษัท ภายหลังการใช้จ่ายผ่านบัตรปี 63 พลิกกลับมาทรงตัว โดยมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจที่ทำให้ผู้บริโภคมีอำนาจในการใช้จ่ายสูงขึ้น หลังจากที่ในช่วง 9 เดือนของปี 63 ติดลบ 8%


ขณะเดียวกันได้ปรับลด Cost to income ลงเป็น 39% จากเดิม 44% เพื่อสะท้อนค่าใช้จ่ายทางการตลาดที่ลดลง จากผลกระทบ COVID-19 รวมทั้ง Synergy ระหว่าง KTB และ KTC ที่จะเกิดขึ้นสำหรับการดำเนินงาน ภายหลังที่ KTB และ KTC เพิ่มทุนในบริษัทย่อยของ KTB เพื่อประกอบธุรกิจ Digital platform ทั้งนี้ ปรับราคาเป้าหมายขึ้นเป็น 60 บาทต่อหุ้น อิงปี 64 PBV ที่ 5.9 เท่าจากเดิม 43 บาท โดยเป็นผลของการปรับกำไรสุทธิปี 64เพิ่มขึ้น และ re-rate PBV ขึ้นเพื่อสะท้อนแนวโน้มสินเชื่อที่จะกลับมาขยายตัวเพิ่มขึ้นในปี 64-65 ปีละ 6-8% ตามลำดับ อย่างไรก็ตามราคาหุ้นปรับตัวขึ้น และ outperform SET +61% และ +107% ในช่วง 3 และ 6 เดือนที่ผ่านมา สะท้อนแนวโน้มผลการดำเนินงานที่ดีขึ้น อย่างไรก็ตามเราแนะนำเพียง “ถือ”


ด้านบริษัทหลักทรัพย์ เคจีไอ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) ระบุว่าราคาหุ้นสะท้อนคุณภาพสินทรัพย์ที่ดีขึ้น และยอดใช้จ่ายผ่านบัตรที่เร่งตัวขึ้นไปแล้ว ซึ่งคิดว่าโมเมนตั้มของสินเชื่อ KTC จะเติบโตอย่างแข็งแกร่ง ในขณะที่อัตราการเติบโตของยอดใช้จ่ายผ่านบัตรก็เร่งตัวขึ้น และรายได้จากการติดตามหนี้เสียก็จะเติบโตอย่างแข็งแกร่ง โดยได้อานิสงส์จากแคมเปญของภาครัฐที่จะกระตุ้นการบริโภคในประเทศในช่วงปลายปี 63 และปี 64 โดยคาดว่ายอดใช้จ่ายผ่านบัตรของปี63 สรุปแล้วจะเติบโต 3% และคาดยอดสินเชื่อปี 64 จะเติบโต 14%


ขณะที่ กำไรจากธุรกิจใหม่ "สินเชื่อจำนำทะเบียน " ยังไม่มากพอที่จะกระตุ้นกำไรปี 2564 อย่างมีนัยสำคัญ หลังจากที่เปิดบริการธุรกิจใหม่สินเชื่อจำนำทะเบียนผ่านเครือข่ายของ KTB ประมาณ 300 สาขา และ บนออนไลน์ KTC ตั้งเป้าสินเชื่อส่วนนี้ 1,000 ล้านบาทในปี 64 ทั้งนี้ เราใช้สมมติฐานอัตราผลตอบแทนสินเชื่อจำนำทะเบียนที่ 21% ทำให้คาดว่าสัดส่วนกำไรจากสินเชื่อจำนำทะเบียนจะคิดเป็นประมาณ 2.5% ในปี 64 ซึ่งการจะเร่งสัดส่วนกำไรจากธุรกิจนี้ บริษัทต้องเพิ่มพอร์ตสินเชื่อจำนำทะเบียนให้ได้ มากกว่า 3,000 ล้านบาท ยังคงแนะนำ “ถือ” โดยประเมินราคาเป้าหมาย 53 บาทต่อหุ้น

Maratronman

เดินทางสู่โลกใหม่ ค้นหาสิ่งใหม่ นำเสนอมุมใหม่ กับเรื่องราวใหม่