Official Update :

เช็คผลงานหุ้นแบงก์ครึ่งปีแรก BAY กำไรมากสุด 2.1 หมื่นลบ.

ธนาคารพาณิชย์เป็นกลุ่มหุ้นที่ถูกจับตามองอย่างมาก เพราะความเสี่ยงจาก Covid-19 ซึ่งส่งผลกระทบต่อลูกหนี้เอสเอ็มอีและรายย่อย ทำให้ธนาคารต่างๆ ต้องตั้งการตั้งสำรองเผื่อหนี้สูญในสัดส่วนค่อนข้างสูง เพื่อเตรียมรับมือกับสถานการณ์การระบาดที่ไม่แน่นอน ส่งผลให้กำไรถูกกดดันอย่างหนัก อย่างไรก็ตาม ในไตรมาส 1/64 กำไรของหลายธนาคารเริ่มฟื้นตัวเมื่อเทียบกับไตรมาส 4/64 จากการตั้งสำรองเผื่อหนี้สูญไม่ได้มากเท่าช่วงที่ผ่านมา รายได้ที่ไม่ใช่ดอกเบี้ยปรับตัวดีขึ้น รวมถึงรายได้จากดอกเบี้ยและเงินให้สินเชื่อที่ค่อนข้างทรงตัว แสดงให้เห็นว่าธนาคารยังสามารถปล่อยสินเชื่อได้แต่มีความระมัดระวังมากขึ้น


ล่าสุดธนาคารที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ ทั้ง 10 แห่ง ประกาศกำไรสุทธิครึ่งแรกปี 2564 ออกมาครบแล้ว Wealthy Thai จึงรวบรวมข้อมูลมาให้นักลงทุนอีกเช่นเคย โดยพบว่า มีกำไรสุทธิรวมครึ่งแรกปี 2564 อยู่ที่ 97,897 ล้านบาท ปรับตัวเพิ่มขึ้น 26.77% จากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่มีกำไรสุทธิ 77,223 ล้านบาท (กำไรครึ่งแรกปี 2563 รวม 11 หลักทรัพย์ ธนาคารธนชาต ยังไม่ได้รวมกับ ธนาคารทหารไทย)


โดยธนาคารที่มีกำไรสุทธิมากที่สุด คือ ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) หรือ BAY มีกำไรสุทธิอยู่ที่ 21,048 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 55.5% จากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่มีกำสุทธิ 13,680 ล้านบาท โดยมีปัจจัยหลักมาจากการเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญของรายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ยจากการบันทึกกำไรจากเงินลงทุนจากการขายหุ้นใน บริษัท เงินติดล้อ จำกัด (มหาชน) หรือ TIDLOR ในไตรมาส 2/64 ขณะที่ธนาคารขนาดใหญ่อย่าง KBANK, SCB, BBL และ KTB ก็มีแนวโน้มกำไรสุทธิครึ่งปีแรกฟื้นตัวขึ้นเช่นเดียวกัน รายละเอียดสามารถดูได้จากรูปด้านล่าง





คาดกลุ่มธนาคารฟื้นตัวตั้งแต่ปี
64 เป็นต้นไป

นักวิเคราะห์จาก บล.เคทีบีเอสที ระบุว่า แนวโน้มกำไรสุทธิของหุ้นกลุ่มธนาคารจะกลับมาเติบโตได้ตั้งแต่ปี 2564 เป็นต้นไป คาดว่ากำไรสุทธิปี 2564 จะเพิ่มขึ้น 23% และปี 2565 จะเพิ่มขึ้น 6% เพราะแนวโน้มสำรองฯ ที่ลดลง หลังช่วง 2 ปีที่ผ่านมา มีการตั้งสำรองเผื่อหนี้สูญมาเยอะแล้ว และหากพิจารณาในส่วนของ Debt relief ของกลุ่มฯ เริ่มมีทิศทางที่ดีขึ้น โดยเหลือลูกหนี้ที่อยู่ในโครงการเฉลี่ยเพียง 10% ในไตรมาส 1/64 จากปี 2563 ที่เริ่มโครงการมี 30% ขณะที่ลูกหนี้ที่ออกจากโครงการมีการกลับมาชำระหนี้ได้เฉลี่ยสูงราว 80%


นอกจากนี้แต่ละธนาคารยังคงให้ความช่วยเหลือโดยการปรับโครงสร้างหนี้อย่างต่อเนื่อง ประกอบกับภาครัฐและ ธปท. จะมีมาตรการช่วยเหลือลูกหนี้ออกมาเพิ่มเติมอย่างต่อเนื่อง ขณะที่ ธปท. มีการขยายเวลามาตรการนี้ต่อถึง 31 ธ.ค. 2564 ทำให้ฝ่ายวิเคราะห์คาดว่าแนวโน้ม NPL จะไม่ปรับตัวเร่งขึ้นแบบก้าวกระโดด แต่จะเป็นรูปแบบค่อยๆทยอยปรับตัวเพิ่มขึ้น อย่างไรก็ดี คาดว่า NPL จะทยอยเร่งตัวเพิ่มขึ้นในปีนี้อยู่ที่ 4.00%



แนวโน้มกำไรปี
65 มี Upside

ด้านนักวิเคราะห์จากบล.ไทยพาณิชย์ ระบุว่า ประมาณการกำไรปี 2565 ของกลุ่มหุ้นธนาคารมี upside จากแนวโน้มขยายระยะเวลาลดอัตรานำส่งเงินสมทบกองทุนฟื้นฟูฯ โดยฝ่ายวิเคราะห์คาดว่ากำไรสุทธิของกลุ่มฯ จะเติบโต 8% จากการตั้งสำรองลดลง ขณะที่จะมีตัวถ่วงจากการปรับอัตรานำส่งเงินสมทบกองทุนฟื้นฟูฯ เพิ่มขึ้น 23 bps กลับสู่ระดับปกติที่ 0.46% ทั้งนี้มีความเป็นไปได้ที่ ธปท.จะขยายระยะเวลาการลดอัตรานำส่งเงินสมทบกองทุนฟื้นฟูฯ ออกไปอีกเพื่อช่วยเหลือธนาคาร อย่างไรก็ตาม ฝ่ายวิเคราะห์เชื่อว่าประโยชน์ที่ได้รับทั้งหมดหรือส่วนใหญ่จะต้องส่งผ่านไปยังลูกค้าด้วยการปรับลดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ ถ้ามีการขยายระยะเวลาการลดอัตรานำส่งเงินสมทบกองทุนฟื้นฟูฯ 23 bps ออกไปโดยไม่มีการลดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ลงอีก สโดยประมาณการกำไรปี 2565 ของฝ่ายวิเคราะห์จะมี upside ราว 14% อย่างไรก็ตาม เชื่อว่าประโยชน์ได้รับทั้งหมดหรือส่วนใหญ่จะต้องส่งผ่านไปยังลูกค้า ดังนั้นผลกระทบต่อประมาณการของฝ่ายวิเคราะห์จะมีน้อยมาก

ศุภมาศ ศรีขำ

นักข่าวสายการเงินและตลาดทุน ที่คลุกคลีกับวงการข่าวมาตั้งแต่เด็ก ชื่นชอบการออกไปหาประสบการณ์และการเรียนรู้ใหม่ๆ อยากถ่ายทอดมุมมองและประสบการณ์เกี่ยวกับการเงิน และตลาดทุนให้ผู้อ่านทุกคนใช้เป็นข้อมูลประกอบการตัดสินใจ เพื่อไปถึงเป้าหมายการลงทุนที่ตั้งไว้