Official Update :

Trading Alert เพิ่ม 6 เท่า สัญญาณหุ้นกลาง – เล็กซิ่งไม่หยุด

ตลาดหุ้นไทยแม้จะเจอแรงกดดันจาก Covid-19 ที่ยังถล่มอย่างต่อเนื่อง ทำให้ดัชนีปรับตัวลดลงหลุด 1,550 จุด  และดูเหมือนหุ้นใหญ่จะมีแต่ซึมกับซบ แต่ในทางกลับกันเราจะพบว่า ในทุกวันจะมีหุ้นขนาดกลางและขนาดเล็กที่มีราคาเคลื่อนไหวหวือหวา บางหุ้นปรับตัวเพิ่มขึ้นเกือบ 3,000% จากต้นปี  จนตลาดหลักทรัพย์ต้องออกข่าวเพื่อแจ้งเตือนนักลงทุนเพื่อดับความร้อนแรงของหุ้นไปหลายครั้ง


ความผิดปกติของหุ้นขนาดกลางและเล็กทำให้ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ต้องใช้มาตรการดับความร้อนแรงของหุ้นร้อนเกินลิมิต ด้วยการแจ้งเตือนผ่านระบบ Trading Alert List โดยจากการเก็บข้อมูลของ Wealthy thai เราพบว่า ตั้งแต่ต้นปี ถึงวันที่ 20 ก.ค. ตลาดหลักทรัพย์ใช้มาตรการนี้มาแล้ว 65 ครั้ง ซึ่งสูงกว่าช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมาถึง 6 เท่าตัว  !!



Trading Alert List เพิ่มขึ้นเป็นประวัติการณ์

ตลาดหุ้นไทยตั้งแต่ต้นปี นักลงทุนรายบุคคลเข้าในตลาดหุ้นจำนวนมาก ทำให้ความนิยมของการเทรดนั้นเปลี่ยนไป จากหุ้นขนาดใหญ่ที่เดิมมีความคึกคัก ตอนนี้หน้าหุ้นเปลี่ยนเป็นขนาดกลางและเล็ก ที่มักจะมีความเคลื่อนไหวหวือหวา บางครั้งขึ้น 20% บางวันลง 20% ซึ่งสร้างความตื่นเต้นให้กับนักลงทุนหน้าใหม่ที่เป็นขาซิ่งของการเก็งกำไร


ซึ่งมาตรการที่ตลาดหลักทรัพย์นั้นมาใช้นั้นคือ Trading Alert List ที่จะช่วยแจ้งเตือนกับนักลงทุนในหุ้นที่มีการซื้อขายผิดปกติ หรือ มีการซื้อขายที่รุนแรงเกินไป โดยระบบจะมีการแจ้งเตือนไปยังนักลงทุน ผ่านช่องทางข่าวบริษัทจดทะเบียนนั้น โดยจากต้นปีจนถึง 20 ก.ค. มีการแจ้งเตือนกับนักลงทุนไปแล้ว 65 ครั้ง ซึ่งมากกว่าช่วงเดียวกันของปีก่อนที่มีการแจ้งเตือน 10 ครั้งเท่านั้น


โดยจากการเก็บข้อมูลพบว่า หุ้นที่มีรายงาน Trading Alert List มากที่สุดนั้นคือ DELTA หรือ บริษัทเดลต้า อีเลคโทรนิคส์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน)  มีการแจ้งเตือนถึง 4 ครั้ง รองลงมา คือ DIMET หรือ บริษัท ไดเมท (สยาม) จำกัด (มหาชน) มีการแจ้งเตือน 3 ครั้งและ SAAM  หรือ บริษัท เอสเอเอเอ็ม เอ็นเนอร์ยี่ ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) มีการแจ้งเตือน 3 ครั้งด้วยเช่นเดียวกัน


ทั้งนี้นอกจากมาตรการ Trading Alert List ที่ตลาดหลักทรัพย์ใช้แจ้งเตือนนักลงทุนแล้ว ยังมีการใช้มาตรการ มาตรการกำกับการซื้อขาย ควบคู่ไปด้วย หรือที่นักลงทุนรู้จักในชื่อมาตรการ Cash Balance ที่จะมี 3 ระดับ


โดย รายชื่อหลักทรัพย์ที่ตลาดหลักทรัพย์ฯ ประกาศกำหนดให้ดำเนินมาตรการด้านการซื้อขาย สาเหตุจากการซื้อขายผิดไปจากสภาพปกติของตลาด เพื่อป้องกันความเสี่ยงอันอาจจะเกิดต่อนักลงทุน และระบบโดยรวมของตลาด ทั้งนี้ ตลาดหลักทรัพย์ฯ ได้ประกาศข่าวรายวันภายใต้หัวข้อข่าว Trading Alert List และหลักทรัพย์ที่เข้าข่ายมาตรการกำกับการซื้อขาย



เพิ่มความเข้มออกข่าวดับความร้อนแรง

อย่างไรก็ตามในด้านการดูแลความเคลื่อนไหวของการซื้อขายในตลาดหุ้นไทย จะพบว่าหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างตลท. มีการออกข่าวแจ้งเตือนนักลงทุนในหุ้นที่มีความร้อนแรงสูงอย่างต่อเนื่อง โดยจะเน้นย้ำในเรื่องการให้ข้อมูลปัจจัยพื้นฐานของหุ้น และการเปลี่ยนแปลงที่ผิดปกติ รวมถึงการสอบถามข้อมูลไปยังผู้บริหารด้วย



ตลท.ย้ำจะทำงานเชิงรุก

โดยนโยบายการเปลี่ยนแปลงรูปแบบการทำงานของตลท.สะท้อนจากบทสัมภาษณ์ของ คุณภากร ปีตธวัชชัย กรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย  โดยทางตลาดหลักทรัพย์มองว่า แม้ปัจจุบันมาตรการควบคุมการซื้อขายหุ้นร้อนแรงจะได้ผล แต่ตลาดหลักทรัพย์ไม่ปิดโอกาสที่จะปรับเกณฑ์ หรือเพิ่มความเข้มข้นของเกณฑ์ให้สอดคล้องกับสถานการณ์


“เกณฑ์การควบคุมหุ้นร้อนแรงที่ผ่านมานั้น เรามองว่ามัน ได้ผล แต่เราก็ศึกษาอยู่ว่าจะมีการเพิ่มเกณฑ์ให้เหมาะสมกับสถานการณ์ หากต้องเพิ่มเติมเป็น ระดับที่ 4 ระดับที่ 5 หรือระดับที่ 6 ก็ต้องทำถ้ามีความจำเป็น แต่เรายังไม่สามารถบอกได้ว่าเกณฑ์ดังกล่าวจะออกมาเมื่อไหร่หรือเป็นอย่างไร”



3 ปัจจัยทำหุ้นเก็งกำไรเพิ่มไม่หยุด

ความคึกคักของหุ้นขนาดกลางและเล็กนั้น เราประเมินว่าเกิดจาก 3 ส่วนหลักๆ คือ

1.ผลการดำเนินงานของบริษัท หากลองย้อนกลับไปของกำไรบริษัทจดทะเบียนในช่วงไตรมาส 1/63 เทียบกับไตรมาส 1/64  จะเห็นว่า ความสามารถในการทำกำไรบริษัทจดทะเบียนเปลี่ยนไปอย่างมาก โดยบริษัทจดทะเบียนใน SET50 กำไรปรับตัวเพิ่มขึ้น 106% ขณะที่ SET100 จากติดลบ กลับกลายมาเป็นบวกถึง 4 หมื่นล้านบาท ขณะที่หุ้น non- SET100 เพิ่มขึ้นสูงถึง 119% หุ้น mai กำไรเพิ่มขึ้น 804% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน


และเมื่อดูในรายละเอียดที่ลึกเข้าไปอีก เราจะพบว่า ในแต่ละอุตสาหกรรม มีความสามารถในการทำกำไรเปลี่ยนแปลงและแตกต่างกันอย่างมาก ซึ่งไม่ได้มีทุกอุตสาหกรรมที่มีความสามารถในการทำกำไรดีขึ้น แต่มีเพียงบางอุตสาหกรรมเท่านั้น อาทิ ธุรกิจการเกษตร ของใช้ส่วนตัว และเวชภัณฑ์ ปิโตรเคมี เคมีภัณฑ์ บรรจุภัณฑ์ วัสดุก่อสร้าง พลังงานและสาธารณูปโภค ซึ่งกลุ่มดังกล่าวถือว่าดีขึ้นอย่างมาก ขณะที่บางกลุ่มอุตสาหกรรมที่ไม่ดีขึ้น จึงเกิดความผันผวนของราคาและการเปลี่ยนแปลงของราคาหุ้นในระดับที่สูงมาก  


2.นักลงทุนหน้าใหม่เพิ่มขึ้นจำนวนมาก โดยปี 2563 เพิ่มเข้ามาใหม่จำนวนกว่า 7 แสนราย ขณะที่นับจากต้นปี 2564 ถึงเดือน พ.ค.เพิ่มเข้ามาอีกกว่า 8 แสนราย ดังนั้นเมื่อมีนักลงทุนใหม่เข้ามาจำนวนมาก ซึ่งกลุ่มนี้มีจำนวนที่ active กว่า 2 แสนราย และกว่าครึ่งเป็นนักลงทุนแบบเทรดระยะสั้น หรือ เก็งกำไร


3.มีข่าวจริงและข่าวปลอมสร้างความผันผวน ในภาพตลาดที่มีความผันผวนนั้น มีกระแสข่าวต่างๆเกิดขึ้นจำนวนมาก ซึ่งมีทั้งข่าวจริงและข่าวที่ไม่จริง ซึ่งทำให้การเก็งกำไรในแต่ละหุ้นในแต่ละช่วง เกิดขึ้นอย่างมาก


ทั้งนี้ที่ผ่านมาตลาดหลักทรัพย์ติดตามสถานการณ์หุ้นที่มีความร้อนแรงอย่างต่อเนื่อง และเราเห็นข้อมูลว่ามีจำนวนหุ้นที่เข้ามาตรการเพิ่มขึ้นจริง มาตรการที่มีอยู่นั้นได้ผล เห็นได้จากปริมาณการซื้อขายหุ้นในกลุ่มนั้นลดลง แต่ในเรื่องของความเหวี่ยงของราคาหุ้นที่มีอยู่ เป็นไปตามกระแสข่าวต่างที่มีอยู่จำนวนมากในตลาด ทำให้นักลงทุนเข้ามาเก็งกำไรจำนวนมาก


ซึ่งในมุมของตลาดหลักทรัพย์นั้นในช่วงที่ผ่านมาก็ได้ดำเนินการหลายส่วน นอกจากมาตรการควบคุมหุ้นร้อนแรงทั้ง 3 ระดับแล้ว ตลาดหลักทรัพย์ยังมีการแจ้งเตือนให้กับนักลงทุนรับทราบถึงความไม่ปกติต่างๆ ผ่านระบบเทรดดิ้งอะเลิร์ท หรือการสอบถามข่าวการเปลี่ยนแปลงต่างๆไปยังบริษัทจดทะเบียนให้ตอบคำถามที่เกิดขึ้นในตลาด รวมถึงการออกประกาศที่มีความสำคัญจากทางตลาดให้นักลงทุนรับทราบข้อมูลประกอบการตัดสินใจมากขึ้น รวมทั้งนักลงทุนต้องติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิด



ไชยรัตน์ ศรีสุข

บรรณาธิการหุ้นและการลงทุน Wealthythai.com