3 หุ้นร้อนอิเล็คทรอนิกส์ กับราคาบวกแรง แต่ยังเข้าซื้อได้หรือไม่

การระบาดของ COVID-19 ระลอกใหม่ทำให้หุ้นกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์กลับมาอยู่ในสายตาของนักลงทุนอีกครั้ง เห็นได้จากความเคลื่อนไหวของราคาหุ้นในกลุ่มนี้ปรับตัวขึ้นอย่างโดดเด่น และที่น่าจับตาคงหนีไม่พ้น DELTA, HANA และ KCE ที่ปริมาณการซื้อขายมีเข้ามาอย่างหนาแน่นต่อเนื่อง


โดย DELTA หรือ บริษัทเดลต้า อีเลคโทรนิคส์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) ในช่วงที่ผ่านมาราคาหุ้นทำฟอร์มเพิ่มขึ้นโดดเด่น ซึ่ง DELTA เอง เป็นผู้ผลิตและจำหน่ายผลิตภัณฑ์ด้านการจัดการระบบกำลังไฟฟ้า (Power management solutions) รวมถึงชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์บางประเภท ได้แก่ พัดลมอิเล็กทรอนิกส์ (DC Fan) อีเอ็มไอ ฟิลเตอร์ (EMI) และโซลินอยด์ มีฐานการผลิตอยู่ในภูมิภาคต่างๆ ทั่วโลก ได้แก่ เอเชีย ยุโรป และอเมริกาใต้


ขณะที่ HANA หรือ บริษัท ฮานา ไมโครอิเล็คโทรนิคส จำกัด (มหาชน) เป็นผู้ให้บริการผลิตผลิตภัณฑ์อิเล็คทรอนิกส์แบบครบวงจร (Electronic Manufacturing Service-EMS) ส่วน KCE หรือ บริษัท เคซีอี อีเลคโทรนิคส์ จำกัด (มหาชน) เป็นผู้ผลิตและจำหน่ายแผ่นพิมพ์วงจรอิเล็กทรอนิกส์ PCB ซึ่งเป็นแผ่น Epoxy Glass ที่มีสื่อนำไฟฟ้า เช่น ตะกั่ว ทองแดงเคลือบอยู่ และผลิตแผ่น PCB หลายชั้น ซึ่งเป็นชิ้นส่วนพื้นฐานสำคัญในการประกอบเครื่องคอมพิวเตอร์ เครื่องมือสื่อสารโทรคมนาคม อุตสาหกรรมยานยนต์และอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์เกือบทุกชนิด



DELTA ควรรอสะสมที่ระดับ 300 บาทต่อหุ้น

เริ่มจาก DELTA โดยล่าสุดรายงานกำไรสุทธิไตรมาส 1/64 อยู่ที่ 1,756 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้ 112.1% จากไตรมาสเดียวกันของปีก่อน โดยมียอดขายสินค้าและบริการในไตรมาสนี้อยู่ที่ 19,039 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 49.3% จากไตรมาสเดียวกันของปีก่อน เนื่องจากแนวโน้มความต้องการของลูกค้าที่เพิ่มขึ้นมากในธุรกิจเพาเวอร์ซัพพลายสำหรับเครื่องมือช่าง (Industrial Tools) การรับฝากข้อมูลบนคลาวด์ (Cloud Storage) ระบบศูนย์ข้อมูล (Data Center)และระบบเครือข่าย (Networking)


นอกจากนี้นายแจ็คกี้ จาง ประธานบริหาร DELTA ได้ออกมาเปิดเผยผ่านงาน Opportunity Day ว่า ในปี 2564 ยังมั่นใจว่ารายได้จะเติบโต 5-10% จากปีก่อน เพราะมองว่าความต้องการชิ้นส่วนรถยนต์ไฟฟ้าและอุปกรณ์ไอทีต่างๆ ที่มีผู้ผลิตส่งคำสั่งซื้อเข้ามาต่อเนื่อง เป็นปัจจัยที่สนับสนุนการเติบโตให้กับบริษัทในปีนี้


ขณะที่มุมมองของนักวิเคราะห์ บริษัทหลักทรัพย์หยวนต้า (ประเทศไทย) จำกัด บอกว่า แนะนำ “TRADING”ราคาเหมาะสมที่ 388.00 บาท โดย DELTA รายงานกำไรปกติไตรมาส 1/64 ที่ 1.5  พันล้านบาท ลดลง 7.6% จากไตราสก่อน แต่เพิ่มขึ้น 137.5% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยต่ำกว่าที่เราและตลาดคาด 13% และ 12% ตามลำดับ จากค่าลิขสิทธิ์จ่ายที่สูงกว่าคาด อย่างไรก็ตามกำไรไตรมาส 1/64 คิดเป็น 16% ของประมาณการกำไรปกติทั้งปี 2564 ของเราที่ 9.2 พันล้านบาท เติบโต 35% จากปีก่อน เราคงประมาณการกำไรปกติจาก High Season ของธุรกิจอยู่ในครึ่งหลัง


ทั้งนี้เราคงประมาณการแต่ปรับเพิ่มกรอบการซื้อ ขายเป็น +2SD หรือกรณีดีที่สุด ได้ราคาเหมาะสม ณ สิ้นปี 2564 ที่ 388.00 บาทต่อหุ้น อิง PER 52.7x แนะนำ “TRADING” โดยนักลงทุนที่จะลงทุนในระดับราคาเกินกว่า 300 บาทต่อหุ้น ต้องยอมรับกรอบการลงทุนที่ยาวกว่า 1 ปี นักลงทุนที่รับความเสี่ยงได้ต่ำ ควรรอสะสมที่ระดับ 300 บาทต่อหุ้น (แบบบวกลบ)



KCE
อยู่ในช่วงการเติบโตที่โดดเด่น

KCE โดยนักวิเคราะห์บริษัท หลักทรัพย์ ยูโอบี เคย์เฮียน (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) แนะนำให้ แนะนำซื้อ ราคาเป้าหมาย 67.00 บาท โดยยังคาดว่า KCE จะรายงานกำไรสุทธิในไตรมาส 1/64 อยู่ที่ 407 ล้านบาท ลดลง 4% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน แต่เติบโต 5% จากไตรมาสก่อน


โดยกำไรหลักในไตรมาส 1/64 มีแนวโน้มดีขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อน แต่ลดลง จากไตรมาสก่อน เราคาดว่า KCE จะรายงานกำไรหลักในไตรมาส 1/64 อยู่ที่ 359 ล้านบาท  เพิ่มขึ้น 9% จากช่วงเดียวกันของปีก่อนเนื่องจากรายได้จากความต้องการแผ่น PCB ที่แข็งแกร่ง และ margin ที่ดีขึ้น แต่ลดลง 7% จากไตรมาสก่อน


ด้านนักวิเคราะห์ บริษัทหลักทรัพย์ เคทีบีเอสที จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า แนะนำ“ซื้อ”คงราคาเป้าหมายปี 64 อยู่ที่ 70.00 บาท โดยเรามองว่าบริษัทอยู่ในช่วงการเติบโตที่โดดเด่น จากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจส่งผลให้ยอดขายรถยนต์ที่กลับมาเติบโตได้โดดเด่น รวมถึงนโยบายสนับสนุนรถยนต์ EV ของแต่ละประเทศจะเป็นอีกปัจจัยช่วยสนับสนุนให้ความต้องการรถยนต์เพิ่มมากขึ้น อย่างไรก็ตามปัจจัยเสี่ยงหลักมาจากการปัญหาขาดแคลนชิป ซึ่งจะเป็นตัวกดดันการเติบโตยอดขายรถยนต์


ดังนั้นคงประมาณการกำไรสุทธิปี 64 และปี 65 โดยคาดกำไรสุทธิปี 64 ที่ 2,225 ล้านบาท เติบโต 97% จากปีก่อน และปี 65 คาดที่ 3,374 ล้านบาท เติบโต 52% จากปี 2563 เนื่องจาก 1.ประมาณการยอดขายสกุล USD อยู่ที่ 447 ล้านเหรียญสหรัฐฯ (+20% YoY) และ 536 ล้านเหรียญสหรัฐฯ (+20% YoY) ตามลำดับ จากการฟื้นตัวอุตสาหกรรมรถยนต์ โดยได้รับประโยชน์จากมาตรการกระตุ้นการซื้อรถยนต์ EV,


2.Gross profit margin เพิ่มขึ้นเป็น 27% จากเดิมที่ 25% จากการสัดส่วนรายได้ PCB special grade ที่ปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญและมีแนวโน้มโตต่อเนื่อง โดยเราคาดจะเห็นสัดส่วนรายได้ PCB special grade อยู่ที่ 20 รวมถึงการใช้หุ่นยนต์ทดแทนการใช้แรงงาน 3.กำลังการผลิตที่เพิ่มขึ้นจากการขยายกำลังการผลิตในปี 64 และสร้างโรงงานใหม่ปี 65



HANA
อุตสาหกรรม Semi-conductor จะอยู่ในช่วงขาขึ้น

ส่วน HANA นักวิเคราะห์บริษัท หลักทรัพย์ ยูโอบี เคย์เฮียน (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) แนะนำ ซื้อ ราคาเป้าหมาย 60 บาท โดยคาดว่า HANA จะมีกำไรหลัก 458 ล้านบาท (15% y-y, + 18% q-q) สำหรับไตรมาส 1/64 เนื่องจาก การเติบโตบนยอดขายที่แข็งแกร่งและ อัตรากำไรขั้นต้นที่สูงขึ้น เราเชื่อว่าแนวโน้มผลประกอบการปี 64 จะโดดเด่นเนื่องจากเราคาดว่าค่าเงินบาทจะอ่อนค่า ราคาสินค้าโภคภัณฑ์ที่ลดลง และความต้องการเซมิคอนดักเตอร์ที่ยังคงอยู่ในระดับสูงอย่างต่อเนื่อง


ด้านนักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ เคทีบี (ประเทศไทย) จำกัด มองว่า ยังแนะนำ “ซื้อ” ราคาเป้าหมาย 68.00 บาท โดยมี Catalyst มาจากภาวะอุตสาหกรรมกลุ่ม Semiconductor ที่อยู่ในช่วงขาขึ้นอีก 2-3 ปีข้างหน้า และมีแนวโน้มเติบโตในระดับสูงในทุกกลุ่มเช่น Auto, PC และ Smartphone ขณะที่ความเสี่ยงหลักคือความผันผวนของค่าเงิน


ทั้งนี้คงประมาณกำไรสุทธิปี 64 และ 65 อยู่ที่ 2,190 ล้านบาท (+15%) และ 2,456 ล้านบาท (+12%) ตามลำดับ เนื่องจากเรามองว่าอุตสาหกรรม Semi-conductor จะอยู่ในช่วงขาขึ้นอีกอย่างน้อย 2-3 ปี จากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก และพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนไป ส่งผลให้ความต้องการใช้ชิ้นส่วน Electronic เพิ่มขึ้นอย่างมาก


ซึ่งสะท้อนให้เห็นได้จากภาวะขาดแคลนชิปที่กำลังเกิดขึ้นอยู่ในปัจจุบัน ส่งผลให้หลายประเทศโดยเฉพาะอเมริกาและจีน รวมถึงบริษัทขนาดใหญ่เช่น TSMC และ Intel ประกาศการลงทุนครั้งใหญ่เพื่อแก้ไขปัญหาการขาดแคลน โดยมีเทรนด์หลักมาจาก Cloud service, 5G และ EV Car



This’s Alano

“มุ่งแสวงหาข่าวสาร สร้างสรรค์ผลงานอย่างถูกต้อง เพื่อนำเสนอให้นักลงทุนได้อ่าน”