ส่องหุ้นบิ๊กเทคฯ ต่างประเทศ กับผลงานที่เข้าตา น่าสะสม

นักวิเคราะห์บริษัท หลักทรัพย์ เอเซีย พลัส จำกัด (บล.เอเซีย พลัส)ได้ออกมาประเมินถึง Valuation หุ้นชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ไทยที่แพง เมื่อเทียบกับผู้ประกอบการเทคโนโลยีต่างประเทศ แม้ภาพรวมธุรกิจหลักจะเติบโต แต่ได้สะท้อนในราคาหุ้นจนเกินมูลค่าพื้นฐานปี 64 ไปมากแล้ว


ไม่ว่าจะเป็น DELTA ที่ PER ปี 64 ที่ 86 เท่า

KCE       ที่ 33 เท่า

HANA    ที่  27 เท่า

SVI         ที่ 18 เท่า


เมื่อเทียบกับผู้ประกอบการเทคโนโลยีในต่างประเทศ ที่มีแบรนด์เป็นของตัวเอง อาทิ APPLE, SAMSUNG, GOOGLE และ FACEBOOK ที่ซื้อ ขายที่ PER เฉลี่ยราว 15-25 เท่า


โดยบอกว่า ความต้องการใช้ชิ้นส่วนฯ จะเติบโตต่อเนื่องถึงปี 2565 ภาพรวมอุตสาหกรรมชิ้น ส่วนอิเล็กทรอนิกส์จะเติบโตต่อเนื่องตามการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก โดย IMF คาดการณ์อัตราการเติบโต GDP โลกปี 64-65 ที่ 6% และ 4.4% เทียบกับปีก่อนหน้า ซึ่งจะหนุนให้ผู้บริโภคมีกำลังซื้อมากขึ้น ส่งผลบวกต่อแนวโน้มยอดขายอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ในปี 64-65 สะท้อนจากแนวโน้มอุตสาหกรรมยานยนต์อุตสาหกรรมโทรคมนาคมและเทคโนโลยี 5G ที่เติบโตอย่างมาก และอุตสาหกรรม Data center ที่ยังทรงตัวสูง


อ้างอิงได้จากข้อมูลจากสถาบันวิจัย International Data Corporation (IDC) คาดว่า ยอดขาย Semiconductor ทั่วโลกในปี 2564 จะเติบโต 13.0% สู่ระดับ 5.2 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐฯ นำโดยยอดขายอุปกรณ์ PC ที่มีแนวโน้มจะเติบโต 18.1% สู่ระดับ 357 ล้านเครื่อง และยอดขาย Smartphone ที่จะเติบโต 7.7% เป็น 1.4 พันล้านเครื่อง เติบโตจากปีก่อนหน้า


นอกจากนี้ Statista คาดการณ์ยอดขายรถยนต์ทั่วโลกในปี 2564 จะเติบโต 9.0% มาที่ 70 ล้านคัน และสถาบันวิจัย Quick-FactSet คาดการณ์ว่าแนวโน้มตลาด Global Semiconductor จะเติบโตต่อเนื่องไปถึงครึ่งปีแรกของปี 65 ส่งผลบวกต่อผู้ประกอบการชิ้นส่วนฯ ไทยที่มีกำลังการผลิตพร้อมรับคำสั่งซื้อที่เพิ่มขึ้นในอนาคต สอดคล้องกับผู้ประกอบการต่างประเทศที่แนวโน้มรายได้และกำไรเติบโตต่อเนื่องในปี 2564-65 สรุปได้ดังนี้


APPLE : Bloomberg Consensus คาดการณ์กำไรสุทธิปี 2564 จะเติบโตจากปีก่อนถึง 51.2%สู่ระดับ 8.6 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐฯ (งบปีสิ้นสุดที่ 30 ก.ย.) หนุนจากการแพร่ระบาดของโควิด-19 ทำให้คนจำเป็นต้องใช้อุปกรณ์เพื่อ Work from home มากขึ้นต่อเนื่อง อีกทั้งการออกสินค้าใหม่ๆ ได้แก่ iMac, iPad Pro, Apple TV 4K และ AirTag product หนุนแนวโน้มรายได้ปี 2564 ให้เติบโต 29.5% จากปีก่อน อย่างไรก็ตาม แนวโน้มกำไรสุทธิปี 2565 จะลดลงเล็กน้อย 0.7% จากปีก่อน เนื่องจากฐานกำไรสุทธิในปี 2564 ที่สูง และแนวโน้มค่าใช้จ่ายในการขายบริหารและค่า R&D ที่เพิ่มสูงขึ้น หักล้างยอดขายที่เติบโต ไปได้ทั้งหมด โดยให้ราคาเป้าหมาย 155.88 USD


SAMSUNG : Bloomberg Consensus คาดการณ์กำไรสุทธิ 2564-65 จะเติบโตจากปีก่อนถึง 70.8%  และ 27.1% สู่ระดับ 3.3 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐฯ และ 4.2 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ตามลำดับ สาเหตุมาจากความต้องการใช้ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ที่เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง โดยเฉพาะ Memory chip ในสมาร์ทโฟน 5G, Notebook PCs และData center หนุนจากการ Work from home


ส่งผลให้แนวโน้มรายได้รวมปี 2564-65 เติบโต 19.6% และ 10.4% ตามลำดับ เมื่อกับปีก่อนหน้า นอกจากนี้ SAMSUNG ยังมีแผนขยายกำลังการผลิตเพิ่มในสินค้าประเภท Semiconductor ในงวดครึ่งหลังปี 64 เพื่อมารองรับคำสั่งซื้อที่เพิ่มขึ้นอีกด้วย โดยให้ราคาเป้าหมาย 105,706 KRW


GOOGLE : Bloomberg Consensus คาดการณ์กำไรสุทธิ 2564-65 จะเติบโตถึง 48.2% และ 6.8% สู่ระดับ 5.9 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ และ 6.3 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ หนุนจากธุรกิจ Google Service อาทิ รายได้จากการยิง Search Advertising ในช่วงธุรกิจ E-commerce เติบโตมากในปัจจุบัน อีกทั้งยอดผู้ Subscribe ใน YouTube Premium และ Google Play ที่สูงขึ้น นอกจากนี้ยังมีรายได้จากค่าธรรมเนียม Google cloud ในยุค New normal ที่ต้องมีการใช้ Data center หนุนจากการ Work from home ส่งผลให้แนวโน้มยอดขายปี 2564-65 เติบโต 7.0% และ17.1 % ตามลำดับ เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า โดยให้ราคาเป้าหมาย 2,809.39 USD


FACEBOOK : Bloomberg Consensus คาดการณ์กำไรสุทธิปี 2564-65 จะเติบโตถึง 29.9% และ 17.5% สู่ระดับ 3.8 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐฯ และ 4.4 หมื่นล้าน ดอลลาร์สหรัฐฯ ตามลำดับ เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า หลักๆมาจากแนวโน้มรายได้ปี 2564-65 เพิ่มขึ้นถึง 34.8% และ 19.6% ตามลำดับ เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า จากค่าโฆษณาในช่องทาง Facebook และ Instagram ที่เติบโตจากการค้าขายผ่านทางออนไลน์เพิ่มขึ้น ทำให้มีการเปลี่ยนการโฆษณาจาก Traditional TV สู่ Digital Channel เพิ่มขึ้น โดยให้ราคาเป้าหมาย 384.07 USD


TENCENT : Bloomberg Consensus คาดการณ์กำไรสุทธิปี 2564-65 จะเพิ่มขึ้น 1.7% และ 17.7 % สู่ระดับ 2.3 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐฯ และ 2.8 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ตามลำดับ เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า หลักๆมาจากธุรกิจ Online gaming นำโดย HoK, PUBGM, Peacekeeper Elite และ Moonlight Blade นอกจากนี้ ยังมีธุรกิจ Fintech, Advertisingและ Cloud computing ที่เติบโตต่อเนื่องในยุค new normal หนุนจากการ Work from home ต่อเนื่องและการเข้าสู่โลก Digital ที่เพิ่มขึ้น โดยให้ราคาเป้าหมาย 767.01 HKD


MICROSOFT : Bloomberg Consensus คาดการณ์ทำไรสุทธิปี 2564-65 จะเพิ่มขึ้นถึง 33.3% และ 6.4% สู่ระดับ 5.9 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ และ 6.2 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ตามลำดับ เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า หลักๆมาจากรายได้จากธุรกิจ Cloud services ที่ยังคงแข็งแกร่งและเติบโตได้ดี หนุนการจาก work from home สะท้อนจากยอด Subscribe โปรแกรม Microsoft Azure และ Office 365 ที่เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ส่งผลให้แนวโน้มรายได้ปี 2564-65 เติบโต 16.2% และ 12.3% ตามลำดับ เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า โดยให้ราคาเป้าหมาย 295.19 USD


อย่างไรก็ตามยังมีปัจจัยเสี่ยงเรื่องชิพขาดแคลนและทิศทางค่าเงินบาทที่ต้องจับตามอง ทั้งนี้ แม้ความต้องการใช้อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์จะเติบโต แต่ฝ่ายวิจัยยังติดตามความเสี่ยง คือวัตถุดิบชิพขาดแคลน : แม้ทางด้าน Demand ของอุตสาหกรรมชิ้นส่วนฯโลกจะเติบโตอย่างชัดเจน


แต่ในฝั่งผู้ประกอบการกลุ่มชิ้นส่วนฯจะต้องเผชิญความเสี่ยงจากปัญหาขาดแคลนวัตถุดิบ โดยเฉพาะปัญหาชิพขาดแคลน จากความต้องการใช้ชิพที่เพิ่มขึ้นข้างต้น ซึ่งปัจจุบันส่งผลกระทบในหลายอุตสาหกรรมแล้ว ไม่ว่าจะเป็นรถยนต์ สมาร์ทโฟน คอมพิวเตอร์ และอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ต่างๆทั่วโลก จนทำให้บริษัทยักษ์ใหญ่อาทิ Ford, General Motor, Nissan รวมถึงApple ออกมายอมรับว่าต้องลดจำนวนการผลิตบางสินค้าลงไป



This’s Alano

“มุ่งแสวงหาข่าวสาร สร้างสรรค์ผลงานอย่างถูกต้อง เพื่อนำเสนอให้นักลงทุนได้อ่าน”