7 หุ้น ตระกูล ปตท.ผลงานปีนี้ จะเป็นอย่างไรเมื่อราคาน้ำมันขึ้น

เป็นที่แน่นอนว่า เมื่อราคาน้ำมันดิบปรับตัวเพิ่มขึ้นก็แสดงท้อนไปยังราคาหุ้นของกลุ่มเครือปตท.ทุกบริษัท ซึ่งโดยปกติหรือตามหลักธุรกิจหลักของกลุ่มบริษัทเครือปตท.นั้นก็จะประกอบธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับน้ำมันเป็นหลักไม่ว่าจะเป็น PTTEP ที่ดำเนินธุรกิจผลิตและสำรวจปิโตรเลียม ซึ่งมีทั้งก๊าซธรรมชาติ(ราคาจะปรับเพิ่มขึ้นตามราคาน้ำมัน) รวมถึงกลุ่มธุรกิจที่มีทั้งโรงกลั่นและปิโตรเคมีอย่าง PTTGC,IRPC รวมถึงเจ้าของโรงกลั่นน้ำมันรายใหญ่ของไทยอย่าง TOP


ดังนั้นเมื่อบริษัทในเครือปตท.มีผลประกอบการที่ออกมาในทิศทางที่เติบโต ก็ย่อมสะท้อนไปยังบริษัทแม่อย่าง PTT ที่ถือหุ้นอยู่ในกลุ่มบริษัทเป็นอันดับหนึ่ง ค่อยปันผลรับรู้ส่วนแบ่งกำไรจากผลประกอบการรวมเข้ามาอยู่ด้วย ทั้งนี้หากย้อนกลับไปดูราคาน้ำมันดิบดูไบสิ้นปี 63 จากการรายงานของ PTT พบว่าอยู่ที่ 44.6 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล


ขณะที่ล่าสุดระดับราคาน้ำมันดิบเริ่มทยอยปรับตัวเพิ่มขึ้นมาต่อเนื่องจนในไตรมาส 1 /64 รายงานจาก PTT ระบุว่า ราคาน้ำมันอยู่ที่ 60 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรลไปแล้วนั่นก็แสดงให้เห็นว่าผลประกอบการโดยรวมของกลุ่มปตท.จะมีทิศทางที่ดีขึ้น ซึ่งจะช่วยให้สามารถพลิกกลับมีกำไรจากสต็อกน้ำมัน รวมถึงค่าการกลั่นหรือ GRM สามารถกระตุกขึ้นจากในระดับต่ำด้วยเช่นกัน


ประกอบกับล่าสุด ราคาน้ำมันดิบบวกต่อรับตัวเลขภาคการผลิตสดใสและ OPEC+ คงแผนการผลิตตามเดิม: ราคาน้ำมันดิบ WTI เพิ่มขึ้นปิดที่ระดับ 67.72 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล หลังจีนและสหรัฐรายงานดัชนี PMI ภาคการผลิตเดือน พ.ค.เพิ่มขึ้นแข็งแกร่ง ส่วน OPEC+ Meeting มีมติคงแผนการผลิตตามเดิมคือเพิ่มกำลังการผลิต 7 แสนบาร์เรลในเดือน มิ.ย. และ 8.4 แสนบาร์เรลในเดือน ก.ค.


ทั้งนี้เราจะพานักลงทุนมาดูกันว่าแนวโน้มธุรกิจและผลงานที่คาดว่าแต่ละบริษัทจะทำได้นั้นเป็นอย่างไรบ้าง และอะไรที่เป็นปัจจัยบวกเฉพาะตัวของในแต่ละบริษัท รวมถึงคำแนะนำจากนักวิเคราะห์หลายสำนักที่มีมีมุมมองต่อหุ้นในกลุ่มบริษัทปตท. และปิดท้ายที่บทสรุปแล้วว่ากำไรของบริษัทแต่ละแห่งในปีนี้จะเติบโตได้มากน้อยเท่าไหร่เมื่อเทียบกับปี 63



PTT

บริษัทหลักทรัพย์ แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ จำกัด (มหาชน) มองว่าปัจจัยแวดล้อมของธุรกิจก๊าซ น้ำมัน และปิโตรเคมีในปี นี้เป็นบวกมากขึ้นเมื่อเทียบกับปีก่อน โดยคาดปริมาณขายก๊าซจะเติบโต 1% จากปีก่อน และเติบโต เฉลี่ย3.2% ภายใน 5 ปี ข้างหน้าจากความต้องการของภาคไฟฟ้าและอุตสาหกรรมปิโตรเคมีและด้วยราคาต้นทุน Pooled Gas น่าจะทรงตัว แต่ราคาขายจะปรับสูงขึ้นตามราคาน้ำมันดิบและราคาปิโตรเคมี ก็จะทำให้กำไรปีนี้ของธุรกิจเติบโตสูง


ขณะที่ธุรกิจ E&P คาดปริมาณขายเติบโต 14% จากปีก่อน ตามโครงการใหม่จาก M&A และราคาขาเฉลี่ยสูงขึ้น ด้านธุรกิจปิโตรเคมีและโรงกลั่นคาด Singapore GRM สูงขึ้นเป็น 2.0-2.5 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล และสเปรดผลิตภัณฑ์ปิโตรเคมีสูงขึ้น และธุรกิจค้าปลีกน้ำมันจะขยายสถานีบริการน้ำมันและกาแฟอเมซอนอย่างต่อเนื่อง


ทั้งนี้ราคาหุ้นยังปรับขึ้นช้ากว่าบริษัทย่อยอื่น แนะนำ“ซื้อ” เรายังมองเหมือนเดิมว่าราคาหุ้น PTT ยังไม่ตอบสนองต่อแนวโน้มธุรกิจที่ดีขึ้นมากในปีนี้และปรับตัวช้ากว่า บ.ย่อยอย่างมาก และซื้อขายด้วย P/B เพียง 1.15x ซึ่งต่ำกว่าค่าเฉลี่ยย้อนหลัง 10 ปีที่1.45 เท่า ประเมินราคาเป้าหมายที่ 46.50 บาท



PTTEP

บริษัทหลักทรัพย์ ดีบีเอส วิคเคอร์ส (ประเทศไทย) จำกัด มองว่า PTTEP ได้ประโยชน์จากราคาน้ำมันที่ปรับขึ้นโดยตรง เนื่องจากทำธุรกิจสำรวจและผลิตน้ำมันและก๊าซ โดยแนวโน้มกำไรไตรมาส 2/64 ยังแข็งแกร่งจากแหล่งโอมาน แปลง 61 โดยเมื่อ มี.ค.64 บริษัทเข้าลงทุน 20% ซึ่งทำให้กำลังการผลิตในระบบเพิ่มขึ้นอีก12% จากปัจจุบันที่3.8 แสนบาร์เรลต่อวัน


โดยในเบื้องต้นประเมิน Core profit ไตรมาส 2/64  ไว้ที่ 1 หมื่นล้านบาท ขยายตัว 26% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน และเพิ่มขึ้น167% จากไตรมาส 1/64 จากราคาขายที่เพิ่มขึ้น และการลงทุนโอมาน แปลง 61ซึ่งกลุ่มโอเปกพลัสจะผลิตน้ำมันดิบเพิ่มขึ้น 2.14 ล้านบาร์เรลต่อวันในช่วง 3 เดือนข้างหน้า เนื่องจากอุปสงค์ฟื้นตัวหลังมีการใช้วัคซีนโควิดมากขึ้น


ทั้งนี้คาดการณ์กำไรสุทธิปี 64 จะเติบโต 61% จากปีก่อนและขยายตัวต่อเนื่องอีก23% ในปี65 โดยประมาณการอัตราผลตอบแทนเงินปันผลปี64-65 ไว้ที่ 3.0% และ 3.7% ตามลำดับ ซึ่งแนะนำซื้อ ให้ราคาพื้นฐาน 145 บาท



TOP

บริษัทหลักทรัพย์ เคทีบีเอสที จำกัด (มหาชน) ระบุว่า คาดธุรกิจโรงกลั่นจะฟื้นตัวในช่วงครึ่งหลังของปี เราคงมุมมองว่าธุรกิจโรงกลั่นจะได้ประโยชน์จาก crack spread ที่ฟื้นตัวจากอุปสงค์ของผลิตภัณฑ์หลักๆที่ฟื้นตัว เช่น gasoline จะถูกผลักดันด้วย ฤดูกาลขับรถ (driving season) ส่วน jet fuel จะมีปัจจัยบวกจากการเดินทางระหว่างประเทศที่สูงขึ้น


ขณะที่ diesel น่าจะได้ผลดีจากกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่ฟื้นตัวหลังจากมีการใช้วัคซีน COVID-19 อย่างไรก็ดี เราคาดว่า Market GRM ในไตรมาส 2/64 อาจจะได้รับผลกระทบจาก crude premium ที่มีแนวโน้มสูงขึ้นได้


ด้าน Aromatics และ Lube base oil น่าจะยังได้ผลดีจากการปิดซ่อมบำรุงในภูมิภาคในไตรมาส2/64 โดยเราเชื่อว่ากำไรขั้นต้นจากการผลิตของกลุ่ม (market GIM) ของอีกสองธุรกิจหลักจะยังอยู่ในระดับที่สูงในจากส่วนต่างราคาผลิตภัณฑ์ (price spread) ที่ได้รับผลดีจากการปิดซ่อมบำรุงของคู่แข่งในภูมิภาคเอเชียและตะวันออกกลาง



ดังนั้นยังคงประมาณการกำไรฟื้นตัวในปี 64-65 โดยประเมินว่าในปี 64 จะพลิกกลับมามีกำไรสุทธิ 5.5 พันล้านบาท จากขาดทุนสุทธิ 3.3 พันล้านบาทในปี 63 หลักๆจาก 1) Market GRM ที่ฟื้นตัวจากอุปสงค์ที่สูงขึ้นของผลิตภัณฑ์ gasoline หลังมีการแจกจ่ายวัคซีน COVID-19 ทั่วโลก 2) crude intake ของโรงกลั่น ที่สูงขึ้น 3) กำไรจากสต๊อกน้ำมันตามแนวโน้มราคาน้ำมันดิบที่สูงขึ้น YoY


สำหรับปี 65 เราคาดว่ากำไรของ TOP จะโตขึ้นต่อเนื่องเป็น 8.5 พันล้านบาท เพิ่ม 54% จากปี 64  โดยเราเชื่อว่า Market GRM จะสูงขึ้นต่อเนื่องจาก crack spread ที่ดีขึ้นในทุกผลิตภัณฑ์ โดยเฉพาะ jet fuel ที่น่าจะเห็นการฟื้นตัวที่ชัดเจนจากอุปสงค์ที่เพิ่มขึ้นตามจำนวนเที่ยวบินระหว่างประเทศหลังวัคซีน COVID-19 มีการใช้ครอบคลุมทั่วโลกแล้ว


คงราคาเป้าหมายปี 64 ที่ 70 บาท อิง  PBV 1.20x (5-yr avg. PBV) เราเชื่อว่าธุรกิจโรงกลั่นของ TOP จะฟื้นตัวกลับมาอย่างแข็งแกร่งตามอุปสงค์ของผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมที่น่าจะสูงขึ้นตั้งแต่ครึ่งหลังของปี 64  หลังจากมีการใช้วัคซีน COVID-19 ทั่วโลก



PTTGC

บริษัทหลักทรัพย์ เมย์แบงก์ กิมเอ็ง (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) ให้มุมมองว่าผู้บริหารคาดราคา HDPE จะยังดีในครึ่งหลังของปี 64 ที่ระดับ 1,000-1,100 เหรียญสหรัฐต่อตันโดยได้รับปัจจัยหนุนจากราคาน้ำมันดิบที่สูงขึ้น เราคาดว่าจะเห็นผลประกอบการที่แข็งแกร่งจากธุรกิจโอเลฟินส์ในช่วงที่เหลือของปี


ในขณะที่การปรับปรุงการดำเนินการกลั่นจะหนุนการเติบโตในช่วงครึ่งปีหลัง จากการฟื้นตัวของค่าการกลั่นไตรมาส 1/64 ของ PTTGC ดีที่สุดในบรรดาคู่แข่ง เนื่องจากไม่ได้รับภาระจากการเพิ่มขึ้นของต้นทุนน้ำมันดิบ ME (ส่วนผสมน้ำมันดิบ: 0% ME หันไปใช้ของสหรัฐฯ, แอฟริกาตะวันตก) ด้วยต้นทุนนน้ำมันดิบ ME ที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง และในไตรมาส 2/64 ค่าการกลั่นของ PTTGC จะแซงหน้าคู่แข่ง


สำหรับกลยุทธ์ระยะยาวของ PTTGC คือ Performance chemicals เติบโตเป็น 25% (ปัจจุบัน 10%) ของกลุ่มผลิตภัณฑ์เคมีทั้งหมดผ่าน M&A ส่วนรายได้จากการขายหุ้น GPSC 13% ตามแผน (กระแสเงินสด 2.5 หมื่นล้านบาท) จะช่วยสนับสนุนทิศทางนี้ โฟกัสแบบกว้างคือโพลีเมอร์ประสิทธิภาพสูง (HPP) และสารเคลือบ / กาว เรามีมุมมองบวก เนื่องจากอัตรากำไร EBITDA ของ Performance chemicals อยู่ที่ 20% โดยมีความผันผวนที่จำกัด


คงคำแนะนำ ซื้อ เพิ่มราคาเป้าหมาย จาก 75 บาทเป็น 85 บาท (P /B ปี 64 ที่ 1.2 เท่า) เราเพิ่มคาดการณ์กำไร EPS ปี 64 ขึ้น 91% เพื่อสะท้อนสมมติฐานราคาเคมีที่สูงขึ้น  ด้วยแนวโน้มธุรกิจเคมีภัณฑ์เป็นบวกและสเปรดโดยรวมจะยังคงอยู่ในระดับที่ดีมากในปี 64 แม้ว่าจะลดลงบ้างในครึ่งปีหลัง โดยโอเลฟินส์มีสัดส่วน 50-60% ของ EBITDA และน่าจะประโยชน์จากราคาน้ำมันดิบที่สูงขึ้นในช่วงที่เหลือของปี PTTGC ยังคงเป็นหนึ่งในหุ้นเด่นจากน้ำมันดิบขาขึ้นและฐานะการเงินที่มั่นคง



IRPC

บริษัทหลักทรัพย์ ฟิลลิป (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ทางฝ่ายคาดแนวโน้มการดำเนินงานปกติไตรมาส 2/64 ยังดีต่อเนื่องจากส่วนต่างราคาผลิตภัณฑ์ส่วนใหญ่ที่ ยังอยู่ในระดับที่ดีโดยเฉพาะกลุ่มปีโตรเคมีที่ได้ผลบวกจากการทยอยฉีดวัคซีนในประเทศต่าง ๆ ส่งผลให้อุปสงค์กลับมาฟื้นตัว เช่นเดียวกับกลุ่มปิโตรเลียมจะได้ผลบวกจากการใช้กำลังการผลิตเพิ่มขึ้น


อีกทั้งการดำเนินงานในไตรมาส 1/64 ที่ออกมาดีกว่าคาดทำให้ทางฝ่ายปรับประมาณการขึ้นจากเดิม โดยปรับสมมติฐานราคาน้ำมันและ Market GIM ขึ้นจากเดิม ปรับกำไรสุทธิเพิ่มเป็น 10,458 ล้านบาทเพิ่มขึ้น อย่างมีนัยจากปีก่อนขาดทุน 6, 152 ล้านบาท แม้คาดอุปสงค์ดีต่อเนื่องหลัง COVID-19 คลี่คลาย แต่คาดว่าจะเห็นอุปทานเพิ่มขึ้นทั้งจากกลุ่มปิโตรเลียมและปิโตรเคมีดังนี้


ขณะที่กลุ่มปิโตรเลียม คาดอุปสงค์ปี 2564 +5.5 ล้านบาร์เรลต่อวัน ส่วนอุปทานคาด 3.2 ล้านบาร์เรลต่อวันหลัก ๆ จากการกลับมาผลิตเพิ่มขึ้นตามมติการประชุมของโอเปกที่จะเพิ่มการผลิต 3.5 แสนบาร์เรลต่อวันในเดือน มิ.ย. และเพิ่มอีก 4.41 แสนบาร์เรลในเดือน ก.ค. 64


อีกทั้งอยู่ระหว่างพิจารณายกเลิกมาตรการคว่ำบาตรอิหร่านซึ่งจะมีการประชุมในวันที่ 24 มิ.ย นี้ หากยกเลิกจริงจะทำให้อิหร่านกลับมาส่งออกน้ำมันได้ราว 1-2 ล้านบาร์เรลต่อวัน คาดค่าการกลั่น (GRM) ในครึ่งปีหลังจะดีขึ้นจากปัจจัยหนุนได้แก่อุปสงค์การใช้น้ำมันสำเร็จรูปทั้งแก๊สโซลีน, น้ำมันอากาศยานและดีเซลเพิ่มขึ้น แม้คาดต้นทุนน้ำมัน (Crude Premium) จะเพิ่มขึ้นตามอุปสงค์เช่นกัน


ส่วนกลุ่มปิโตรฯ คาดส่วนต่างราคาผลิตภัณฑ์ทั้งสายอะโรเมติกส์และโอเลฟินส์จะลดลงหลัก ๆ จากอุปทานเพิ่มขึ้นโดยเฉพาะในครึ่งปีหลัง โดยกลุ่มอะโรเมติกส์ PX จะมีกำลังการผลิตใหม่เพิ่มขึ้นราว 2.7 ล้านตัน ขณะที่อุปสงค์ + 1 ล้านตัน ส่วน BZ มีกำลังการผลิต +1.8 ล้านตันแต่หากอุปทานจะ+2.5 ล้านตัน เช่นเดียวกับกลุ่มโอเลฟินส์จะมีกำลังการผลิตใหม่เพิ่มเข้ามาเช่นกัน


โดยบริษัทตั้งเป้าจะผลิตสินค้ามูลค่าเพิ่มมากขึ้นเพื่อลดผลกระทบจากความผันผวนของราคาสินค้าที่ผลิตในปัจจุบัน โดยมีเป้าหมายจะเพิ่มสัดส่วนกลุ่มดังกล่าวให้เป็น 30% ในปี 2567 จากปีก่อนที่มีอยู่ 17% โดยจะเน้นการขายไปกลุ่มอุตสาหกรรมที่มีการเติบโตสูงเช่น การแพทย์, รถยนต์,เครื่องใช้ไฟฟ้า เป็นต้น ซึ่งในส่วนนี้ได้ขยายการลงทุนทั้งจากธุรกิจเดิมที่ดำเนินการอยู่โดยมีการขยายกำลังการผลิตกลุ่ม ABS 6.000 ตัน/ปีคาดจะผลิตได้ในปีนี้


รวมถึงการลงทุนร่วมกับ PTT เพื่อร่วมกันรุกสินค้าใหม่ "ผ้าไม่ถัก ไม่ทอ"  (Non-woven Fabric) และวัสดุสิ้นเปลืองทางการแพทย์ (Medical Consumables) คาดว่าบริษัทดังกล่าวจะสามารถดำเนินการผลิตเชิงพาณิชย์ภายในไตรมาส 4 ปี 2564 ซึ่งจะช่วยเพิ่มกำไรให้บริษัทได้มากขึ้น


ทางฝ่ายยังคงมุมมองบวกต่อการดำเนินงานที่ยังดีต่อเนื่องตามอุปสงค์ตลาดโลกที่ฟื้นตัว แม้อาจมีความกังวลต่ออุปทานใหม่ที่จะทยอยเพิ่มขึ้น แต่การปรับลดคำใช้จ่ายและเพิ่มประสิทธิภาพภายในจะช่วยให้การดำเนิ่นงานไม่แย่อย่างปีที่ผ่านมา และคาดว่า IRPC เป็นหนึ่งในหุ้นที่คาดว่าจะกลับมาซื้อขายใน SET50 อีกครั้งจึงเป็นอีกปัจจัยที่หนุนราคาหุ้นได้ ทางฝ่ายคงแนะนำ "ซื้อเก็งกำไร" ปรับราคาพื้นฐานเป็น 4.50 บาท



GPSC

บริษัทหลักทรัพย์ ฟิลลิป (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) พิจารณาจากแผนการลงทุนโครงการไฟฟ้าในปี 65-67 พบว่าปีนี้ 64 มีเพียงโครงการ Solar ไต้หวัน 25 MWe (ตามสัดส่วนการถือหุ้น) อยู่ระหว่างเซ็นสัญญาใน 2064 และ Rayong Waste Energy 9.8 Mwe ทำให้กำลังการผลิตตามส่วนการถือหุ้น (Mwe) ปีนี้ทรงตัวจากปีก่อนที่ 4,766 MWe


ขณะที่ปี 2565 กำลังการผลิต (Mwe) ลดลง 2% เป็น 4,652 MWe เนื่องจาก Glow Energy 2-SPPp 281MWe หมดอายุสัญญา 1Q65 แต่มี SPP Replacement เฟส 1 กำลังผลิต 192 Mwe มาเติมไตตรมาส 4/65 ทำให้สุทธิแล้วยังชดเชยที่หมดอายุไปไม่หมด และส่วนการผลิตใหม่มาเติมปลายปี ทำให้กำลังการผลิตในไตรมาส2/65 และไตรมาส3/65 ต่ำลงจากปี 64 ขณะที่ในปี 66 กำลังการผลิตจะกลับมาเพิ่มขึ้น 5% เป็น 4,902 MWe จากโครงการผลิตไฟฟ้าจากกากน้ำมัน Energy Recovery Unit 250 MWe


ทั้งนี้ GPSC กำลังอยู่ในช่วงลงทุนรอกำลังการผลิตใหม่มาเติม ทำให้ทางฝ่ายประเมินรายได้ปี 64 และ 65 ลดลง 5% และ 6% ก่อนที่กลับมาเติบโต 15% ในปี 66 ทั้งนี้ ต้นทุนพลังงานที่ต่ำมากในปี 63 เริ่มปรับขึ้นตามราคาน้ำมัน ทำให้ Margin อ่อนลง แต่โครงสร้างสัญญาขายไฟที่เป็น IPP กว่า 45% ซึ่งทางผู้ซื้อไฟ EGAT จะรับภาระต้นทุนพลังงาน ทำให้ Margin ไม่ได้ลดลงมาก ในเวลาเดียวกัน ส่วนแบ่งกำไร้จาก บ. ร่วมโรงไฟฟ้าพลังน้ำ มีแนวโน้มดีขึ้นจากปี 63 ที่น้ำแล้งมากผิดปกติ


สำหรับแนวโน้มกำไรยังเติบโตได้ในปี 66 จากช่วงที่อ่อนลงในปี 64-65 ทั้งนี้ ประมาณการมีโอกาสปรับขึ้นจากโครงการใหม่ที่อยู่ระหว่างการศึกษาหรือเจรจาซื้อกิจการ ซึ่งเป็นนโยบายของ บ. แม่ PTT ที่ให้ GPSC เป็นแกนนำในการขยายกำลังการผลิตไฟฟ้าเป็น 8,000 MWe อีก 10 ปีข้างหน้า ทางฝ่ายคาดว่าจะมีโครงการใหม่เข้ามาในช่วง 1-2 ปีเป็นส่วนเพิ่มของประมาณการได้


ส่วนหลังจากโรงงานผลิตหน่วยกักเก็บพลังงาน (Energy Storage Unit) กำลังผลิต 30 MWh สร้างเสร็จไตรมาส4/63 คาดว่าราวไตรมาส2/64 จะเริ่มทยอยผลิตออกมาขายทดลองทำการตลาดได้ โดยช่วงต้นจะขายให้ บ.ในเครือก่อน เนื่องจากเป็นช่วงทดลอง ยังไม่ได้ขนาดเชิงพาณิชย์ ผลกำไรยังต่ำในช่วง 1-2 ปีนี้


อย่างไรก็ตาม ทางบริษัทเข้าลงทุน บ. ผลิตแบตเตอรี่ รถยนต์ AXXIVA ประเทศจีน ซึ่งทำตลาดในจีน ทางบริษัทคาดการร่วมมือธุรกิจทำให้ GPSC จะขยายการทำธุรกิจแบตเตอรี่ รถยนต์ได้ดีขึ้น นอกจากนี้ล่าสุด PTT ทำ MOU กับ FOXCONN ตั้งโรงงานผลิตรถยนต์ไฟฟ้าเจาะตลาดในไทยและภูมิภาค ทำให้มองว่า PTT จริงจังกับธุรกิจนี้ และน่าจะสร้างห่วงโซ่อุปทานให้ GPSC ในการผลิตแบตเตอรี่


ดังนั้นประเมินกำไรส่วนเพิ่มของ GPSC จากธุรกิจนี้จะยังไม่ชัดเจน แต่เชื่อว่าในเชิงกลยุทธ์ ทางฝ่ายเห็นเป็นแหล่งรายได้และกำไรใหม่ในช่วง 2-3 ปีข้างหน้า แนวทางการเติบโตธุรกิจโรงไฟฟ้ายังไปตามคาด และมีลุ้นโครงการใหม่เป็นปัจจัยเร่งใน 2H64 อีกทั้งการขยับมาน้นการลงทุนธุรกิจรถ EV ของ PTT สร้างความชัดเจนต่อการเข้าสู่ธุรกิจ EV ของ GPSCได้ชัดเจนขึ้นในฐานะเรือธงธุรกิจ EV ของกลุ่ม PTT ราคาหุ้นยังไม่สะท้อนมูลค่าของธุรกิจ EV โดยล่าสุดซื้อขายต่ำกว่าราคาพื้นฐาน ที่ประเมินจากส่วนลดกระแสเงินสดธุรกิจไฟฟ้าไม่รวมธุรกิจ EV คงคำแนะนำ "ทยอยซื้อ" ราคาพื้นฐาน 82 บาท



OR

ผู้บริหารยังยืนยันแผนเปิดสถานีบริการใหม่อีก 110 แห่ง และร้าน Cafe Amazon ใหม่อีก 420 ร้านในปีนี้ แม้ว่าจะ COVID-19 จะกลับมาระบาดอีกระลอกตั้งแต่เดือนเมษายนเป็นต้นมา ทั้งนี้ในไตรมาส 1/64 บริษัทเปิดสถานีบริการน้ำมันใหม่เพียง 11 แห่ง และเปิดร้านกาแฟใหม่เพียง 67 ร้านเท่านั้น ซึ่งต่ำกว่าเป้าที่วางไว้ แต่อย่างไรก็ตาม บริษัทมีแผนจะเร่งเปิดสถานีบริการและร้านกาแฟเพิ่มอีกในครึ่งหลังของปี 64 เมื่อสถานการณ์ COVID-19 ดีขึ้น


ทั้งนี้ OR จับมือเป็นพันธมิตรกับโอ้กะจู๋ โดยบริษัทถือหุ้น 20% และจะทำการออกสินค้าใหม่อย่างเช่น แซนด์วิช ซึ่งจะเริ่มวางจำหน่ายที่ร้าน Café Amazon จำนวน 18 ร้านในไตรมาส2/64 นอกจากนี้ บริษัทยังมีแผนจะเปิดดำเนินการเชิงพาณิชย์อีกสามโครงการใหม่ด้วยได้แก่ โรงเบเกอรี่จากส่วนกลาง, โรงงานผสมผงเครื่องดื่ม และศูนย์กระจายสินค้าในไตรมาส 3/64 ซึ่งโครงการเหล่านี้จะช่วยเพิ่มอัตรากำไรขั้นต้นของธุรกิจที่ไม่ใช่น้ำมันของ OR จากการเปลี่ยนการจัดซื้อผลิตภัณฑ์เบเกอรี่จากภายนอก 100% (ในปัจจุบัน) มาเป็นจัดซื้อจากภายนอก 70% และผลิตเองจากเบเกอรี่ของบริษัท 30%


ยังคงคำแนะนำถือ และประเมินราคาเป้าหมายปี 2565 ที่ 30 บาท อิงจาก P/E ที่ 25.0x แต่อย่างไรก็ตาม การที่ COVID-19 กลับมาระบาดระลอกสามในประเทศไทยตั้งแต่เดือนเมษายนเป็นต้นมา จะส่งผลกดดันผลประกอบการของ OR ในไตรมาส 2/64





Maratronman

เดินทางสู่โลกใหม่ ค้นหาสิ่งใหม่ นำเสนอมุมใหม่ กับเรื่องราวใหม่