CPALL รับอานิสงส์เปิดเมือง กับเส้นทางปี 65 รายได้ทะลุ 6 แสนล้านบาท

ตัวเลขผู้ติดเชื้อและเสียชีวิตจาก COVID-19 ยังอยู่ในระดับสูงต่อเนื่อง โดยความหวังของการหยุดปัญหานี้ คือ “การฉีดวัคซีน” เพื่อยับยั้งการระบาดของ COVID-19 แต่นับจากการระบาดในระลอกที่ 3 มาจนถึงปัจจุบันยังมีความล่าช้า อย่างไรก็ตามการกระจายวัคซีนยังเดินได้ตามแผนที่รัฐบาลตั้งเป้าไว้ นักวิเคราะห์ต่างมองว่า ถือเป็น sentiment เชิงบวกต่อหุ้นเปิดเมือง หนึ่งในนั้นต้องมีชื่อยักษ์ใหญ่ร้านสะดวกซื้ออย่าง CPALL


สำหรับ CPALL หรือ บริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน) ผู้ดำเนินธุรกิจร้านสะดวกซื้อภายใต้เครื่องหมายการค้า 7-Eleven และให้สิทธิแก่ผู้ค้าปลีกรายอื่นในการดำเนินธุรกิจในประเทศไทย และลงทุนในธุรกิจสนับสนุนธุรกิจร้านค้าสะดวกซื้อ อาทิ ผลิตและจำหน่ายอาหารสำเร็จรูปและเบเกอรี่ ตัวแทนรับชำระเงินค่าสินค้าและบริการ รวมถึงการลงทุนในธุรกิจศูนย์จำหน่ายสินค้าแบบชำระเงินสดและบริการตนเองภายใต้ชื่อ "แม็คโคร"


ปัจจุบันเซเว่น อีเลฟเว่น มีร้านสาขารวมกว่า 12,000 แห่งทั่วประเทศ โดยมีสัดส่วนแบ่งเป็นร้านบริษัท 46% ผู้ร่วมทำธุรกิจร้านเซเว่น อีเลฟเว่น (Store Business Partner) 53% โดยแบ่งเป็นร้านในสถานีบริการน้ำมันปตท.14% โดยบริษัทตั้งเป้าจะขยายสาขารวมกว่า 700 แห่งต่อปี



วัคซีนหนุนเศรษฐกิจฟื้น

มุมมองของนักวิเคราะห์นักวิเคราะห์ บริษัท หลักทรัพย์ เอเซีย พลัส จำกัด ระบุว่า หากอิงจากแผนการนำเข้าวัคซีน ช่วงเดือน มิ.ย. – ธ.ค. 2564 จะพบว่ารัฐมีแผนจะนำเข้าวัคซีนเพิ่มอีกเดือนละ 5-20 ล้านโดส ถ้ากำหนดให้วัคซีนสามารถนำเข้าได้ตามแผนจริง ประเมินว่า ในเดือน มิ.ย. 2564 จะสามารถฉีดวัคซีนให้ประชาชนราว 6.55 ล้านราย (คำนวณจากจำนวนผู้ฉีดในเดือน พ.ค. 2564 บวกกับจำนวน วัคซีนที่นำเข้าในเดือน มิ.ย. 2564 หารด้วย 2 เพราะประชาชน 1 คน ต้องฉีด 2 โดส หรือ 3.55 + (6.55/2) = 6.55) และเป็นเช่นนี้ต่อไปเรื่อยๆ จนถึงเดือน ธ.ค. 2564 จะส่งผลให้ในเดือน ธ.ค. 2564 ไทยสามารถฉีดวัคซีนให้ประชากรเกือบ 40 ล้านราย ซึ่งครอบคลุมถึง 56% ของประชากรทั้งประเทศ 


ดังนั้นถ้าสถานการณ์เป็นไปตามที่ประเมินจะส่งผลให้ช่วยให้กิจกรรมเศรษฐกิจสามารถฟื้นตัวกลับมาได้ในช่วงที่เหลือของปีนี้ และเป็น Sentiment บวกต่อหุ้นเปิดเมือง เช่น กลุ่มสายการบิน (AOT) กลุ่มท่องเที่ยวและโรงแรม (MINT), กลุ่มค้าปลีก (CPALL, CRC, BJC, SPVI), กลุ่มธนาคาร (KBANK BBL), กลุ่มบันเทิง (MAJOR) โดยวันนี้เลือก MIN, KBANK เป็นหุ้น Toppick


โดยให้ราคาเป้าหมาย CPALL ที่ 74.00 บาท การลงทะเบียนฉีดวัคซีนทาง 7-Eleven และการต่อสัญญาตั้ง 7-Eleven ในสถานีบริการน้ำมันอีก 10 ปี ถือเป็นปัจจัยหนุนต่อราคาหุ้นในช่วงนี้ ขณะที่แนวโน้มกำไรงวดไตรมาส 2/64 ธุรกิจค้าปลีกทั้งหมดยังน่าจะคาดหวังการฟื้นตัวลำบาก แต่เชื่อว่าจะเป็นจุดต่ำสุดแล้ว โดยนับจากงวดครึ่งหลังของปี 64 คาดว่าจะฟื้นตัวต่อเนื่อง หลังการกระจายวัคซีน คาดหนุนกำลังซื้อ+ท่องเที่ยวทยอยกลับมาอีกครั้ง


ทั้งนี้บริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน) หรือ CPALL รายงานว่า ตามที่บริษัทได้ทำหนังสือแจ้งการเข้าทำสัญญาหลักความร่วมมือการดำเนินธุรกิจร้านค้าสะดวกซื้อ (7-Eleven) ในสถานีบริการน้ำมันกับ บริษัท ปตท.น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) หรือ OR โดยมีกำหนดระยะเวลาหลังจากครบอายุสัญญาเดิม ต่อเนื่องไปอีก 10 ปี โดยได้ทำสัญญาหลักความร่วมมือต่อเป็นรอบที่ 3 มีระยะเวลา 10 ปี ไป จนกระทั่งถึงปี 76



ครึ่งหลังจะเห็นการฟื้นตัวจาก
SSSG เป็นบวก

บริษัทหลักทรัพย์ โนมูระ พัฒนสิน จำกัด (มหาชน) ระบุว่า แนะนำ “TRADING BUY” ให้ราคาเป้าหมาย 68 บาท โดยมีมุมมอง Positive sentiment ต่อข้อตกลงต่อสัญญา "ร้านเซเว่น" ในปั๊ม PTT Station กับ OR อีก 10 ปี จะช่วยปลดล็อคความกังวลเกี่ยวกับความต่อเนื่องในการให้บริการของสาขาในปั๊ม PTT ที่ปัจจุบันมี 1,843 สาขา (15%ของสาขาทั้งหมด) ลงทันทีจากสัญญาเดิมที่จะเริ่มสิ้นสุดตั้งแต่ก.พ.66


ทั้งนี้ ตามสัญญาเก่าหาก ณ ปี 66 CPALL ไม่ได้รับต่อสัญญาการบริหารสาขาในปั๊ม จะมีผลให้สาขาร้าน 7-11ในปั๊ม PTT จะทยอยหายไปปีละ 100-200 สาขาต่อปีตั้งแต่ปี 66 ขึ้นไป จากสิ้นไตรมาส 1/64 จำนวนร้าน 7-11 ในปั๊มปตท.ปัจจุบันมีถึง 1,843 แห่ง คิดเป็น 15% ของร้านสะดวกซื้อทั้งหมด ซึ่งมองว่ากรณี worse case อาจส่งผลกระทบต่อสัดส่วนรายได้ราว 16-17% ของยอดขายร้านสะดวกซื้อ (~12%ของยอดขาย CPALL) และจะกระทบกำไรราว -12-13%/ปี


แต่ไม่กระทบเชิงปัจจัยพื้นฐาน เพราะเราและตลาดได้รวมในประมาณการว่าได้ต่ออายุอยู่แล้ว เนื่องจาก CPALL ยังมีความได้เปรียบกว่าการตัดสินใจบริหารร้านสะดวกซื้อภายใต้แบรนด์ตัวเอง (ร้านจิฟฟี่) ในมิติผลตอบแทนและอำนาจต่อรองในการซื้อสินค้า ทั้งนี้ ตามรูปแบบการลงทุนร้านสะดวกซื้อระหว่างกลุ่มปตท.และ CPALL เบื้องต้น OR เป็นผู้ลงทุนในทรัพย์สินหลักประเภทที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ในขณะที่ CPALL จะเป็นผู้จัดหาสินค้ามาขายทั้งหมด โดย CPALL จะจ่ายผลตอบแทนให้ปั๊มในรูปแบบส่วนแบ่งรายได้ ซึ่งจากการสอบถามข้อมูลเบื้องต้นทุกสาขาในปั๊มจะมีกำไรอยู่แล้ว


นอกจากนี้การปลดล็อกเงื่อนไขให้ OR สามารถขยายร้านจิฟฟี่ในปั๊มปตท.ได้มากขึ้นจากปัจจุบันที่มีเพียง 150-200 สาขา ทั้งนี้ประเมินว่าไม่ง่าย เนื่องจากโดยปกติการเปลี่ยนแปลงสัญญาในแต่ละครั้งที่เกิดขึ้นจะต้องยอมรับระหว่างคู่สัญญาทั้งสองฝ่าย (OR กับ CPALL) ก่อน


เชิงปัจจัยพื้นฐานเหมือนเดิม โดยมองว่า แม้โมเมนตั้มกำไรปกติไตรมาส 2/64 คาดจะไม่เด่นหดตัวทั้งช่วงเดียวกันของปีก่อน และจากไตรมาสแรก เพราะถูกกดดันจากโควิดระลอก 3 และมีค่าใช้จ่ายในการ refinance เงินกู้ระยะสั้นดีลซื้อโลตัสส่วนที่เหลือ ( 6.2 หมื่นล้านบาทจากไตรมาส 1/64 ที่ทำแล้ว 2.2 หมื่นล้านบาท) แต่เชื่อว่าจะเป็น Bottom คาดครึ่งหลังปี 64 จะเห็นการฟื้นตัวจาก SSSG จะเป็นบวกและต้นทุนดอกเบี้ยที่จะเริ่มลดลง จึงคงคาดกำไรสุทธิทั้งปี 64 จะเหลือ 1.41 หมื่นล้านบาท หดตัว 12%จากปีก่อน


ด้านนักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ ทิสโก้ จำกัด ระบุว่า เรายังคงแนะนำ “ซื้อ” ด้วยมูลค่าเหมาะสมที่ 70 บาท เนื่องจากราคาปัจจุบันต่ำเท่ากับต่อนการระบาดระลอก 1 อย่างไรก็ดี ไตรมาส 2/64  อาจแย่กว่าไตรมาส 2/63 แต่คาดจะค่อยๆ ปรับตัวดีขึ้น ปัจจัยหนุนราคาได้แก่ แนวโน้มการกลับมาของนักท่องเที่ยว คาดเริ่มเห็นในช่วงไตรมาส 3/64


โดยการระบาดระลอก 3 คาดกระทบไตรมาส 2/64  อย่างมาก แต่จะดีขึ้นช่วง ไตรมาส 3/64 การแจกจ่ายวัคซีนคาดจะเริ่มทำให้กลับมาดำเนินธุรกิจได้เหมือนเดิม นโยบายให้เงินช่วยเหลือจะคงต่อทั้งปีนี้ ซึ่งจะหนุน MAKRO แต่กดดัน CVS เราปรับ SSSG ลด จาก +2% เป็น -2% และคาดขยายสาขา 700 สาขา


สำหรับโลตัสเราเพิ่มค่าใช้จ่ายด้านดอกเบี้ยเป็น 1.23 หมื่นล้านบาท (vs 1.1 หมื่นลบ.ก่อนหน้านี้) เนื่องจากต้นทุนครั้งเดียวจากการสลับจาก bridge loan เป็นหุ้นกู้ ซึ่งคาดจะเกิดในช่วงไตรมาส 2/64  ทำให้กำไรน่าจะต่ำสุดในไตรมาสนี้ เราคาด CPRH จะมีค่าใช้จ่ายด้านดอกเบี้ยเพิ่มขึ้นเช่นกัน เราลดส่วนแบ่งกำไรปี 64 จากโลตัสลง 17% จากเหลือ 507 ล้านบาท จากการดำเนินงานที่อ่อนแอ



ปี
65 รายได้ทะลุ 6 แสนล้านบาท

เช่นเดียวกันกับนักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ เมย์แบงก์ กิมเอ็ง (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) ระบุว่า SSSG เดือน เม.ย. ดีขึ้นกว่า มี.ค. และเป็นบวกค่อนข้างมากเนื่องจากฐานต่ำในปีก่อน แต่ยังต้องติดตามเดือน พ.ค. ซึ่งมีการระบาดของโควิดมากขึ้น CPALL ยังคงเป้าหมายเปิด 700 สาขาในปีนี้ แต่หากการระบาดของโควิดยังไม่ดีขึ้น อาจมีการปรับเป้าให้เข้ากับสถานการณ์ CPALL จะรีไฟแนนซ์ Bridging loan เป็นหุ้นกู้ ซึ่งทำให้ค่าใช้จ่ายทางการเงินเพิ่มขึ้นในไตรมาส 2/64  แต่คาดว่าดอกเบี้ยจ่ายจะลดลงประมาณ 150 ล้านบาท/ไตรมาสตั้งแต่ไตรมาส 3/64 เป็นต้นไป


โดยคาดว่ากำไรจะฟื้นตัวในไตรมาส 3/64 จากการฉีดวัคซีนโควิดทำให้มีการเปิดเมืองมากขึ้น อีกทั้งคาดว่าจะได้อานิสงส์จากโครงการ ยิ่งใช้ยิ่งได้ จึงแนะนำซื้อ ราคาเป้าหมาย 67 บาท โดยคาดปี 64 จะมีรายได้ 585,496 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีก่อนที่อยู่ระดับ 546,364.02 ล้านบาท หลังจากนั้นปี 65 คาดเติบโตมาอยู่ที่ 623,659 ล้านบาท ขณะที่กำไรสุทธิปี 64 คาดอยู่ที่ 15,092 ล้านบาทลดลงจากปีก่อนที่อยู่ระดับ 16,102.42  ล้านบาท หลังจากนั้นปี 65 คาดเติบโตมาอยู่ที่ 19,230 ล้านบาท



This’s Alano

“มุ่งแสวงหาข่าวสาร สร้างสรรค์ผลงานอย่างถูกต้อง เพื่อนำเสนอให้นักลงทุนได้อ่าน”