CKP กำลังมีความน่าสนใจ เมื่อ “น้ำ” กำลังจะหนุนกำไร

เมื่อฤดูฝนที่อาจจะมาก่อนกำหนด จึงส่งผลให้ปริมาณน้ำที่แหล่งกักเก็บหลายแห่งรวมถึงเขื่อนสามารถกักเก็บน้ำไว้ใช้เพื่อการบริโภค และการอุตสาหกรรม ซึ่งถือว่ามีส่วนสำคัญในการช่วยพัฒนาแหล่งอุตสาหกรรมต่างๆ  


ขณะเดียวกันซึ่งมีความจำเป็นอย่างมากสำหรับเขื่อน หรือโรงไฟฟ้าที่ประกอบกิจการที่จะต้องใช้น้ำเป็นพลังขับเคลื่อนเพื่อผลิตกระแสไฟฟ้าอย่าง บริษัท ซีเค พาวเวอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ CKP ที่ปัจจุบันตัวสร้างรายได้หลักของธุรกิจโรงไฟฟ้ามาจากการผลิตกระแสไฟฟ้าที่ใช้น้ำกว่า 80% ได้แก่ โรงไฟฟ้าพลังน้ำ ไซยะบุรี และโรงไฟฟ้าพลังน้ำ น้ำงึม 2 คิดเป็นขนาดกำลังการผลิตติดตั้ง 1,900 MW


โดย โรงไฟฟ้าพลังน้ำ ไซยะบุรี ถือเป็นโครงการพลังน้ำขนาดใหญ่ตั้งอยู่ที่ สปป.ซึ่งถือเป็นความคาดหวังให้กับทาง CKP เพราะมีขนาดกำลังการผลิตติดตั้งกว่า 1,285 MW โดยทาง CKP ถือหุ้นในบริษัท ไซยะบุรี พาวเวอร์ จำกัด (XPCL) สัดส่วนร้อยละ 37.5 ของทุนจดทะเบียนและเรียกชำระแล้ว


สำหรับ XPCL เป็นบริษัทที่จดทะเบียนใน สปป.ลาว และได้รับสัมปทานจากรัฐบาล สปป.ลาว ในการออกแบบพัฒนา ก่อสร้าง และดำเนินการ โรงไฟฟ้าพลังน้ำไซยะบุรี เป็นระยะเวลา 31 ปีนับตั้งแต่วันเริ่มเดินเครื่องเชิงพาณิชย์ ในวันที่ 29 ต.ค.62 ซึ่งมีสัญญาซื้อขายไฟฟ้าการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) และรัฐวิสาหกิจไฟฟ้าลาว (EDL)


ขณะที่ โรงไฟฟ้าพลังน้ำ น้ำงึม 2 มีขนาดกำลังการผลิตติดตั้ง 615 MW ตั้งอยู่ที่ สปป.ลาว โดย CKP ถือหุ้นในโรงไฟฟ้าพลังน้ำ น้ำงึม 2 สัดส่วนร้อยละ 46 ของทุนจดทะเบียนและเรียกชำระแล้ว (โดยการลงทุนผ่านบริษัท เซาท์อีสท์ เอเชีย เอนเนอร์จี จำกัด) ในบริษัท ไฟฟ้าน้ำ 2 จำกัด (NN2)  


ทั้งนี้ เป็นบริษัทที่จดทะเบียนในสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว (“สปป.ลาว”) ได้รับสัมปทานจากรัฐบาล สปป.ลาว ในการออกแบบ พัฒนา ก่อสร้าง และดำเนินการโรงไฟฟ้าพลังน้ำ น้ำงึม 2 เป็นระยะเวลา 25 ปีนับจากวันเริ่มเดินเครื่องเชิงพาณิชย์ นอกจากนี้ CKP ยังมีโครงการโรงไฟฟ้าอื่นๆ ได้แก่ โรงไฟฟ้าพลังแสงอาทิตย์ 9 โครงการ กำลังการผลิตติดตั้ง 29 MW และโรงไฟฟ้าระบบโคเจนเนอเรชั่น 2 กำลังการผลิต 238 MW


โดยประเด็นที่ CKP มีโรงไฟฟ้าประเภทพลังงานน้ำเป็นจำนวนหลักพันเมกกะวัตต์ และประกอบการแนวโน้มธุรกิจในอนาคตจะสามารถพลิกฟื้นกลับขึ้นมาได้เพราะจากธุรกิจโรงไฟฟ้าพลังน้ำที่เป็นตัวสร้างรายได้หลัก จึงทำให้หุ้นของ CKP อยู่ในหน้าจอเรดาร์ของนักลงทุน เพราะเมื่อวันที่ 7 เดือนพ.ค.64 ราคาหุ้นปิดตลาดที่ระดับ 5.30 บาท ปรับเพิ่มขึ้นกว่า 13.83%  ทำนิวไฮตั้งแต่ช่วงต้นปี และมีปริมาณซื้อขายกว่า 1,049 ล้านบาท


สำหรับในแง่ของปัจจัยพื้นฐานบริษัท หลักทรัพย์ เคทีบีเอสที จำกัด (มหาชน) ยังคงคำแนะนำ “ซื้อ” และราคาเป้าหมายที่ 5.80 บาท อิง DCF (WACC 5.5%, no terminal growth) โดยประเมินผลประกอบการปกติไตรมาส 1/64 จะขาดทุน -5 ล้านบาท ซึ่งขาดทุนลดลงจากไตรมาส 1/63 ที่ขาดทุน -350 ล้านบาท และในไตรมาส 4/63 ที่มีกำไร 12 ล้านบาท โดย สาเหตุที่กำไรสุทธิฟื้นตัวโดดเด่นจากการผลิตไฟฟ้าที่มากขึ้นจากโครงการหลักหลังผ่านปี 63 ซึ่งประกาศเป็นปีแล้ง ในขณะที่หากเทียบกับไตรมาสก่อนอ่อนตัวจากปัจจัยฤดูกาล ประเมินโครงการน้ำงึม 2 ผลิตไฟฟ้าได้ราว 410GWh (+106% จากปีก่อน และเพิ่มขึ้น 304% จากไตรมาสก่อนหน้า ขณะที่ไซยะบุรีมี 1,179GWh เพิ่มขึ้น18% จากปีก่อน แต่ลดลง28% จากไตรมาสก่อนหน้า


ทั้งนี้โครงการน้ำงึม 2 หลังการบริหารจัดการน้ำจากปีก่อนเพื่อผลิตกระแสไฟฟ้าในปีนี้ส่งผลให้ไตรมาส1/64 แจ้งผลิตไฟฟ้าราว 410GWhและไซยะบุรีมี monthly average water flow ที่ 1,729 CM/s (+22% YoY) ส่งผลให้ผลิตไฟฟ้าได้ราว 1,179GWh


สำหรับมุมมอง ปี 64 ผลประกอบการเติบโตโดดเด่น เรายังคงประมาณการกำไรปกติปี ที่ 1.8 พันล้านบาท เพิ่มขึ้น358% จากปีก่อน โดยสมมติฐานหลักคือสภาพอากาศอยู่ในระดับปกติ ซึ่งหากอิง ENSO Outlook (คาดการณ์ภาวะ El nino และ La nina) สมมติฐานสภาพอากาศปกติยังคง valid ซึ่งจะช่วยให้การผลิตไฟฟ้าในโครงการหลักน้ำงึม 2 และ ไซยะบุรี คาดเพิ่มขึ้น ราว 102% และ 35% ตามลำดับ ดังนั้นจะได้เห็นผลประกอบการ turnaround ในไตรมาส 2/64 และทำจุดสูงสุดได้ในไตรมาส 3/64



Maratronman

เดินทางสู่โลกใหม่ ค้นหาสิ่งใหม่ นำเสนอมุมใหม่ กับเรื่องราวใหม่