Official Update :

โพยหุ้นน่าสะสม รับอานิสงส์วัคซีนทางเลือก

การระบาดของ COVID-19 ในประเทศไทยยังมีความรุนแรงอย่างต่อเนื่อง จนทำให้มีผู้เสียชีวิตเพิ่มขึ้นทุกวัน ซึ่งปัญหาเหล่านี้จะคลี่คลายลงได้ คือ “การฉีดวัคซีน” เพื่อยับยั้งการระบาดของ COVID-19 แต่นับจากการระบาดในระลอกที่ 3 มาจนถึงปัจจุบันเกือบจะ 2 เดือนแล้ว การฉีดวัคซีนยังมีความล่าช้าอีกเช่นเคย


จนกระทั่งล่าสุดประเทศไทยเริ่มเห็นแสงสว่างที่ปลายอุโมงค์จากประเด็นที่ร้อนแรงในขณะนี้ คือ ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ โดยราชกิจจาฯ ประกาศราชวิทยาลัยจุฬากรณ์สามารถนำเข้าและจำหน่าย วัคซีนเองได้ทุกยี่ห้อไม่ต้องผ่านรัฐบาล โดยนักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ ไอร่า จำกัด (มหาชน) ระบุว่า มีมุมมองเชิงบวกต่อประเด็นดังกล่าว


โดยราชกิจจานุเบกษาประกาศราชวิทยาลัยอุฬากรณ์สามารถนำเข้าวัคซีน ยา เวชภัณฑ์ อุปกรณ์ทางการเพทย์ และอื่นๆ ที่จำเป็นได้ โดยคำนึงถึงประโยชน์ที่ประชาชนจะได้รับเป็นส่าคัญ และให้อำนาจในการตกลงความร่วมมือกับหน่วยงานของรัฐหรือเอกชนทั้งในและต่างประเทศ อีกทั้งการที่รัฐบาลเปิดช่องทางการลงทะเบียนที่หลากหลายมากขึ้น เป็นปัจจัยบวกต่อการกระจายวัคซีนต้านไวรัส COVID-19 ในประเทศ ช่วยหนุนทิศทางตลาดหุ้นไทย โดยเฉพาะหุ้นในกลุ่ม Re-opening Theme ฟื้นตัวกลับขึ้นได้อีกครั้ง


ขณะที่นักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ ไทยพาณิชย์ จำกัด ระบุว่า มีมุมมองผลกระทบต่อวัคซีนทางเลือกที่ ร.พ. เอกชนจัดหาว่ากลุ่มเป้าหมายต่างกัน โดยวัคซีนจาก ร.พ. รองรับความต้องการของ ปชซ. ที่ต้องการวัคซีน Moderna เป็นวัคซีนหลักหรือเป็นวัคซีนเพิ่มเติม (เข็ม 3) คาดเริ่มให้บริการในไตรมาส 3/64 อีกทั้งยังไม่ได้รวม upside จากการให้บริการวัคซีนของ ร.พ.เอกชนไว้ในประมาณการฯ



หุ้นเปิดธีมเปิดเมืองรับอานิสงส์

ด้านนักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ เอเซีย พลัส จำกัด บอกว่า กระแสการลงทะเบียนฉีดวัคซีนดีมาก  หนุนตลาดหุ้นและหุ้นเปิดเมืองความคืบหน้าของการกระจายวัคซีนที่มีอยู่อย่างต่อเนื่อง โดยรวมทั้งหมด  ASPS จึงประเมินว่า หากกระแสการลงทะเบียนฉีดวัคซีนยังมีอยู่อย่างต่อเนื่อง อาจส่งผลให้จำนวนผู้ลงทะเบียนรายใหม่มีสูงกว่าจำนวนวัคซีนที่นำเข้ามา ในบางเดือนได้ เช่น เดือน มิ.ย. 2564 ตามแผนจะนำวัคซีนเข้ามา 6 ล้านโดส แต่อาจมีผู้ลงทะเบียน 10 ล้านคน


ซึ่งหากเกิดขึ้นจริง ASPS เชื่อว่าจะเป็นแรงผลัดดันให้รัฐเร่งเดินหน้าจัดหาวัคซีนเพิ่มเติม โดยเฉพาะวัคซีนทางเลือก เพื่อรองรับความต้องการวัคซีนที่มีอยู่สูง ซึ่งจะช่วยให้กิจกรรมเศรษฐกิจสามารถฟื้นตัวกลับมาได้เร็วขึ้น และเป็น Sentiment บวกต่อหุ้นเปิดเมือง เช่น กลุ่มสายการบิน (AOT) กลุ่มท่องเที่ยวและโรงแรม (MINT), กลุ่มค้าปลีก (CPALL, CRC, BJC, SPVI), กลุ่มธนาคาร (KBANK, BBL), กลุ่มบันเทิง (MAJOR) โดยวันนี้เลือก MINT, CPALL, KBANK เป็นหุ้น Toppick 


ส่วนประเด็นอื่นๆที่ตลาดหุ้นให้ความสำคัญ คือ วันที่ 1 มิ.ย. ที่ประชุม OPEC meeting ตลาดรอ ซึ่งจะมีผลต่อแนวโน้มราคาน้ำมันดิบโลก และหุ้นกลุ่มพลังงาน อาทิ PTT, PTTEP และในวันเดียวกัน ในไทย คือ ประชุมครม. จะพิจารณาอนุมัติ มาตรการกระตุ้นการบริโภคครัวเรือนที่เคยพูดถึงในช่วงก่อนหน้า อาทิ คนละครึ่งเฟส 3 , มาตรการยิ่งช็อปบิ่งได้ E- Vchore  ถือเป็น Sentiment บวกต่อหุ้นค้าปลีก อาทิ  CPALL, MAKRO, BJC, SPVI  


นอกจากนี้ ประเมินความคาดหวังของมาตรการต่างๆข้างต้น ดีต่อเศรษฐกิจ และเป็น Sentiment ตลาดหุ้นไทย โดยหุ้นที่ได้ประโยชน์จากมาตรการ (โดยเฉพาะในส่วนเยียวยา) คือ 1) กลุ่มค้าปลีก เช่น CPALL, CRC, HMPRO, BJC  2.)กลุ่มการเงิน เช่น MTC, SAWAD, TIDLOR เป็นต้น โดยในวันนี้เลือก CPALL เป็น 1 ในหุ้น Toppick ของ ASPS


กลยุทธ์เน้นสะสมหุ้นเปิดเมือง หรือมีแนวโน้มการฟื้นตัวที่ชัดเจนขึ้นในช่วงที่เหลือของปี อย่าง KBANK, CPALL, MINT เป็น Toppick


CPALL (ราคาเป้าหมาย 74.00 บาท) การลงทะเบียนฉีดวัคซีนทาง 7-Eleven และการต่อสัญญาตั้ง 7-Eleven ในสถานีบริการน้ำมันอีก 10 ปี ถือเป็นปัจจัยหนุนต่อราคาหุ้นในช่วงนี้ ขณะที่แนวโน้มกำไรงวดไตรมาส 2/64 ธุรกิจค้าปลีกทั้งหมดยังน่าจะคาดหวังการฟื้นตัวลำบาก แต่เชื่อว่าจะเป็นจุดต่ำสุดแล้ว โดยนับจากงวดครึ่งหลังปี 64 คาดว่าจะฟื้นตัวต่อเนื่อง หลังการกระจายวัคซีน คาดหนุนกำลังซื้อ+ท่องเที่ยวทยอยกลับมาอีกครั้ง


KBANK (ราคาเป้าหมาย 155.00 บาท) หลังจากหมดแรงกดดันจากการปรับพอร์ตตาม MSCI บวกกับตัวธุรกิจได้รับประโยชน์จากเศรษฐกิจฟื้นตัวเป็นลำดับต้นๆ ทำให้ KBANK กลับมาน่าสนใจอีกครั้ง  โดยลูกหนี้เข้าร่วมมาตรการช่วยเหลือ ณ สิ้นงวด 1Q64 อยู่ที่ 14% ของพอร์ตสินเชื่อ (3.2 แสนล้านบาท) ลดลงจาก 19% ของพอร์ตสินเชื่อ ณ สิ้นปี 2563 ขณะที่คุณภาพสินทรัพย์ยังอยู่ในการบริหารจัดการ ด้าน Credit Cost ยังสอดคล้องกับประมาณการทั้งปี และเชื่อว่ายังมีความเป็นไปได้หลัง ธ.พ. เปิดเผยว่าลูกหนี้เข้าร่วมมาตรการฯ ตั้งแต่เริ่มมาตรการฯ มีความเสี่ยงอยู่ราว 6 หมื่นล้านบาท ต่ำกว่าตัวเลข Sensitivity แม้เผชิญการระบาดระลอกใหม่                 


MINT (ราคาเป้าหมาย 34.00 บาท) แนวโน้มขาดทุนเริ่มลดลงช่วงครึ่งหลังปี 64 หลังวัคซีน COVID-19 กระจายครอบคลุมประชากรในยุโรปมากขึ้น เอื้อต่อ NH Hotel ที่ฐานลูกค้าเป็น Domestic ราว 70% - 75% นอกจากนี้ MINT เตรียมทำ Asset rotation ผ่านสินทรัพย์ของ NH Hotel ช่วงไตรมาส 23/64 เชื่อว่าจะได้รับเงินสดสุทธิอย่างน้อย 200 ล้านยูโร ช่วยเสริมสถานะการเงินของ NH Hotel แข็งแกร่งขึ้น อีกทั้งราคาหุ้น MINT ยัง Laggard SET Index โดยตั้งแต่ เม.ย. 64 จนถึง 27 พ.ค.64 ปรับตัวลง 1.6% มากกว่า SET ที่ปรับตัวลง 0.2% ถือว่าตอบรับปัจจัยลบมากพอสมควร



This’s Alano

“มุ่งแสวงหาข่าวสาร สร้างสรรค์ผลงานอย่างถูกต้อง เพื่อนำเสนอให้นักลงทุนได้อ่าน”