หาคำตอบ!! นักลงทุนต่างชาติ ซื้อหุ้นไทยรอบนี้มาจริงหรือหลอก?

เมื่อวานนี้นักลงทุนต่างประเทศซื้อสุทธิ 2,846 ล้านบาทถือเป็นการซื้อต่อเนื่องอีก 1 วันจากก่อนหน้านี้ ดังนั้นถ้าย้อนดูตั้งแต่วันที่ 1-9 มิ.ย.64 จะพบว่านักลงทุนต่างชาติมียอดซื้อสุทธิตลาดหุ้นไทยไปแล้วกว่า 7,521 ล้านบาท และหากเทียบกับในกลุ่มประเทศ TIP (Thailand, Indonesia, Philippines) ตลาดหุ้นไทยมียอดซื้อสุทธิมากที่สุด นับตั้งแต่ในช่วงเวลาต้นเดือนมิ.ย.จนถึงปัจจุบัน ซึ่งถือว่าอยู่ในเกณฑ์ที่ดีหากเทียบกับกลุ่มประเทศเวียดนาม ไต้หวัน เกาหลีใต้ ที่ต่างชาติขายสุทธิ


แต่อย่างไรก็ตามหากย้อนกลับไปในช่วงตั้งแต่ต้นปีจนถึงปัจจุบันนี้ สถานะของนักลงทุนต่างชาติยังคงเป็น “ขายสุทธิ” กว่า 58,692 ล้านบาท ดังนั้นเองจึงเกิดคำถามว่าสาเหตุอะไรที่ทำให้นักลงทุนต่างชาติกลับเข้ามาซื้อสุทธิหุ้นไทยในช่วงของเดือนมิ.ย.นี้ และในระยะถัดไปต่างชาติจะซื้อต่อเนื่อง และมีโอกาสที่จะพลิกสถานะเป็นซื้อสุทธิได้หรือไม่ หรือซื้อแค่เพียงชั่วคราวในรอบนี้เท่านั้น


คุณชาญชัย พันทาธนากิจ ผู้ช่วยผู้อำนวยการ สายงานวิจัย บริษัทหลักทรัพย์ เอเซีย พลัส จำกัด ให้มุมมองว่า ปัจจัยหลักที่เม็ดเงินต่างชาติไหลเข้าตลาดหุ้นไทยในช่วงนี้คือความคืบหน้าของการกระจายปูพรมฉีดวัคซีนในประเทศ ซึ่งมีอัตราตัวเลขของผู้ที่ได้รับวัคซีนประมาณ 400,000 รายต่อวัน ในช่วง 2 วันที่ผ่านมา ดังนั้นจึงเป็น sentiment เชิงบวกต่อสถานการณ์การระบาดของเชื้อไวรัสโควิด19


หากดูสถิติตลาดหุ้นสหรัฐและตลาดหุ้นในทวีปยุโรปจะพบว่าปรับตัวเพิ่มขึ้น หลังจากที่มีการกระจายฉีดวัคซีนโควิด19 และครอบคลุม ซึ่งก็จะเห็นได้อย่างชัดเจนว่าเมื่อมีวัคซีนแล้วก็จะช่วยให้เม็ดเงินต่างชาติไหลเข้าสู่ระบบ เช่นเดียวกันตลาดหุ้นไทยที่เมื่อมีการกระจายฉีดวัคซีนก็ส่งผลให้มีการสร้างความเชื่อมั่น ช่วยดึงดูดกระแสเงินทุนจากต่างชาติ


แต่ในขณะเดียวกัน กระแสเม็ดเงินต่างชาติอาจจะถูกดึงกลับ หรือมีการชะลอตัวลงได้ หากการประชุมของธนาคารกลางสหรัฐในช่วงกลางเดือนมิ.ย.นี้ อาจจะมีมาตรการ QE Tapering หรือการปรับลดเม็ดเงินที่ใช้ในการกระตุ้นเศรษฐกิจ แต่อย่างไรก็ตามหากเกิดขึ้นจริงมองว่าจะไม่รุนแรงเหมือนในอดีตที่ผ่านมา ซึ่งสะท้อนจากในช่วงครั้งก่อนนักลงทุนต่างชาติซื้อสุทธิหุ้นไทยกว่า 2แสนล้านบาท แต่หลังจากการที่ QE ในรอบใหม่นี้ต่างชาติยังมีสถานะขายสุทธิหุ้นไทยกว่า 2แสนล้านบาท ซึ่งมองว่าไม่น่าจะมีผลกระทบที่รุนแรง


แต่ภาพของความหวังคือกระแสเม็ดเงินในระบบของไทย ที่ยังมีสภาพคล่องในระดับสูง มีโอกาสที่จะไหลเข้าสู่ตลาดหุ้นไทยได้เอง หากการกระจายวัคซีนมีวงกว้างมากขึ้น และจำนวนผู้ติดเชื้อที่ลดลง รวมถึงกิจกรรมทางเศรษฐกิจต่างๆในประเทศเริ่มฟื้นตัวขึ้น


โดยบทวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ เอเซีย พลัส จำกัด มองว่ากลยุทธ์แนะนำหุ้นพื้นฐานแข็งแกร่งขนาดใหญ่ ราคา Laggard ตลาด และยังมีปัจจัยบวกเฉพาะตัวหนุน BDMS, AOT และ ADVANC ซึ่ง 3 หุ้นนี้จะเป็นตัวที่โดดเด่น


สำหรับ ADVANC ได้เป็น Exclusive Partner กับDisney+ ให้บริการDisney+Hotstar ในไทย คาดสร้าง Sentiment เชิงบวกต่อราคาหุ้นและพื้นฐานในระยะกลาง-ยาว อีกทั้งคาดหวังฟื้นตัวได้ในครึ่งหลังของปี 64  จากผลบวก COVIDคลี่คลาย, 5G และช่องทางการเข้าถึงลูกค้าดีขึ้น ซึ่ง Fair Value ปัจุยันยังไม่รวม Upsideระยะยาวจากการเข้ามาช่วยต่อยอด GULF ผู้นำธุรกิจพลังงาน ภายหลังทำคำเสนอซื้อINTUCH บริษัทแม่ของ ADVANC แล้วเสร็จ ซึ่งประมินราคาเหมาะสม 220 บาท


ขณะที่ BDMS ผลประกอบการนับจาก 64 ต่อเนื่องปี 65 จะฟื้นตัวต่อเนื่องเนื่องจากผู้ป่วยส่วนใหญ่อยู่ในกทม.อีกทั้ง ครึ่งปีหลัง จากความคืบหน้าวัคซีนอาจหนุนผู้ป่วยไทยฟื้นตัวดีกว่าคาด ขณะที่ผู้ป่วย FIy-in คาดหวังทยอยฟื้นตัวบางส่วน คงคาดกำไรปกติปี 2564 โต 43% จากปีก่อน ฝ่ายวิจัยยังชื่นชอบ BDMS มากสุดในกลุ่มฯ จากธุรกิจที่แข็งแกร่งและมีเครือข่ายครอบคลุม มูลค่าพื้นฐานที่ 24 บาท ยังมี Upside ลงทุน 14%


ส่วน AOT น่าจะกลับมาเป็นหุ้นที่ตลาดสนใจอีกครั้งในระยะถัดไป จากความคืบหน้าการฉีดวัคซีนในแถบยุโรปและจีนที่ค่อนข้างรวดเร็ว, ในส่วนของไทย การเริ่มเปิดประเทศที่จะเริ่มจาก จ.ภูเก็ต ในเดือน ก.ค. 64 และมีสัญญาณที่ดีหลัง รัฐบาลมีแผนฉีดวัคซีนให้ครบ 100 ล้านโดสภายในสิ้นปี 2564 ซึ่งทำให้หุ้นสนามบินอย่าง AOT กลับมาน่าสนใจอีกครั้ง อีกทั้งราคาหุ้นปัจจุบันยัง Laggard SET Index อยู่มาก ปรับตัวขึ้นเพียง 4% จากต้นปีถึงปัจจุบัน ขณะที่ SET Index ปรับตัวขึ้นถึง 11.3% มูลค่าพื้นฐานที่ 67 บาท

Maratronman

เดินทางสู่โลกใหม่ ค้นหาสิ่งใหม่ นำเสนอมุมใหม่ กับเรื่องราวใหม่