Official Update :

วิเคราะห์อนาคต CPN จะเป็นอย่างไร หากดีลซื้อ “SF” เกิดขึ้นจริง

กระแสข่าวใหญ่ของวันนี้ หลังจากที่ข่าวพาดหัวในหน้าหนังสือพิมพ์ระว่า บริษัท เซ็นทรัลพัฒนา จำกัด (มหาชน) หรือ CPN อยู่ระหว่างขั้นตอนการเข้าซื้อกิจการของบริษัท สยามฟิวเจอร์ดีเวลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) หรือ SF จาก บริษัท เมเจอร์ ซีนีเพล็กซ์ กรุ้ป จำกัด (มหาชน) หรือ MAJOR ในสัดส่วนที่ MAJOR ถืออยู่สัดส่วน 29% ประเด็นดังกล่าวจึงทำให้นักลงทุนหลายรายแตกตื่น กังวลว่าดีลนี้จะเกิดขึ้นจริงหรือไม่ และจะมีผลกระทบต่อราคาหุ้นอย่างไรบ้าง



ขณะเดียวกันเป็นที่แน่นอนว่าหากกระแสข่าวดังกล่าวยังไม่มีความชัดเจน อาจจะส่งผลต่อราคาหุ้นให้เคลื่อนไหวผันผวนชนิดที่ตื่นตระหนกแตกตื่น แต่อย่างไรก็ตามในช่วงเช้าก่อนตลาดหุ้นจะเปิดทำการซื้อขาย ทาง SF ในฐานะที่เป็นบริษัทที่จะถูกเข้าซื้อได้ชี้แจงต่อตลาดหลักทรัพย์ว่า “บริษัทยังไม่ได้รับแจ้งใดๆเรื่องการขายหุ้นของบริษัท”


ส่วนทาง CPN ในฐานะที่ถูกกล่าวอ้างว่าจะเป็นผู้ซื้อนั้น รายงานต่อตลาดหลักทรัพย์ว่า “อยู่ระหว่างศึกษาข้อมูล ซึ่งในปัจจุบันยังไม่มีข้อตกลงใด ๆ หากมีความชัดเจน” จะแจ้งสารสนเทศต่อตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยต่อไป อย่างไรก็ตามจะต้องจับตาดูว่าประเด็นข่าวนั้นจะเป็นจริงหรือไม่ หรือเป็นแค่เพียงกระแสข่าวลือเท่านั้น


ด้านนายกิจพณ ไพรไพศาลกิจ ผู้อำนวยการฝ่าย​วิเคราะห์และนักกลยุทธ์ บริษัทหลักทรัพย์ยูโอบี เคย์เฮียน (ประเทศไทย) ประเมินว่า หากดีลการซื้อขายดังกล่าวเกิดขึ้นจริงตามที่เป็นข่าวจะส่งผลดีต่อทุกฝ่ายที่มีส่วนเกี่ยวข้องทั้งในแง่ของผู้ซื้อและผู้ขาย รวมถึงผู้ที่ถูกขาย


โดยเฉพาะทาง CPN จะได้พื้นที่ให้บริการในโซนบางนาที่ปัจจุบันนี้ถือว่าเป็นโซนพื้นที่ ที่ยังทำได้ไม่ดี และหากจะต้องก่อสร้างศูนย์การค้าแห่งใหม่ก็อาจจะส่งผลต่อกระทบต่อการใช้บริการ เพราะแต่เดิมก็มีห้างเซ็นทรัล บางนาอยู่แล้ว และมีข้อจำกัดในด้านของการขยายโครงการใหม่ รวมถึงอาจจะต้องใช้งบประมาณที่สูงขึ้น จึงมองว่าการเข้าไปลงทุนก็น่าจะเป็นทางออกที่ดีที่สุด


แต่อย่างไรก็ตามจะต้องจับดูว่าดีลนี้จะเกิดขึ้นหรือไม่ เพราะทาง CPN มีอัตราหนี้สินต่อทุน (D/E) อยู่ที่ระดับ 2 เท่า ถ้าหากจะทำการเข้าซื้อจริง ก็อาจจะต้องใช้แหล่งเงินกู้หรืออีกหนึ่งทางเลือกคือจะต้องเพิ่มทุนบางส่วน เพราะว่าอาจจะต้องใช้เงินเงิน ซึ่งถ้าพิจารณาจะซื้อหุ้น SF ในสัดส่วน 29% นั้น ถ้าเป็นไปตามกฎของตลาดหลักทรัพย์แล้วจะต้องทำเทนเดอร์หุ้นของ SF ทั้งหมด ซึ่งนั่นหมายความว่าอาจจะต้องใช้เงินจำนวนมาก


สำหรับประเด็นบวกที่ทาง MAJOR ในฐานะที่เป็นผู้ขายหุ้นจะได้รับกระแสเงินสดเข้ามาช่วยบรรเทาผลกระทบที่เกิดจากการระบาดของเชื้อไวรัสโควิด19 ในช่วงที่ผ่านมา เนื่องจากในช่วงที่ผ่านมา MAJOR เป็นผู้เช่ารายใหญ่ของห้างสรรพสินค้า และอาจจะมีการค้างค่าเช่าจ่ายพื้นที่ ซึ่งในจุดนี้หากได้เม็ดเงินไปก็จะสามารถช่วยบรรเทาผลกระทบในช่วงที่ผ่านมาได้ ถึงแม้ว่าอาจจะสามารถขอผ่อนผันค่าใช้จ่ายได้ หากรอผลการดำเนินงานที่ฟื้นกลับมา แต่คาดว่าอาจจะใช้เวลานาน และในอนาคตก็จะสามารถเจรจากับเจ้าของพื้นที่เพื่อเพิ่มพื้นที่เช่าใหม่ๆได้ในอนาคต     

Maratronman

เดินทางสู่โลกใหม่ ค้นหาสิ่งใหม่ นำเสนอมุมใหม่ กับเรื่องราวใหม่