JWD จัดพอร์ตธุรกิจ เข้าถือหุ้น ESCO 20% ท่าเรือคอนเทนเนอร์รายใหญ่ พร้อมดัน JTS เข้าตลาดหุ้นภายใน 2 ปี

JWD หนึ่งในผู้เล่นธุรกิจโลจิสติกส์ รายใหญ่ในไทยกำลังปรับพอร์ตธุรกิจที่อย่างน่าจับตา  ประกาศดีลครั้งใหญ่ เข้าซื้อหุ้นรวม 20% ใน ESCO ผู้ประกอบการท่าเรือคอนเทนเนอร์รายใหญ่คาดว่าจะเริ่มรับรู้ส่วนแบ่งกำไรจากการลงทุนใน ESCO ไม่เกินเดือนตุลาคมนี้เป็นอย่างช้า นอกจากนี้ยังมีแผนที่จะควบรวมกิจการอย่างต่อเนื่อง และจะดันบริษัทลูกอย่าง JTS เข้า IPO ในตลาดหลักทรัพย์


นายชวนินทร์ บัณฑิตกฤษดา ประธานกรรมการบริหารและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เจดับเบิ้ลยูดี อินโฟโลจิสติกส์ จำกัด (มหาชน) หรือ JWD เปิดเผยว่า บริษัทได้วางนโยบายขยายการลงทุนอย่างต่อเนื่องตามแผนยุทธศาสตร์ 5 ปี เพื่อเพิ่มศักยภาพการให้บริการขนส่งสินค้าต่อเนื่องหลากหลายรูปแบบ (Multimodal Transportation) โดยเมื่อวันที่ 23 กรกฎาคม 2564 ที่ประชุมคณะกรรมการ (บอร์ด) บริษัทฯ มีมติอนุมัติให้ บริษัท เจดับเบิ้ลยูดี ทรานส์ปอร์ต (ประเทศไทย) จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทย่อยในเครือ JWD เข้าซื้อหุ้นรวม 20% ใน บริษัท อีสเทิร์นซี  แหลมฉบัง เทอร์มินัล จำกัด (EASTERN SEA LAEM CHABANG TERMINAL หรือ ESCO) คาดว่าจะเริ่มรับรู้ส่วนแบ่งกำไรจากการลงทุนใน ESCO ไม่เกินเดือนตุลาคมนี้เป็นอย่างช้า


ทั้งนี้ ESCO เป็นผู้ประกอบการท่าเรือคอนเทนเนอร์รายใหญ่ในท่าเรือน้ำลึกแหลมฉบัง จังหวัดชลบุรี และผู้ให้บริการสถานีบรรจุและขนถ่ายสินค้าตู้คอนเทนเนอร์ ลาดกระบัง (Inland Container Depot หรือ ICD) โดยการเข้าซื้อหุ้นครั้งนี้จะส่งผลให้ JWD เป็นพันธมิตรทางธุรกิจกับ PSA ซึ่งเป็นผู้บริหารและดำเนินการท่าเรือขนส่งสินค้าระดับโลกของประเทศสิงคโปร์ เนื่องจาก PSA เป็นผู้ถือหุ้นหลักของ ESCO


“การลงทุนที่สำคัญในครั้งนี้นับเป็นการลงทุนครั้งใหญ่ในรอบปีของบริษัทฯ ซึ่งจะมาจากการออกหุ้นกู้ในช่วงที่ผ่านมาและกระแสเงินสดจากการดำเนินงาน โดยในช่วงแรก เจดับเบิ้ลยูดี ทรานส์ปอร์ต จะเข้าถือหุ้น 15% ใน ESCO และคาดว่าจะเพิ่มสัดส่วนถือหุ้นเป็น 20% ภายใน 6-12 เดือนข้างหน้า” นายชวนินทร์ กล่าว


สำหรับปัจจุบัน ESCO เป็นผู้ประกอบการท่าเรือตู้คอนเทนเนอร์ 3 แห่ง ในพื้นที่ท่าเรือแหลมฉบัง ได้แก่ (1) ท่าเรือ ESCO (B3) ที่เป็นผู้พัฒนาและบริหารจัดการเองโดยได้รับสัมปทานโดยตรงจากการท่าเรือแห่งประเทศไทย (2) ท่าเทียบเรือ LCB1 (B1) และ (3) ท่าเทียบเรือ LCMT


ซึ่ง ESCO มีส่วนร่วมในฐานะผู้ถือหุ้นในบริษัทที่ได้รับสัมปทานพัฒนาท่าเรือทั้ง 2 แห่งดังกล่าว โดยในปี 2563 ท่าเรือขนส่งสินค้าระหว่างประเทศทั้ง 3 แห่ง ให้บริการขนถ่ายตู้คอนเทนเนอร์สินค้าที่ผ่านเข้า-ออกตลอดทั้งปี รวมทั้งสิ้นกว่า 2 ล้าน TEU คิดเป็นสัดส่วนประมาณ 20% ของปริมาณตู้คอนเทนเนอร์สินค้าที่ผ่านเข้า-ออกในพื้นที่ท่าเรือแหลมฉบังในปีที่ผ่านมา และคาดว่าความต้องการใช้บริการท่าเรือขนส่งตู้คอนเทนเนอร์ระหว่างประเทศ มีแนวโน้มที่ดีอย่างต่อเนื่องจากภาพรวมเศรษฐกิจโลกที่เริ่มฟื้นตัว หลังสถานการณ์ COVID-19 ในสหรัฐอเมริกาและทวีปยุโรปเริ่มคลี่คลาย


ขณะเดียวกัน ESCO ยังเป็น 1 ใน 6 ผู้ให้บริการสถานี ICD ลาดกระบัง เพื่อรองรับการบรรจุและขนถ่ายสินค้าตู้คอนเทนเนอร์ของสายการเดินเรือต่าง ๆ ที่ไม่ได้อยู่ใกล้กับท่าเรือแหลมฉบัง ช่วยลดระยะเวลาและค่าใช้จ่ายในการขนส่ง โดยมีรายได้จากการให้บริการลานจัดเก็บตู้คอนเทนเนอร์ คลังบรรจุสินค้าเพื่อการส่งออกและนำเข้าพร้อมบริการพิธีการทางศุลกากร และการให้บริการขนส่งบริหารจัดการและซ่อมแซมตู้คอนเทนเนอร์โดยทางบกและทางราง ซึ่งจะเป็นการเพิ่มโอกาสให้กับธุรกิจขนส่งสินค้าของ JWD ในการนำเสนอบริการเพิ่มเติมให้แก่ผู้ใช้บริการสถานี ICD ลาดกระบังอีกด้วย


ทั้งนี้ การเข้าลงทุนใน ESCO จะเป็นการรุกขยายธุรกิจสู่การเป็นผู้ให้บริการท่าเรือขนส่งสินค้าระหว่างประเทศรายใหญ่ในแหลมฉบังอย่างเต็มตัวของ JWD  จากปัจจุบันที่ได้รับสิทธิ์บริหารท่าเรือชายฝั่ง A ในท่าเรือแหลมฉบัง จากการท่าเรือแห่งประเทศไทย และดำเนินธุรกิจท่าเรือขนส่งสินค้า MIPEC ในเมืองไฮฟง ประเทศเวียดนาม ผ่านการถือหุ้นใน Transimex ผู้ให้บริการโลจิสติกส์รายใหญ่จากเวียดนาม โดยการรุกเข้าสู่ธุรกิจให้บริการท่าเรือขนส่งสินค้าระหว่างประเทศครั้งนี้ จะเพิ่มศักยภาพแก่บริษัทฯ ด้านการให้บริการโลจิสติกส์แบบ Multimodal Transportation สามารถเชื่อมต่อการให้บริการขนส่งสินค้าหลากหลายรูปแบบ ทั้งทางรถ ทางราง ทางน้ำ และเพิ่มโอกาสขยายฐานลูกค้าจากบริการท่าเรือขนส่งตู้คอนเทนเนอร์ และบริการสถานี ICD ลาดกระบัง ไปสู่การให้บริการโลจิสติกส์อย่างครบวงจร


“ปัจจุบัน JWD ให้บริการขนส่งสินค้าในรูปแบบ Multimodal Transportation เช่น การขนส่งและเคลื่อนย้ายสินค้าทั่วไป ยานยนต์ สินค้าอันตรายและเคมีภัณฑ์, การขนส่งสินค้าจากกรุงเทพฯ มายังท่าเทียบเรือขนส่งตู้คอนเทนเนอร์ระหว่างประเทศในพื้นที่ท่าเรือแหลมฉบัง, การยกขนและเคลื่อนย้ายตู้สินค้าที่ขนส่งทางรถไฟจากภาคอีสาน รวมทั้งจากภาคอุตสาหกรรมหลักในโซน EEC จังหวัดระยองสู่ท่าเรือแหลมฉบัง ดังนั้นการลงทุนครั้งนี้ทำให้บริษัทฯ สามารถขยายฐานลูกค้าและการให้บริการขนส่งสินค้าเพิ่มขึ้น ทั้งในฝั่งการให้บริการจากกรุงเทพฯ มายังท่าเรือแหลมฉบัง และจากสถานี ICD ลาดกระบัง มายังท่าเรือแหลมฉบัง รวมถึงการนำฐานข้อมูลสินค้าที่ผ่านเข้า-ออกท่าเรือขนส่งสินค้าระหว่างประเทศมาวิเคราะห์ เพื่อพัฒนาบริการด้านโลจิสติกส์เพิ่มขึ้น” นายชวนินทร์ กล่าว



เปิด
4 ประเด็นความน่าสนใจ JWD

ด้านนักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ เคทีบีเอสที จำกัด (มหาชน) ระบุว่า แนะนำซื้อ JWD ปรับราคาเป้าหมายขึ้นเป็น 16.50 บาท โดยแนวโน้มกำไรยังคงสดใสทั้งในปีนี้และระยะยาว เรามีมุมมองเป็นบวกมากขึ้นจาก group conference call โดยมีประเด็นสำคัญ ดังนี้

1.JWD ปรับเป้าหมายรายได้ปี 64 ขึ้นเป็น 4.8 พันล้านบาท เติบโต 24% จากปีก่อน จากเดิมที่จะเติบโต 15-20% เนื่องจากการเติบโตในทุกกลุ่มธุรกิจหลัก


2.ห้องเย็นใหม่อาคาร 9 ที่เริ่มเปิดให้บริการไตรมาสแรกปี 64 ปัจจุบันมี occupancy rate เพิ่มขึ้นต่อเนื่องและคาดว่าจะเต็มในไตรมาส 3/64 ซึ่งจะเต็มเร็วกว่าคลังอื่นที่ใช้เวลา 1-1.5 ปี โดย JWD มีแผนจะเปิดห้องเย็นในปีนี้เพิ่มอีก 1 แห่ง เป็น JV กับ PACM และปี 65 มีแผนจะเปิดเพิ่มอีก 1 แห่งแล้ว ที่ จ.สระบุรี


3.ภาพการเติบโตของ JWD ในช่วง 1-2 ปีนี้ จะเน้นไปที่ธุรกิจขนส่ง โดยประเมินสัดส่วนรายได้ปี 65จะเพิ่มขึ้นเป็นไม่ต่ำกว่า 20% จากปี 63 ที่ 9% ซึ่ง JWD อยู่ระหว่างเจรจา M&A ในปีนี้เป็นดีลใหญ่เพิ่มอีก 1 ดีล ซึ่งจะเป็น upside ต่อรายได้และกำไรในปี 64-65 เพิ่มขึ้นอีก


4.การร่วมทุนกับ ORI ปัจจุบันมีแผนสร้างคลังสินค้า 2 แห่ง ที่บางนา พื้นที่ 6.2 หมื่น ตร.ม. คาดว่าจะเริ่มรับรู้รายได้ในช่วงกลางปี 65 รวมถึงมีแผนจะทยอยขยายคลังเพิ่ม 2-3 แสน ตร.ม./ปี และมีเป้าหมายจะสร้างคลังรวมทั้งหมด 1 ล้าน ตร.ม. ซึ่งหลังจากก่อสร้างแล้วเสร็จและเริ่มดำเนินงานแล้วจะมีการขายคลังเข้ากอง REIT ได้ทันที ทำให้บริษัทไม่มีภาระทางการเงินมากนัก


ขณะที่กำไรปกติไตรมาส 2/64 จะดีกว่าคาดเดิมเติบโตทั้งช่วงเดียวกันของปีก่อน และจากไตรมาสแรก โดยประเมินกำไรปกติที่ 104 ล้านบาท เติบโต 116%จากช่วงเดียวกันของปีก่อน และเติบโต 9%จากไตรมาสแรก ยังเติบโตได้แม้เป็นช่วง low season และดีกว่าเราคาดเดิมว่าจะอ่อนตัวจากไตรมาสแรก เป็นผลจากทุกกลุ่มธุรกิจที่ยังเติบโตดี ได้แก่ธุรกิจขนส่ง จะเติบโตโดดเด่นจากการที่เริ่มรับรู้ผลการดำเนินงานจาก VNS ตั้งแต่เดือน พ.ค.21,ธุรกิจห้องเย็น จาก occupancy rate ที่สูงขึ้น และรับรู้รายได้จากคลังห้องเย็นใหม่อาคาร 9 ได้เต็มไตรมาส,


รวมทั้งธุรกิจคลังสินค้าอันตราย (DG) มีปริมาณ throughput ผ่านท่าเรือแหลมฉบังที่เพิ่มขึ้น ตามความต้องการที่เพิ่มขึ้นจากภาคการผลิตที่สูงขึ้น, 4) คลังสินค้าทั่วไป แนวโน้ม occupancy rate ยังดีต่อเนื่อง จากปัญหาคอนเทนเนอร์ขาดแคลน ทำให้มีการรับฝากสินค้าที่คลังนานขึ้น และธุรกิจยานยนต์ แนวโน้มยังเติบโตจากไตรมาสแรกได้ แม้เป็นช่วง low season เนื่องจากได้งานใหม่เพิ่ม


ดังนั้นปรับกำไรปกติปี 64 ขึ้นจากเดิม 6% เป็น 434 ล้านบาท เติบโต 47%จากปีก่อนจากแนวโน้มกำไรไตรมาส 2 ที่จะดีกว่าคาดเดิมในทุกกลุ่มธุรกิจ โดยกำไรปกติครึ่งปีแรก จะอยู่ที่ 200 ล้านบาท เติบโต 41%จากช่วงเดียวกันของปีก่อน และคิดเป็น 46% ของทั้งปี


สำหรับในงวดครึ่งหลังปีนี้จะยังมีทิศทางเติบโตได้ต่อเนื่อง เนื่องจากเข้าสู่ช่วง high season และจะมีการรับรู้กำไรจาก VNS มากขึ้น นอกจากนั้น กำไรในปี 64 ยังมี upside เพิ่มได้อีก หากดีล M&A ประสบความสำเร็จ ซึ่งจะช่วยหนุนผลการดำเนินงานธุรกิจในกลุ่ม transport ภายใต้ บจ.เจดับเบิ้ลยูดี ทรานสปอร์ต (ประเทศไทย) หรือ JTS และจะทำให้สามารถนำ JTS เข้าจดทะเบียนใน ตลท.ได้ตามแผนภายใน 1-2 ปีข้างหน้า


โดยปรับราคาเป้าหมายขึ้นเป็น 16.50 บาท จากเดิมที่ 14.50 บาท เนื่องจากเรามีการปรับกำไรขึ้น และปรับ PER ขึ้น จากอัตราการเติบโตที่สูงขึ้น โดยมี key catalyst จากกำไรไตรมาส 2 ที่ยังเติบโตได้ดีแม้อยู่ในช่วง low season ส่วนการเข้าลงทุนในธุรกิจใหม่ๆ จะยังช่วยเพิ่ม upside กำไรในปีนี้ได้อีก ทั้งนี้ JWD ยังคงเน้นการเติบโตทั้ง organic growth และ inorganic growth อย่างต่อเนื่องในช่วง 5 ปีข้างหน้า โดยตั้งเป้าหมายที่จะทำให้รายได้ให้ถึง 1 หมื่นล้านบาท ในปี 68

This’s Alano

“มุ่งแสวงหาข่าวสาร สร้างสรรค์ผลงานอย่างถูกต้อง เพื่อนำเสนอให้นักลงทุนได้อ่าน”