7 หุ้นเด็ดที่รับประโยชน์ พ.ร.ก.กู้เงิน 5 แสนล้าน!!

ผ่านฉลุย!! กันไปเป็นที่เรียบร้อยแล้วสำหรับการลงมติ พระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจและสังคมจากการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019เพิ่มเติม วงเงินไม่เกิน 500,000 ล้านบาท


โดยมีรายละเอียด 3 แผนงาน คือ 1. แผนงานหรือโครงการที่มีวัตถุประสงค์เพื่อแก้ไขปัญหาการระบาดของ โควิด-19 เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับการแพทย์และสาธารณสุข การวิจัยและพัฒนาวัคซีนภายในประเทศ วงเงิน 30,000 ล้านบาท


2.แผนงานหรือโครงการที่มีวัตถุประสงค์เพื่อช่วยเหลือ เยียวยา หรือชดเชยให้แก่ประชาชนในทุกสาขาอาชีพ ซึ่งได้รับผลกระทบจากการระบาดของโควิด-19 เพื่อบรรเทาภาระค่าใช้จ่ายของประชาชน ช่วยผู้ประกอบอาชีพและผู้ประกอบการ สามารถดำเนินธุรกิจได้ต่อเนื่อง วงเงิน 300,000 ล้านบาท


3.แผนงานหรือโครงการที่มีวัตถุประสงค์เพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจและสังคมที่ได้รับผลกระทบจากการระบาดของ โควิด-19 เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายสำหรับแผนงาน หรือโครงการ เพื่อรักษาระดับการจ้างงาน กระตุ้นการลงทุนและการบริโภค วงเงิน 170,000 ล้านบาท


ทั้งนี้ในสายตาของนักลงทุนคงจะมองข้ามช็อตกันไปแล้ว เพราะรู้กันอยู่แล้วว่ายังไง พ...เงินกู้ฉบับนี้จะต้องผ่านสภาฯแน่นอน สำหรับช็อตถัดไปที่จะมองกันคือเมื่อมติผ่านแล้ว และจะมีการกระตุ้นเม็ดเงินเพื่อเข้าสู่ระบบนั้น ในกลุ่มอุตสาหกรรมใดจะได้ประโยชน์ และเป็นหุ้นตัวไหนที่น่าสนใจที่พอจะเลือกเข้าไปลงทุน


โดยรายงานบทวิเคราะห์จากบริษัทหลักทรัพย์ เมย์แบงก์ กิมเอ็ง (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) ระบุว่า เม็ดเงินที่จะถูกใช้ในการกระตุ้นการบริโภค เยียวยา ผลกระทบจาก COVID-19 ส่วนใหญ่เป็นสิ่งที่ตลาดรับรู้ จากการส่งสัญญาณและบางโครงการก็ได้รับการอนุมัติไปแล้วก่อนหน้านี้แต่ถือเป็นสิ่งที่ตอกย้ำให้เห็นภาพระยะยาวว่า


เศรษฐกิจไทยในช่วงครึ่งหลังของปี 64 จะถูกพยุงด้วยการบริโภคในประเทศต่อเนื่องและจะค่อยๆสามารถยืนระยะเทียบเคียงช่วงก่อน COVID-19 ได้โดยไม่ต้องพึ่งการช่วยเหลือจากภาครัฐ ตามด้วยการท่องเที่ยวจากต่างชาติจะเข้ามาเริ่มช่วยเสริมตั้งแต่ 1 ก.ค. เป็นต้นไป นั่นหมายถึงการกระตุ้นด้านการคลังครั้งนี้ด้วยเม็ดเงินที่สูงถึง 3% ของ GDP รอบนี้อาจจะเป็นครั้งสุดท้ายในวิกฤต COVID-19


ขณะที่ธุรกิจรายย่อยฐานรากที่ยังสามารถประคองตัวได้จนถึงปัจจุบัน น่าจะสามารถผ่านพ้นวิกฤต COVID-19 ซึ่งการระบาดระลอกที่ 3 น่าจะเป็นการระบาดที่รุนแรงเป็นระลอกสุดท้าย หลังประชาชนได้รับวัคซีน และนโยบายด้านการเงินจะยังผ่อนคลายต่อไปอีกระยะ และแนวโน้มดอกเบี้ย น่าจะทรงตัวที่ระดับปัจจุบัน ยังไม่มีความจำเป็นต้องปรับลงเพื่อกระตุ้น เพิ่มเติมจากสถานการณ์ COVID-19 ที่ค่อยๆผ่อนคลายลง และก็จะยังไม่ถูก ปรับขึ้นในระยะเวลาอันใกล้อย่างน้อยจนถึงสิ้นปี 64


หุ้นที่เกี่ยวข้องกับการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง

1) กลุ่มการบริโภคที่ได้แรงหนุนมาตรการกระตุ้น ชดเชยผลจาก COVID-19 น่าจะสามารถยืนระยะได้ที่ระดับใกล้เคียงกับปัจจุบัน (ช่วง 4 ไตรมาสที่ผ่านมา การบริโภคในประเทศมีมูลค่าเฉลี่ยประมาณ 1.4 ล้านล้านบาท ต่อไตรมาส)

2) กลุ่มที่เกี่ยวข้องกับการเปิดเมือง/ท่องเที่ยว/การใช้ชีวิตนอกบ้าน

3) กลุ่มที่มี Exposure ในธุรกิจฐานราก/รายย่อย

4) กลุ่มธุรกิจการเงิน


สำหรับหุ้นเด่นในกลุ่มดังกล่าว ได้แก่  KBANK ที่โดดเด่นที่สุดในกลุ่มธนาคาร ส่วนร้านอาหาร และห้างสรรพสินค้า คือ M, CPN สำหรับการอุปโภคบริโภคภายในประเทศ เลือก HMPRO ,BJC ขณะที่กลุ่มการเงินสินเชื่อ TIDLOR, MTC


โดยกลุ่มธนาคารอย่าง KBANK หรือ ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) ได้ประโยชน์ทางอ้อมจากมาตรการที่เน้นกระตุ้นการบริโภคธุรกิจรายย่อย/ฐานราก/จากสัดส่วนลูกค้าที่เป็น SMEs สูง ซึ่งแนวโน้มกำไรปี 2564-65 น่าจะขยายตัว 8-11% จากต้นทุนสินเชื่อที่ต่ำกว่าคาดและการเติบโตของรายได้ค่าธรรมเนียมที่สูงขึ้นในไตรมาส 1/64 บวกกับคุณภาพสินทรัพย์น่าจะดีต่อเนื่องจาก ไตรมาส 1/64 ที่ออกมาดีกว่าตลาดคาด โดยปัจจุบันซื้อขายที่ P/BV ไม่แพงระดับ 0.65 เท่า


ส่วนกลุ่มร้านอาหารและห้างสรรพสินค้า ได้แก่ บริษัท เอ็มเค เรสโตรองต์ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ M เป็นหุ้นที่น่าจะฟื้นตัวได้ค่อนข้างโดดเด่น จากสถานการณ์ COVID-19 ที่ผ่อนคลายและการเปิดเมืองจากสัดส่วนรายได้การนั่งทานอาหารในร้านเขตกรุงเทพฯและปริมณฑล สูงคิดเป็นกว่า 50% ของยอดขายบริษัท มีสภาพคล่องที่แข็งแกร่ง เพียงพอต่อการรองรับผลจากการระบาดระลอก 3 ได้


ขณะที่ บริษัท เซ็นทรัลพัฒนา จำกัด (มหาชน) แนวโน้มกำไรครึ่งหลังปี 64 น่าจะฟื้นตัว จากการให้ส่วนลดค่าเช่าลดลง ได้อานิสงค์บวกจากการเปิดเมืองและกระจายวัคซีนที่จะเร่งตัวขึ้นเรื่อยๆ รวมถึงการเปิดโครงการใหม่ยังคงเป็นไปตามแผนเพื่อรองรับการเติบโตในระยะยาว


ข้ามมากันที่กลุ่มการบริโภคภายในประเทศ เช่น HMPRO ถือเป็นหุ้นกลุ่มการบริโภคที่แนวโน้มฟื้นตัวตามกำลังซื้อ เศรษฐกิจที่ค่อยๆดีขึ้น ซึ่งแนวโน้มอัตรากำไรดีขึ้นจากการปรับปรงประสิทธิภาพที่ทำมาตลอดช่วงระยะเวลา 2-3 ปี สำหรับสาขาในมาเลเซียคาดว่าจะถึงจุดคุ้มทุนในปี นี้หลังจากขาดทุนมาต่อเนื่องมา 7 ปี


ด้าน BJC มีแนวโน้มกลุ่มธุรกิจสินค้าอุปโภคบริโภคฟื้นตัวจากการจับจ่ายใช้สอยที่ดีขึ้น ในขณะที่อัตรากำไรขั้นต้นก็ฟื้นตัวจากการปรับปรุงคุณภาพสินค้าอาหารสด และเน้นขายสินค้าที่มีอัตรากำไรดี ในส่วนของธุรกิจบรรจุภัณฑ์ได้ผลบวกจากกระแส Sustainable packaging และการเปลี่ยนจากการใช้กระป๋องเหล็กมาเป็นอลูมิเนียม อีกทั้งมีการผลิตกระป๋องขนาดใหม่ และการเติบโตของ Functional drink


ปิดท้ายกันที่กลุ่มการเงิน อย่าง TIDLOR ที่ความต้องการสินเชื่อยังสูง ผสานกับแนวโน้มรายได้จากธุรกิจนายหน้าประกันยังเติบโตดีต่อเนื่อง และมีความได้เปรียบด้านต้นทุนทางการเงิน


ขณะที่ MTC  ยังได้รับผลดีจากความต้องการสินเชื่อจำนำทะเบียนและสินเชื่อเช่าซื้อรถจักรยานยนต์ยังดีต่อเนื่อง ซึ่งแนวโน้มคุณภาพสินทรัพย์แข็งแกร่ง บวกกับรายได้ค่าธรรมเนียมโตดีจากค่าธรรมเนียมการติดตามหนี้ที่สูงขึ้น จึงคาดแนวโน้มกำไรขยายตัวที่ระดับ 12-15% ในปี 2564-2565



Maratronman

เดินทางสู่โลกใหม่ ค้นหาสิ่งใหม่ นำเสนอมุมใหม่ กับเรื่องราวใหม่