Official Update :

วิเคราะห์ดีล CPN ซื้อ “SF” ใครกันแน่ที่ได้ประโยชน์?

สรุปแล้วเป็นเรื่องจริงจนได้ หลังจากที่สัปดาห์ก่อนหน้านี้ มีกระแสข่าวลือว่าทาง บริษัท สยามฟิวเจอร์ดีเวลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) หรือ SF กำลังเนื้อหอม มีหลายบริษัทยักษ์ใหญ่ของไทยให้ความสนใจเข้าซื้อหุ้น ด้วยการไปสู่ขอหุ้นในสัดส่วน 29.58% จากทางบริษัท เมเจอร์ ซีนีเพล็กซ์ กรุ้ป จำกัด (มหาชน) หรือ MAJOR  เช่น บริษัท เซ็นทรัลพัฒนา จำกัด (มหาชน) หรือ CPN และบริษัท แอสเสท เวิรด์ คอร์ป จำกัด (มหาชน) หรือ AWC


โดยบทสรุปของดีลนี้ก็เป็นทางฝั่ง CPN ที่ได้หุ้นของ SF ซึ่งนางสาวอัมพาวีร์ ชมภูพงษ์เกษม เลขานุการ ระบุว่า คณะกรรมการบริษัท  มีมติให้เข้าทำสัญญาเข้าซื้อหุ้นสามัญของ SF จาก MAJOR โดย CPN จะเข้าซื้อหุ้น SF ต่อจาก MAJOR ทั้งหมด 647,158,471 หุ้น หรือ 30.36% ของหุ้นที่ออกและจำหน่ายแล้วทั้งหมดของ SF ในราคาซื้อขายหุ้นละ 12.00 บาท คิดเป็นจำนวนเงินทั้งสิ้น 7,765,901,652 บาท และจะลงนามในสัญญาซื้อขายหุ้นภายใน 30 วัน นับแต่วันที่บันทึกข้อตกลงซื้อขายหุ้นลงนามแล้วเสร็จ ซึ่งคาดว่าจะแล้วเสร็จภายในวันที่ 30 ส.ค.64


นอกจากนี้ภายหลังการเข้าทำธุรกรรมการซื้อหุ้นเสร็จสิ้น CPN ทำคำเสนอซื้อหุ้นที่เหลือทั้งหมดของ SF (เทนเดอร์ออฟเฟอร์) ในราคาเดียวกันกับราคาซื้อขายตามสัญญาซื้อขายหุ้นที่ราคาหุ้นละ 12.00 บาท ภายในวงเงินประมาณ 17,817 ล้านบาท ทำให้มูลค่าการทำธุรกรรมดังกล่าวรวมกันที่  25,583 ล้านบาท


สำหรับแหล่งเงินทุนที่ CPN จะใช้ในครั้งนี้มาจาก เงินทุนจากการกู้ยืม ซึ่งประโยชน์ที่จะได้รับจากการซื้อ SF คือ ส่งเสริมศักยภาพทางการเงินและเพิ่มฐานกระแสเงินสดให้แก่บริษัทฯ เพื่อสร้างผลตอบแทนให้แก่ผู้ถือหุ้นในระยะยาว และ เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันทางธุรกิจ รวมถึงการเข้าลงทุนในโครงการต่างๆ เพื่อช่วยให้อัตราการเติบโตทางธุรกิจและผลการดำเนินงานของบริษัทฯ เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ



CPN ลงทุนสร้างอาณาจักรเพิ่ม

คุณ​ประกิต สิริวัฒนเกตุ กรรมการผู้จัดการ บลจ.เมอร์ชั่นพาร์ทเนอร์ เปิดเผยว่า ดีลการลงทุนครั้งสำคัญของ CPN ในครั้งนี้มีความน่าสนใจ เนื่องด้วยทาง CPN นั้นมีแผนที่จะเสริมความแข็งแกร่งจะขยายการลงทุนในบริเวณพื้นที่โซนบางนา ถึงแม้ว่าก่อนหน้านี้จะมีโครงการเซ็นทรัลบางนาอยู่แล้ว แต่ยังไม่สามารถสร้างความแข็งแกร่งให้กับ CPNได้


อย่างไรก็ตาม เชื่อว่าในอนาคตจะมีการลงทุนโครงการขนาดใหญ่ของทางฝั่ง SF ซึ่งเชื่อว่าทาง CPN ก็อยากที่จะมีส่วนร่วมในการลงทุนโครงการขนาดใหญ่บริเวณโซนบางนา โดยขนาดของการลงทุนจะใกล้เคียงกับโครงการเมกาบางนา


นอกจากนี้มองว่าถึงแม้จะเป็นการลงทุนขนาดใหญ่มูลค่าหลักหมื่นล้านบาท แต่เชื่อว่าด้วยฐานทุนที่ทาง CPN มีเพียงพอที่จะใช้ในการลงทุนครั้งนี้ รวมถึงยังมีกรอบวงเงินกู้ที่จะสามารถกู้เงิน หรือการออก และเสนอขายหุ้นกู้เพิ่มเติมเพื่อมาใช้ในการลงทุนครั้งนี้ได้อย่างเพียงพอโดยที่ไม่มีความจำเป็นจะต้องเพิ่มทุน


ขณะเดียวกันดีลการซื้อหุ้น SF ในครั้งนี้ จะเป็นดีกับทางฝั่งผู้ขายอย่าง MAJOR ด้วยเช่นกัน เพราะในช่วงปีที่ผ่านมาและในไตรมาส 1 /64 ผลประกอบการของ MAJOR มีผลขาดทุน เพราะได้รับผลกระทบจากการระบาดของเชื้อไวรัสโควิด 19 ที่มีผลกระทบต่อบริษัทโดยตรง ดังนั้นดีลการขายหุ้นในครั้งนี้จะเป็นการช่วยเสริมสภาพคล่องให้กับทาง MAJOR ภายใต้สถานการณ์โควิด19 ที่ยังไม่รู้ว่าจะจบเมื่อไหร่



Win-Win Deal ...CPN

บริษัทหลักทรัพย์ เอเซีย พลัส จำกัด มองว่ากรณีที่ CPN ประกาศซื้อหุ้น SF สัดส่วน 30.36% จาก MAJOR ราคาหุ้นละ 12.00 บาท คิดเป็นมูลค่า 7,765.9 พันล้านบาท คาดแล้วเสร็จภายใน 30 ส.ค. 2564 และหลังจากนั้นต้องทำ Tender Offer หุ้นส่วนที่เหลือของ SF จำนวน 1,484.762 ล้านหุ้น หรือ 69.64% ในราคาเดียวกันที่ 12.00 บาท ภายในวงเงิน 17,817 ล้านบาท (ยังไม่ระบุระยะเวลาในการทำ Tender Offer) สำหรับแหล่งเงินทุนในธุรกรรมครั้งนี้มาจากกระแสเงินสดภายในและเงินกู้ยืม


อย่างไรก็ตามแม้การลงทุนครั้งนี้ที่ราคา 12 บาท สูงกว่าราคาปัจจุบันของ SF ที่ 11.60 บาท และราคา Book Value สิ้นไตรมาส 1/64 ที่ 7 บาท (หรือคิดเป็น PBV 1.7 เท่า ยังต่ำ PBV ของ CPN ที่ 3.2 เท่า) รวมมูลค่าทั้งสิ้น 2.58 หมื่นล้านบาท (หาก Tender Offer 100%) เทียบเป็น 11.5% ของมูลค่าสินทรัพย์สิ้นไตรมาส 1/64 ถือเป็นมูลค่าลงทุนที่สูง และทั้งหมดมาจากการแหล่งเงินกู้ แต่ CPN มีความพร้อมในการลงทุน พิจารณาจาก Net Gearing สิ้นไตรมาส 1/64 ต่ำที่ 0.5 เท่า คาดแผนลงทุนครั้งนี้ไม่นำไปสู่การเพิ่มทุนและกระทบเงินปันผล


สำหรับความสนใจของ CPN ในการลงทุนครั้งนี้ เนื่องจากมองถึงศักยภาพในสินทรัพย์ของ SF ที่จะช่วยขยายพอร์ตโครงการศูนย์การค้าใหม่เพิ่มมากขึ้น โดยให้น้ำหนักไปยัง Super Region Mall 2 แห่ง คือ เซ็นทรัล เวสต์เกต และ เมกะบางนา ซึ่งทั้ง 2 แห่งถือเป็นโครงการที่ประสบความสำเร็จ อีกทั้งยังต่อยอดการลงทุนร่วมกับอีเกีย ซึ่งเป็นผู้นำธุรกิจค้าปลีกของโลก รวมถึงยังสามารถเติมเต็มพอร์ต Community Mall และที่ดินรอการพัฒนาในทำเลศักยภาพสูงทั้ง CBD ในกรุงเทพฯ และหัวเมืองใหญ่ในต่างจังหวัด


โดยฝ่ายวิจัยยังไม่ได้รวมการดำเนินงานของ SF ไว้ในประมาณการ เพื่อรอความชัดเจนหลังการทำ Tender Offer และการประชุมนักวิเคราะห์ แต่อย่างไรก็ดีหากพิจารณาผลประกอบการของ SF (อิงงบการเงินตามวิธีราคาทุน จากหมายเหตุประกอบงบ) พบว่า SF มีรายได้ราว 1-1.5 พันล้านบาท/ปี และกำไรปกติ 400-600 ล้านบาท (ในส่วนนี้กว่า 80% มาจากส่วนแบ่งกำไร เมกะ บางนา เฉลี่ย 400-500 ล้านบาทต่อปี) เทียบเป็นสัดส่วนต่อรายได้และกำไรปกติของ CPN ราว 4% และ 5% ตามลำดับ ไม่ได้มีนัยฯ ต่อประมาณการ CPN ที่มีกำไรระดับ 1 หมื่นล้านบาท แต่เชื่อว่าการลงทุนครั้งนี้จะช่วยเพิ่มความแข็งแกร่งให้กับพอร์ตธุรกิจศูนย์การค้าของ CPN มากขึ้น คงแนะนำซื้อ CPN ที่ราคามูลค่าเหมาะสม 58.00 บาท



มองดีลนี้ช่วยต่อลมหายใจ
MAJOR

บล.เคจีไอ (ประเทศไทย) ประเมินว่า การขายหุ้น SF ของ   MAJOR ถืออยู่ทั้งหมด 647.16 ล้านหุ้น และราคาขายที่ 12.00 บาท/หุ้น บริษัทจะได้รับเงินสดประมาณ 7.8 พันล้านบาทซึ่งคาดว่าธุรกรรมจะเสร็จเรียบร้อยภายในเดือนสิงหาคม 2564 โดย MAJOR แจ้งว่าเงินสดที่ได้จากการขายหุ้น SF จะนำไป 1) ทยอยชำระคืนหนี้ 5.3 พันล้านบาทตามกำหนดชำระหนี้ 2) สำรองไว้เป็นเงินทุนหมุนเวียน 2.2 พันล้านบาท 3) ลงทุนขยายธุรกิจ 265 ล้านบาท โดยบริษัทแจ้งว่าจะมีบันทึกกำไรจากการขายหุ้น SF หลักหักภาษีเป็นจำนวน 2.8 พันล้านบาท



แนวโน้มผลการดำเนินงานของธุรกิจหลักใน ไตรมาส
2 –  ไตรมาส 3 ยังไม่สดใส

เนื่องจากสถานการณ์ COVID-19 ในประเทศไทยกลับมารุนแรงขึ้นอีกครั้งตั้งแต่กลางเดือนมิถุนายน 2564 ทำให้ยังคงมีการปิดโรงภาพยนตร์ในกรุงเทพ และอีก 20 จังหวัด ในขณะที่โรงภาพยนตร์ในจังหวัดอื่นๆ น่าจะมีจำนวนผู้ชมน้อยเพราะผู้คนพยายามหลีกเลี่ยงการออกจากบ้าน เราจึงคาดว่าผลการดำเนินงานจากธุรกิจหลักจะยังไม่ดีใน ไตรมาส 2 และไตรมาส 3 ซึ่งจะกดดันผลการดำเนินงานจากธุรกิจหลักของ MAJOR ในปี 2564


บล.กรุงศรี มองว่า การที่ MAJOR แจ้งกับ  การประกาศดีลนี้สร้างความประหลาดใจให้เราและตลาดไม่มากทั้งในแง่ดีลและราคาขาย เรามองดีลนี้เป็นดีลที่ดีของ MAJOR จากสถานการณ์ปัจจุบัน เราเชื่อว่าเหตุผลในการขายหุ้นของ MAJOR คือ1) SF ไม่ใช่พันธมิตรเชิงกลยุทธ์ของ MAJOR ในการขยายกิจการ เนื่องจากการขยายของ SF เน้นไปในพื้นที่ต่างจังหวัดมากกว่ากรุงเทพฯ เนื่องจากมีจำนวนจอภาพยนตร์น้อย


ดังนั้นพันธมิตรหลักในปัจจุบันเป็น BigC, Lotus, และกลุ่ม Central; 2) บริษัทสามารถสร้างกำไรจากการขายหุ้น; 3) จากความไม่แน่นอนของสถานการณ์ Covid-19 เป็นเรื่องที่ดีกว่าหาก MAJOR อยู่ในสภาพปลอดหนี้และสำรองสภาพคล่องด้วยการถือเงินสด ผลกระทบต่องบกำไรขาดทุน บริษัทจะเสียส่วนแบ่งกำไร600ล้านบาท ต่อปีจาก SF แต่สามารถประหยัดต้นทุนดอกเบี้ยประมาณ 150ลบ. จากการจ่ายคืนหนี้ ทำให้กำไรปี 2022 ลดลง 37% เราจะทบทวนประมาณการของเราอีกครั้งหนึ่ง 


เราคงคำแนะนำ ถือ ของหุ้นและราคาเป้าหมายที่สูงขึ้นที่ 25บาท เพื่อสะท้อนกำไร 3บาทต่อหุ้นจากการขายหุ้น SF คำแนะนำ ถือ ของเราเป็นผลจากราคาหุ้นที่ปรับตัวขึ้นอย่างแข็งแกร่งในช่วงหนึ่งเดือนที่ผ่านมาได้สะท้อนปัจจัยบวก รวมถึงการขายหุ้น SF จึงไม่เหลืออัพไซด์ต่อราคาเป้าหมาย

Maratronman x ไชยรัตน์ ศรีสุข