เรื่องควรรู้ก่อนซื้อ “ทองคำ” และ “หุ้นเหมืองทองคำ”

ในภาวะที่เศรษฐกิจไม่ปกติ “ทองคำ” มักจะเป็นสินทรัพย์ที่นักลงทุนให้ความสนใจ เพราะมักมีราคาเคลื่อนไหวในทิศทางที่ผกผันกับสินทรัพย์อื่น และยังถูกมองเป็นเครื่องมือที่มีไว้ “ป้องกันอัตราเงินเฟ้อ” อีกด้วยจึงทำให้ทองคำกลายเป็นสินทรัพย์สำคัญที่นักลงทุนควรจะมีติดพอร์ตการลงทุนไว้


นอกเหนือไปจากคำถามว่า “ทองคำตอนนี้น่าสนใจหรือไม่” หรือ “ควรมีทองคำในสัดส่วนของพอร์ตเท่าไร” มีอีกคำถามที่หลายคนสนใจนั่นคือ “ควรซื้อหุ้นเหมืองทองคำไหม หรือควรซื้อเป็นทองคำแท่งดี” เชื่อว่าผู้อ่านเองก็คงสงสัยอยู่เช่นกัน


บทความนี้จะช่วยอธิบายให้ผู้ลงทุนเข้าใจปัจจัยที่นักลงทุนควรทราบก่อนตัดสินใจลงทุนใน “ทองคำ”  และ “หุ้นเหมืองทองคำ” กันครับ



ปัจจัยที่ส่งผลต่อ “ราคาทองคำแท่ง”

  • อุปสงค์และอุปทานจริงของทองคำ โดยเฉพาะการผลิตในภาคอุตสาหกรรมและความต้องการสวมใส่เพื่อเป็นเครื่องประดับนั้น ส่งผลต่อราคาและปริมาณการซื้อขาย

  • ราคาของทองคำแท่งมักมีความสัมพันธ์กับ ค่าเงิน ซึ่งทำให้นโยบายการเงินการคลังมีผลกระทบอย่างยิ่งต่ออัตราแลกเปลี่ยนและราคาทองคำในที่สุด

  • การใช้เครื่องมืออนุพันธ์การเงิน โดยธนาคารกลาง เฮดจ์ฟันด์ และธนาคาร เนื่องจากปัจจุบันมูลค่าของทองคำที่เป็นเครื่องมือการเงินนั้นมากกว่ามูลค่าของทองคำแท่งจริง ดังนั้นการซื้อขายของผู้ลงทุนย่อมส่งผลกระทบต่อราคาทองคำ

 



สำหรับ “หุ้นเหมืองทองคำ” นั้นมีหลายเรื่องที่ต่างจากการลงทุนในทองคำแท่ง ซึ่งมีประเด็นที่ควรทราบดังนี้

  • เหมืองถือเป็นธุรกิจ ผู้ลงทุนมีโอกาสได้เงินปันผล แต่ธุรกิจย่อมมีความเสี่ยง ในยามที่ราคาทองคำเพิ่มขึ้น แต่ต้นทุนไม่ได้เพิ่มขึ้นเร็วเท่ากับราคาที่ปรับขึ้น บริษัทย่อมมีกำไรอัตราสูง แต่หากราคาทองลงบริษัทอาจจะประสบผลขาดทุนได้ ดังนั้นราคาของหุ้นเหมืองทองจึงมีความผันผวนสูงกว่าราคาทองโดยปกติ

  • ผู้ที่ลงทุนในหุ้นเหมืองแร่จะต้องประเมินถึงโมเดลธุรกิจของแต่ละบริษัท รวมถึงเหมืองที่บริษัทไปลงทุน ซึ่งส่วนใหญ่มักมาจากการประมูลสัมปทานของประเทศหนึ่งๆ มา หากประเทศนั้นๆ มีประเด็นทางการเมืองและทำให้ไม่สามารถดำเนินกิจการในประเทศนั้นๆ ต่อได้ มูลค่าของบริษัทจะหายไปทันทีได้เช่นกัน

  • การประเมินเหมืองนั้นมีความเฉพาะตัวค่อนข้างสูง ทั้งในแง่โมเดลทางธุรกิจ การบริหารจัดการ ความเสี่ยงทางการเงิน สัดส่วนของแร่ที่เหมืองนั้นๆ ดำเนินธุรกิจ เป็นต้น ผู้ลงทุนจะพิจารณาถึง “มูลค่าของบริษัท” ซึ่งจะเข้าซื้อเมื่อราคาตลาดต่ำกว่ามูลค่าที่แท้จริง และขายเมื่อราคาตลาดสูงกว่ามูลค่าที่เเท้จริง

 


จะเห็นได้ว่า “หุ้นเหมืองทองคำ นั้นต่างจากการลงทุนใน “ทองคำแท่ง” เพราะเป็นธุรกิจที่สามารถเติบโตหรือล้มละลายลงได้เช่นกัน หากผู้ลงทุนสนใจลงทุนในหุ้นเหมืองทองคำควรศึกษารายละเอียดของแต่ละบริษัท ในเรื่องที่สำคัญๆ ดังนี้

  1. อายุของสัมปทาน (Life of mine) และเหมืองสำรองที่รอการสำรวจและขุด จะสามารถดูความสม่ำเสมอของรายได้และความมั่นคงทางธุรกิจได้

  2. ต้นทุนการผลิต และสัดส่วนหนี้ต่อทุนของบริษัท (Mining cost and margin) ถ้าต้นทุนต่ำเวลาทองคำเพิ่มขึ้นกำไรก็จะเพิ่มในอัตราที่สูงกว่า ในขณะที่ถ้ามีการใช้เงินกู้สูงๆ เวลาราคาทองคำลงบริษัทอาจจะประสบปัญหาทางการเงินได้

  3. แนวโน้มการเติบโต (Growth Perspective) ทิศทางราคาทองคำ โครงการต่างๆ ที่ทำให้บริษัทมีมูลค่าเพิ่มขึ้น

  4. ความเสี่ยงด้านภูมิศาสตร์ (Geopolitical risks) เนื่องจากเหมืองที่บริษัทได้รับสัมปทานของประเทศหนึ่งๆ มีความเกี่ยวข้องกับรัฐบาล ซึ่งหากรัฐบาลมีความไม่มั่นคง อาจจะนำไปสู่การประท้วง การต้องหยุดผลิต หรือร้ายแรงถึงขั้นยึดครองสัมปทานคืนได้ ซึ่งจะส่งผลประทบกับบริษัทโดยตรง

  5. นโยบายการป้องกันความเสี่ยง (Hedging policies) หลายครั้งที่บริษัทเหมืองมีการทำสัญญาขายเอาไว้ ซึ่งอาจส่งผลทั้งเชิงบวกและลบต่อบริษัท หากราคาทองคำมีการเคลื่อนไหว


แม้ว่าการลงทุนใน “ทองคำแท่ง” และ “หุ้นเหมืองทองคำ” จะมีประเด็นที่แตกต่างกันไม่น้อย แต่หลายครั้งที่การลงทุนทั้งสองมีความเคลื่อนไหวในทิศทางเดียวกัน เพียงแต่ “หุ้นเหมืองทองคำ” จะมีความผันผวนสูงกว่า ฉะนั้นผู้ลงทุนควรเลือกลงทุนให้เหมาะสมกับกลยุทธ์การลงทุน และสัดส่วนการลงทุนในสินทรัพย์ทางเลือกที่กำหนดไว้ด้วย ที่สำคัญต้องไม่ลืมคำนึงถึงระดับความเสี่ยงที่ตนเองรับได้ด้วยครับ


ติดตามความรู้และข่าวสารสมาคมนักวางแผนการเงินไทย ได้ที่ [email protected],สมาคมนักวางแผนการเงินไทย Facebook Fanpageและ www.tfpa.or.th

พิชญา ซุ่นทรัพย์

นักวางแผนการเงิน CFP®