Official Update :

หุ้น SET 100 P/E ต่ำ 10 ยังมีอยู่ !! สแกน 10 หุ้นที่อาจเป็นโอกาสลงทุน

ตลาดหุ้นไทยยืนเหนือ 1,600 จุด ซึ่งอยู่ในจุดที่หลายคนมองว่าแพง แต่แท้จริงแล้วอาจมีโอกาสที่ซ่อนอยู่นะ โดยเฉพาะในกลุ่มหุ้นขนาดใหญ่ 100 อันดับแรกในตลาดหลักทรัพย์ หรือ กลุ่ม SET100 ที่หากค้นหาจริงๆเรายังพบหุ้นที่มีระดับ P/E ที่ต่ำ ทำให้วันนี้ WEALTHY THAI มาช่วยค้นหาโอกาสลงทุนในหุ้น P/Eต่ำ 10 เท่า


ดัชนีที่สูงบางครั้งก็เป็นเพียงแค่ดัชนี แต่ในหุ้นรายตัวบางครั้งมีโอกาสที่น่าลงทุน โดยเฉพาะในกลุ่มหุ้น SET100 ที่มักจะได้รับโอกาสที่ดีก่อนจากเม็ดเงินต่างชาติที่จะไหลเข้า ยิ่งโอกาสที่ประเทศไทยเดินหน้าฉีดวัคซีนป้องกัน COVID-19 ที่อาจเป็นความหวังของการเปิดประเทศอีกครั้งหนึ่ง


เมื่อหันมาดูหุ้นในกลุ่ม SET100 ที่มีระดับ P/E ต่ำมีความน่าสนใจหลายหุ้นเลยทีเดียว โดยใน 3 อันดับแรกที่เราพบว่า ระดับ P/E ที่ต่ำคือ STA มีระดับ P/E 4.57 เท่า   AP มีระดับ P/E 5.43 เท่า  TASCO มีระดับ P/E  6.42 เท่า     



STA ยังน่าสนใจ

STA ยังเป็นหุ้นที่อยู่ในสายตาของนักลงทุน บล.ฟิลลิป แนะนำ “ซื้อ” ปรับราคาพื้นฐานเป็น 52.50 บาท ผู้บริหารแจ้งความต้องการยางกลับมาเพิ่มขึ้นอีกครั้งจาก 1) COVID-19 ที่เกิดขึ้น ส่งผลให้คนใช้รถยนต์ส่วนตัวมากขึ้น 2) อุปสงค์ทั้งยางล้อทดแทนและ EV เพิ่มขึ้น 3) สต็อกยางจากผู้ใช้รายใหญ่อย่างจีนลดลง 4) ผู้ผลิตยางที่สำคัญอย่างอินโดนีเซียได้รับผลจากโรคใบร่วงมาตั้งแต่ปีก่อนหน้าและยังไม่กลับสู่ภาวะปกติส่งผลให้อุปทานยางในอินโดลดลงราว 1 ล้านตัน และ 5) ความต้องการใช้น้ำยางข้นเพิ่มขึ้น หลังความต้องการถุงมือยางขยายตัวมากซึ่งเป็นอีกปัจจัยที่หนุนทั้งปริมาณและราคาขายเพิ่มขึ้น 


โดยปัจจุบันบริษัทมีการขายล่วงหน้าไปถึงเดือน ส.ค. แล้วทำให้แนวโน้มการดำเนินงานช่วงที่เหลือของปีในกลุ่มยางธรรมชาติยังดีต่อเนื่อง



ปรับประมาณการปี
2564 ขึ้นจากเดิม 15% ทั้งจากธุรกิจหลักและบ.ลูกอย่าง STGT

จากแนวโน้มการดำเนินงานในกลุ่มยางธรรมชาติที่ดีขึ้น ทั้งจากปริมาณความต้องการใช้ที่ฟื้นตัวอย่างแข็งแกร่งจากที่กล่าวมาข้างต้น และส่งผลให้ราคาขายปรับขึ้นในทิศทางเดียวกันทำให้ทางฝ่ายได้ปรับประมาณการผลการดำเนินงานปี 2564 ขึ้นจากเดิม โดยปรับเป้าปริมาณขายในธุรกิจยางธรรมชาติเพิ่มเป็น 1.29 ล้านตัน เพิ่มขึ้น 4% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ภายใต้ราคาขายเพิ่ม 16% และปรับ margin ขึ้นจากราคาขายเฉลี่ยที่สูงขึ้น


อีกทั้งได้มีการปรับการดำเนินงานในกลุ่มถุงมือยางเพิ่มขึ้นเช่นกัน คาดยอดขายเพิ่มขึ้น 64% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน  ที่ 124,025 ล้านบาท ภายใต้การเพิ่มขึ้นของยอดขายทั้งจากธุรกิจยางธรรมชาติและถุงมือยาง และคาดว่าแนวโน้ม margin ดีขึ้นจากราคาขายเฉลี่ยเพิ่มขึ้น ปรับกำไรสุทธิเพิ่มเป็น 21,144 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 122% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน  



คาดอุปสงค์ยางธรรมชาติปี
2564 เพิ่ม 7%จากช่วงเดียวกันของปีก่อน  

IRSG คาดปริมาณอุปสงค์ยางตลาดโลกปี 2564 จะเพิ่มขึ้น 7% อยู่ที่ 13.41 ล้านตัน ขณะที่อุปทานเพิ่มขึ้น 4% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน อยู่ที่ 13.51 ล้านตันส่งผลให้มีอุปทานส่วนเกินที่ 1แสนตัน ซึ่งลดลงจากปีก่อนหน้าที่ 3.7 แสนตัน โดยผู้บริโภคหลักอย่างจีนซึ่งมีสัดส่วนการบริโภคราว 42% ของอุปสงค์ในตลาดโลกคาดว่าความต้องการยังเพิ่มต่อเนื่อง รวมถึงเศรษฐกิจโลกที่ฟื้นตัวหลัง COVID-19 คลี่คลายส่งผลให้อุปสงค์ในประเทศอื่น ๆ ฟื้นตัวได้ดีเช่นกัน



ปรับเพิ่มคำแนะนำเป็น “ซื้อ” ปรับราคาพื้นฐานเป็น
52.50 บาท

ทางฝ่ายคาดปี 2564 ยังเป็นปีที่ดีของ STA จากการดำเนินงานที่ดีขึ้นในกลุ่มยางธรรมชาติ อีกทั้งยังได้ส่วนช่วยจากการดำเนินงานที่ดีของ STGT มาสนับสนุนและทำให้กำไรของบริษัททำสถิติสูงสุดได้อีกครั้ง และยังให้ผลตอบแทนเงินปันผลราว 7% ต่อปี ณ ราคาปัจจุบันทางฝ่ายปรับเพิ่มคำแนะนำเป็น“ซื้อ” ปรับราคาพื้นฐานเพิ่มเป็น 52.50 บาท      



AP กำไรผ่านจุดสูงสุดไปแล้ว

หุ้นที่มีระดับ P/E ต่ำสุดอันดับที่ 2 คือ หุ้นกลุ่มอสังหาริมทรัพย์ อย่าง AP โดยบล.กรุงศรี  แนะนำ ถือ ราคาเป้าหมาย 8.9 บาท พวกเขามองว่า กำไรผ่านระดับสูงสุดไปแล้วโดยที่ผ่านมา AP รายงานกำไรที่แข็งแกร่งที่ 1.4พันล้านบาท เพิ่มขึ้น 49% จากไตรมาสก่อน  และ 127% จากปีก่อน ผลประกอบการดีกว่าคาดการณ์ของเราและตลาด 19% และ 12% ประเด็นบวกมาจาก ยอดโอนที่อยู่อาศัยสูงกว่าคาด โดยเฉพาะโครงการแนวราบซึ่งทำระดับสูงสุดใหม่ที่ 8พันลบ. เพิ่มขึ้น 37% qoq และ 83% yoy อัตรากำไรขั้นต้นที่อยู่อาศัยอยู่ในระดับที่ดีที่ 31.5% ลดลง yoy จาก 32% โครงการแนวราบมีแนวโน้มเชิงบวกจากการระบาด Covid-19 รอบใหม่


จากผลการดำเนินงานที่แข็งแกร่งในไตรมาสที่1 เราปรับคาดการณ์กำไรปี FY21-23 ขึ้น 8%, 2% และ 9% ตามลำดับ รายได้การโอนจากโครงการแนวราบมีแนวโน้มสูงกว่าที่เราประเมินไว้ก่อนหน้านี้ และโครงการแนวราบของ AP มีแนวโน้มเชิงบวกจากความนิยมผู้บริโภคที่เปลี่ยนมายังที่อยู่อาศัยที่มีพื้นที่ใช้สอยมากขึ้น โดยเฉพาะหลังการระบาดของ Covid-19 รอบใหม่ในปีนี้ อัพไซด์จำกัดจากการปรับตัวขึ้นล่าสุด ปรับคำแนะนำลงสู่ ถือ


ราคาเป้าหมายใหม่ของ AP ที่ 8.9 บาท หลังรวมผลประกอบการที่แข็งแกร่งจากโครงการแนวราบหลังการระบาดรอบใหม่ของ Covid-19 อย่างไรก็ตามอัพไซด์สู่ราคาเป้าหมายใหม่ของเราค่อนข้างจำกัด หลังราคาหุ้นปรับตัวขึ้นในรอบ 2 เดือนที่ผ่าน 



TASCO ความต้องการสินค้ายังสูง

ด้านหุ้น P/E อันดับที่ 3 อย่าง TASCO มีความน่าสนใจอย่างราคาน้ำมันที่ปรับเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง โดย บล.ทิสโก้ประเมินหุ้น TASCOว่า ผลประกอบการ ไตรมาสที่1 อ่อนแอกว่าคาดจากการปิดปรุงโรงกลั่น 47 วัน ทำให้มียอดขายที่ต่ำแต่ในช่วงไตรมาสที่2 จะได้ประโยชน์จากการกลับมาดำเนินงานเป็นปกติ, เข้าสู่ช่วงไฮซีซั่นที่มีการเบิกจ่ายงบและอุปสงค์ในต่างประเทศที่เพิ่มขึ้น (เวียดนาม, กัมพูชา, ออสเตรเลีย และนิวซีแลนด์) ทำให้ผลประกอบการจะเพิ่มขึ้น จากไตรมาสก่อนนอกจากนี้ TASCO จะได้รับน้ำมันดิบ 5 รอบจาก 3 แหล่งเพียงพอไปจนถึง ไตรมาสที่ 4  ถึงแม้ต้นทุนจะเพิ่มขึ้น 20% และผลผลิตที่ได้จะอยู่ที่ 55 – 60% จากเดิมที่ 70% แต่ด้วยราคายางมะตอยในปัจจุบันที่สูง ทำให้บริษัทไม่ได้รับผลกระทบ และครึ่งปีหลังจะขึ้นกับราคายางมะตอยเป็นหลัก เราคาดยอดขายที่ 1.25 ล้านตัน หนุนโดยตลาดรายย่อยอัตรากำไรสูง


TASCO คาดยอดขายที่ 1.2 – 1.25 ล้านตันในปีนี้ เทียบกับ 1.75 ล้านตันในปี 2020 โดยบริษัท Thai Slurry Seal (TSS) ที่บริษัทถือหุ้นอยู่ 62.5% มีรายได้จากการปรับปรุงสภาพถนน 403 ล้านบาทใน ไตรมาสที่1 และอัตรากำไรขั้นต้นที่ต่ำ 4.8% แต่มีแนวโน้มดีขึ้นหลังได้งานรันเวย์สนามบินสุวรรณภูมิมูลค่า 5 พันล้านบาท นอกจากนี้ หากสหรัฐฯ เลิกการคว่ำบาตรเวเนซุเอลาหลังการเลือกตั้งในวันที่ 21 พ.ย. จะเป็นปัจจัยบวก รวมไปถึงการเลิกคว่ำบาตรอิหร่าน

ไชยรัตน์ ศรีสุข

บรรณาธิการหุ้นและการลงทุน Wealthythai.com