Official Update :

4 หุ้นเครื่องมือแพทย์ ใครได้ประโยชน์ จากชุดตรวจ Rapid Antigen Test มากสุด

จากกรณีที่สถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ในประเทศที่ขยายวงกว้าง และมีจำนวนผู้ป่วยเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งทำให้ประชาชนต้องรอคิวตรวจด้วยวิธีมาตรฐาน RT-PCR เป็นจำนวนมาก จึงทำให้เกิดการรวมตัวกันเป็นจำนวนมาก เพราะจะต้องไปเข้าคิวเพื่อรอรับการตรวจ ไม่ใช่เพียงแค่นั้นซึ่งโรงพยาบาลบางแห่งก็ปิดการรับการตรวจโควิด จึงทำให้ในช่วงที่ผ่านมาประชาชนไม่สามารถเข้ารับการตรวจหาเชื้อได้


อย่างไรก็ตามเมื่อไม่นานมานี้ ทางสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ได้เพิ่มช่องทางให้ประชาชนเข้าถึง การตรวจคัดกรองโรคโควิด-19 ด้วยตนเอง ด้วยการอนุมัติขึ้นทะเบียนชุดตรวจโควิด-19 แบบตรวจหาแอนติเจนด้วยตนเอง  เพื่อให้ประชาชนรู้ถึงสถานการณ์การติดเชื้อของตนเองตั้งแต่ระยะเริ่มต้น โดยจะเป็นการคัดแยกผู้ติดเชื้อได้รวดเร็วขึ้นและให้ได้รับการรักษาที่เหมาะสม


โดยขณะนี้ทาง อย. ระบุว่าได้อนุมัติขึ้นทะเบียนแล้วจำนวน  4 รายการ ซึ่งคาดว่าทางผู้ผลิตและผู้นำเข้าจะเริ่มกระจายชุดตรวจไปถึงมือประชาชนได้เร็วๆนี้ ซึ่งชุดตรวจหาแอนติเจนด้วยตนเองนี้จะวางจำหน่ายในสถานพยาบาล หน่วยงานของรัฐ และร้านขายยาที่มีเภสัชกร เพื่อที่จะสามารถให้คำแนะนำแก่ประชาชนเกี่ยวกับวิธีการใช้ วิธีการเก็บสิ่งส่งตรวจ วิธีการแปลผล และข้อควรปฏิบัติตัวหลังทราบผลการตรวจ


ทั้งนี้หากเชื่อมโยงมายังกลุ่มหุ้นที่จำหน่ายเครื่องมือทางการผลิตไม่ว่าจะเป็นเครื่องการแพทย์แบบทั่วไปและแบบเฉพาะทางที่เกี่ยวกับการรักษามะเร็งเครื่องฉายรังสี หรืออุปกรณ์เครื่องช่วยหายใจต่างก็ให้ความสนับสนุนที่จะนำสินค้าเครื่องตรวจโควิดด้วยตนเองออกมาช่วยกระจายการจำหน่ายเพื่อให้ประชาชนทั่วไปได้เข้าถึงมากที่สุด และจะช่วยหนุนให้กับผลประกอบการของกลุ่มบริษัทดังกล่าวเพิ่มขึ้น นอกเหนือจากอุปกรณ์ทางการแพทย์ชนิดอื่นๆที่เป็นธุรกิจหลัก



4
บริษัทอุปกรณ์ทางการแพทย์

โดยจากการสำรวจข้อมูล พบว่ามีบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ 4 แห่งที่ประกอบธุรกิจเกี่ยวกับเครื่องมือแพทย์ ได้แก่ บริษัท เทคโนเมดิคัล จำกัด (มหาชน) หรือ TM ,บริษัท เซนต์เมด จำกัด (มหาชน) หรือ SMD ,บริษัท วินเนอร์ยี่ เมดิคอล จำกัด (มหาชน) หรือ WINMED และบริษัท บิสซิเนสอะไลเม้นท์ จำกัด (มหาชน) หรือ BIZ



บจ
.เตรียมความพร้อม

Wealthy Thai ได้มีโอกาสพูดคุยกับคุณวิโรจน์ วสุศุทธิกุลกานต์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร SMD ซึ่งเป็นหนึ่งในผู้ประกอบธุรกิจจำหน่ายเครื่องมือแพทย์และอุปกรณ์ทางการแพทย์ เช่นประเภทเครื่องช่วยหายใจ เครื่องกระตุกหัวใจด้วยไฟฟ้า เป็นต้น ซึ่งคุณวิโรจน์ ให้ข้อมูลว่า ตลาดชุดเครื่องตรวจโควิดประเภท Rapid Test มีมูลค่าตลาดกว่าหมื่นล้านบาท ซึ่งบริษัทหวังว่าจะมีส่วนแบ่งทางการตลาดจากการกระจายสินค้าเครื่องตรวจโควิดเบื้องต้นให้ได้ภายในปีนี้ประมาณ 100 ล้านบาท


สำหรับธุรกิจหลักเองนั้นยังมียอดขายอย่างต่อเนื่อง จึงทำให้คาดว่าผลประกอบการของบริษัทในปีนี้จะสามารถทำได้ประมาณ 990 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้นเกือบ 50% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ขณะเดียวกันได้เซ็นสัญญาแต่งตั้งให้ บจ. ดีทแฮล์ม เคลเลอร์ โลจิสติกส์ บริษัทในกลุ่มดีเคเอสเอช (DKSH) เป็นตัวแทน ผู้จัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์ของ SMD ซึ่งจะช่วยเพิ่มสภาพคล่องด้านการจัดส่งสินค้าได้รวดเร็วขึ้น


ขณะนาย สมพงษ์ ชื่นกิติญานนท์ ประธานกรรมการบริหาร BIZ เล่าให้กับ Wealthy Thai ฟังว่า บริษัทกำลังศึกษากฎเกณฑ์และอยู่ระหว่างรอใบอนุญาตจากทาง อย. ซึ่งหากได้รับการอนุมัติแล้วบริษัทก็มีความพร้อมที่จะจัดจำหน่ายชุดตรวจโควิด19 ด้วยตนเองได้ทันที อย่างไรก็ตามสินค้าดังกล่าวจะมีสัดส่วนช่วยเสริมรายได้ให้กับบริษัทเพียงส่วนหนึ่ง


ส่วนธุรกิจหลักของบริษัทในปีนี้ คาดว่าจะช่วยให้บริษัทมีรายได้และกำไรสุทธิที่เติบโตเป็นนิวไฮ โดยปัจจุบันบริษัทมีมูลค่างานในมือที่รอส่งมอบประมาณ 2,500 ล้านบาท ซึ่งส่วนใหญ่รอส่งมอบเครื่องฉายรังสีรักษามะเร็งให้กับโรงพยาบาลภาครัฐที่เป็นคู่สัญญาในปีนี้ และจะรับรู้เป็นรายได้ในปีนี้ประมาณ 80% ของงานในมือที่มี


ฟากของ TM คุณสุนทรี จรรโลงบุตร ประธานเจ้าหน้าที่ TM ระบุว่า อยู่ระหว่างการขอใบอนุญาติจำหน่ายชุดตรวจคัดกรองโควิด-19 ด้วยตนเองแบบเร่งด่วน (Rapid Antigen Test) เพื่อจำหน่ายให้แก่ประชาชนโดยทั่วไป หากได้รับการอนุมัติ บริษัทสามารถนำผลิตภัณฑ์ดังกล่าวจำหน่ายได้ทันที โดยตั้งเป้ายอดขาย Rapid Antigen Test ในปี64 จำนวน 30 - 50 ล้านชุด คิดเป็นยอดขาย 50 ล้านบาท โดยที่ผ่านมาTM ได้รับใบอนุญาตเป็นตัวแทนจำหน่ายผลิตภัณฑ์ดังกล่าวให้กับโรงพยาบาลรัฐบาล และเอกชน อยู่แล้วกว่า 1,000 แห่ง  


ด้านนายนันทิยะ ดารกานนท์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร WINMED เปิดเผยว่า จากที่รัฐบาลเตรียมอนุมัติให้ใช้ชุดตรวจโควิดได้ด้วยตัวเอง บริษัทเตรียมเร่งออกสินค้าใหม่ 2-3 กลุ่ม เกี่ยวกับชุดตรวจคัดกรองโควิด-19 ด้วยตนเอง ประกอบด้วย ชุดตรวจคัดกรองโควิด-19 ด้วยตนเอง แบบเร่งด่วน (Rapid Test)  ด้วยวิธีการเก็บตัวอย่างจากทางโพรงจมูก และน้ำลาย เป็นการตรวจคัดกรองเบื้องต้นเพื่อตรวจหาเชื้อไวรัส และ ภูมิคุ้มกัน ก่อนเข้ากระบวนการตรวจชนิดยืนยันผลจากห้องปฏิบัติการ ซึ่งบริษัทอยู่ระหว่างการเจรจากับพันธมิตร และ นำเข้ามา เพื่อขึ้นทะเบียนผลิตภัณฑ์กับ อย.


ในขณะที่ผลิตภัณฑ์ตรวจยืนยัน โควิด-19 (RT-PCR) สามารถตรวจจับเชื้อไวรัสได้อย่างแม่นยำ ทราบผลการติดเชื้อหลังจากตรวจแล้วภายใน 24 ชั่วโมง อยู่ระหว่างรอการอนุมัติขึ้นทะเบียนผลิตภัณฑ์จากอย.ด้วยเช่นกัน   


ทั้งนี้บริษัทมองเห็นโอกาสในการเติบโตจากความต้องการใช้ผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพเพิ่มมากขึ้น โดยจะเร่งจัดหา และ เตรียมออกผลิตภัณฑ์นวัตกรรมป้องกันเชื้อไวรัส อาทิ หน้ากากอนามัย และ ชุดอุปกรณ์ตรวจคัดกรองเชื้อไวรัสโควิด-19 สามารถตรวจคัดกรองได้ด้วยตนเอง ที่มีประสิทธิภาพ มีความแม่นยำ และ รวดเร็ว  เข้ามาเพิ่มเติมอย่างต่อเนื่อง เพื่อรองรับความต้องการประชาชนในวงกว้าง



มุมมองจากนักวิเคราะห์

บริษัทหลักทรัพย์ เคทีบีเอสที จำกัด (มหาชน) แนะนำ “ซื้อ” SMD และปรับราคาเป้าหมายขึ้นเป็น 14 บาท (เดิม 9.00 บาท) อิงปี 64 PER ที่ 24 เท่า (avg peer 23x) โดยการระบาดของเชื้อไวรัสโควิดทำให้ยอดขายเครื่องมือแพทย์หลายชนิดที่ใช้ใน ICU/ Semi ICU เติบโตถึง 30-100% (เดิมคาดว่าจะโต 6-10%),


ขณะที่ Occupancy rate ของ Sleep lab ลดลงโดยเดือน ม.ค. อยู่ที่ 50% และเดือน พ.ค. อยู่ที่ 20% ประกอบกับรายได้จากการขายเครื่องช่วยหายใจ (O2Flow) จะเพิ่มมากขึ้น จากความต้องการของผู้ป่วยโควิดที่หายแล้วแต่มีพังผืดเกิดขึ้นที่ปอด (Lung fibrosis) และมีเป้าขยาย Sleep lab 3 โรงพยาบาลต่อปี โรงพยาบาลละ 4 เตียง (CAPEX 15 ล้านบาท) 


นอกจากนี้ปรับกำไรสุทธิปี 64 ขึ้น 41% มาที่ 123 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 58% จากปีก่อน หลักๆ มาจากรายได้ที่ปรับเพิ่มขึ้นเป็น 1.02 พันล้านบาท หนุนโดยยอดขายเครื่องมือแพทย์ที่ใช้ในห้อง ICU และ Semi ICU และปรับกำไรสุทธิปี 65 ขึ้น 46% เป็น 146 ล้านบาท เพิ่มขึ้น19% จากปี 64 โดยเรามองว่าบริษัทยังมีโอกาศเติบโตได้จากการขยายธุรกิจเครื่องมือแพทย์ให้เช่า และ Sleep lab อีกทั้งจะมียอดขายเครื่องช่วยหายใจ (O2Flow) สำหรับผู้ป่วยโควิดที่ปอดเกิดพังผืด


ด้านบริษัทหลักทรัพย์โกลเบล็ก จำกัด ได้ปรับเพิ่ม ปรับเพิ่มประมาณการปี 64 ของ BIZ ขึ้น62% เป็น 2.8 พันล้านบาท เพิ่มขึ้น 267% จากปีก่อน และมีกำไรสุทธิเป็น 186 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 319% โดยรายได้ดังกล่าวมี Backlog รองรับแล้ว 2 พันล้านบาท ที่คาดว่าจะส่งมอบภายในปี 64


อีกทั้งมีรายได้จากการบริการและโรงพยาบาลอีกราว 270 ล้านบาท รวมถึงปรับเพิ่มสมมติฐานอัตรากำไรขั้นต้นจาก 11.5% สู่ 12.9% เนื่องจากส่งมอบงานได้ตามกำหนดทำให้อัตรากำไรขั้นต้นปรับตัวดีขึ้น แม้ว่าอัตรากำไรขั้นต้นของเครื่องฉายรังสีด้วยอนุภาคโปรตรอนของ รพ.จุฬาลงกรณ์ซึ่งเป็นงานขนาดใหญ่มูลค่าราว 1 พันล้านบาทจะต่ำกว่าค่าเฉลี่ยก็ตาม ขณะที่เราคงประมาณการค่าใช้จ่ายในการขายและบริหารที่ 93 ล้านบาท ซึ่งสูงกว่าค่าเฉลี่ยย้อนหลัง ปี 62-63 ที่ 66 ล้านบาท


คงคำแนะนำ “ถือ” แม้ปรับเพิ่มราคาเหมาะสมสู่ 8.70 บาท เราประเมินมูลค่าด้วยวิธี SOTP โดยได้ราคาเหมาะสมธุรกิจติดตั้งเครื่องฉายรังสีปี 64 ที่ 8.37 บาทเพิ่มขึ้นจาก 3.63 บาทตามการคำนวณ P/E ratio เฉลี่ยย้อนหลัง 1 ปีและปรับลด 1 S.D. เพื่อให้สะท้อนถึงการส่งมอบงานใหญ่ซึ่งไม่ใช่ภาวะปกติในการดำเนินงานของบริษัท ได้ค่า P/E ratio เพิ่มขึ้นจาก 12.5 เท่าสู่ 18.2 เท่า และประเมินราคาเหมาะสมโรงพยาบาลมะเร็งอีก 0.33 บาท



Maratronman

เดินทางสู่โลกใหม่ ค้นหาสิ่งใหม่ นำเสนอมุมใหม่ กับเรื่องราวใหม่