Official Update :

เมื่อ BCPG กำลังจะก้าวเป็น ผู้นำโรงไฟฟ้าภูมิภาคอาเซียน

บริษัท บีซีพีจี จำกัด (มหาชน) หรือ BCPG หนึ่งในบริษัทผู้ประกอบการโรงไฟฟ้าขนาดใหญ่ของไทยที่มีธุรกิจโรงไฟฟ้าในพอร์ตการลงทุนรูปแบบหลายประเภท ซึ่งกระจายอยู่ในพื้นที่ต่างๆทั่วเอเชีย โดย BCPG เป็นหนึ่งในบริษัทลูกรักของบริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ BCP ที่ทางบริษัทกำหนดเป้าหมายขอบเขตงานใหม่ทาง BCPG เน้นหนักไปทางธุรกิจพลังงานทางเลือกที่เป็นรูปแบบพลังงานสะอาดเป็นหลัก


โดยเมื่อปลายปี 63 ที่ผ่านมา BCPG ได้ประกาศการเพิ่มทุนครั้งใหญ่ ซึ่งได้รับเงินเพิ่มทุนประมาณหนึ่งหมื่นล้านบาท ซึ่งตามแผนการใช้เงินนั้นแบ่งเป็นรองรับแผนขยายการลงทุนโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานลม กำลังการผลิต 600 เมกะวัตต์ ในสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว รวมถึงการนำเงินไปลงทุนสำหรับการติดตั้งสายส่งสำหรับการจำหน่ายไฟฟ้าไปยังประเทศเวียดนามได้ตามแผน และที่เหลือจะนำไปใช้ลงทุนโครงการโรงไฟฟ้าทั้งในและต่างประเทศภายในปี 63-64


ทั้งนี้หากมองจากแผนการดังกล่าวมองเห็นว่าจะช่วยเพิ่มศักยภาพการเติบโตของ BCPG ได้อีกหลายเท่าตัวภายในระยะเวลาที่กำหนด โดยโครงการใหม่ที่น่าสนใจและน่าจะจับมองเป็นพิเศษคือโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานลม กำลังการผลิต 600 MW ซึ่งจะมีการสร้างสายส่งเพื่อไปจำหน่ายไฟฟ้าให้กับประเทศเวียดนาม ซึ่งจะช่วยให้มูลค่าสัญญาซื้อขายไฟฟ้าสูงขึ้นกว่าเดิม และเมื่อไม่นานมานี้ BCPG ได้รับใบอนุญาตซื้อขายไฟฟ้าไปยังประเทศเวียดนามเรียบร้อยแล้ว


ดังนั้นจะต้องจับตามองว่าในอนาคตผลประกอบการของ BCPG จะเป็นอย่างไร โครงการใหม่ๆที่ได้รับใบอนุญาตซื้อขายไฟฟ้านั้นจะส่งผลบวกยังไงบ้างในด้านของผลประกอบการ รวมถึงเงินเพิ่มทุนที่ยังเหลืออยู่นั้นจะใช้สอยประโยชน์ไปกับการเข้าซื้อกิจการโรงไฟฟ้าใหม่ๆทั้งในประเทศ และต่างประเทศได้มากน้อยแค่ไหน รวมถึงการก้าวเข้าสู่ธุรกิจผลิตแบตเตอรี่ที่เหมาะสมกับการใช้งานในระดับระบบกักเก็บขนาดใหญ่


โดยตอนนี้ BCPG กำลังมองหาดีลเพื่อซื้อกิจการ (M&A) ในโรงไฟฟ้าใหม่ๆ เพื่อเข้ามาสนับสนุนผลการดำเนินงานในปีนี้ ด้วยงบลงทุนปี 64 18,000 ล้านบาท ซึ่งหลักๆ จะใช้ในการเข้าซื้อกิจการ ที่สามารถรับรู้รายได้เข้ามาทันที และการพัฒนาโครงการที่ดำเนินการก่อสร้างอยู่อย่างต่อเนื่อง โดยปัจจุบัน BCPG มีโรงไฟฟ้ากำลังการผลิตติดตั้ง 941 MW ซึ่งคิดเป็นกำลังการผลิตที่ซื้อขายตามสัญญาแล้วกว่า 859 MW และจ่ายไฟเข้าระบบ 470 MW ครอบคลุมใน 6 ประเทศ ประกอบด้วย ไทย อินโดนีเซีย ญี่ปุ่น สปป.ลาว ฟิลิปปินส์ และเวียดนาม



ธุรกิจกำลังเข้าสู่ช่วงไฮซีซั่น

โดยนักวิเคราะห์หลายสำนักบอกเป็นเสียงเดียวกันว่าผลประกอบการของ BCPG ในงวดไตรมาส 2 /64 จะเติบโตขึ้นหากเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน เนื่องจากธุรกิจโรงไฟฟ้าประเภทพลังงานน้ำเป็นตัวหนุนให้ธุรกิจเติบโตขึ้นอย่างโดดเด่น เช่นบล.หยวนต้า (ประเทศไทย) จำกัด คาดกำไรปกติในไตรมาส 2/64 ที่ 509 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 35% จากปีก่อน ได้แรงหนุนจากการรับรู้รายได้โรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ที่เข้าลงทุนใน ไตรมาส 3/63 และการไม่ประสบภัยแล้งหนุนค่า CF ให้สูงขึ้น


ขณะที่แนวโน้มกำไรปกติในไตรมาส 3/64 โตต่อเนื่องจากการเข้าสู่ High Season ของโรงไฟฟ้าพลังงานน้ำในลาวและการฟื้นตัวของโรงไฟฟ้าพลังงานลมตามปัจจัยฤดูกาล ทั้งนี้คงประมาณการปี 2564 ที่ 2,224 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 14% จากปีก่อน เพราะการรับรู้รายได้โครงการโรงไฟฟ้าที่ลงทุนในปีก่อนแบบเต็มปีและการ COD โรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ 3 โครงการในญี่ปุ่นในช่วงครึ่งหลังปี 64 คงคำแนะนำ “ซื้อ” ที่ราคาเหมาะสม ณ สิ้นปี 64 ที่ 19 บาทต่อหุ้น


ส่วนบล.โนมูระ พัฒนสิน จำกัด ระบุว่า กำไรปกติไตรมาส 2/64 ที่ 480 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 27% จากปีก่อน และคาดรายได้ 1,089 ลบ. เพิ่ม12% โดยคาดกำไรปกติโตสูงจากโรงไฟฟ้าพลังงานน้ำที่มีอัตราการผลิตมากกว่าปีก่อนอย่างมีนัยฯจากปริมาณฝนที่มากขึ้น (คาด C.F. ราว 40% vs 2Q20 ที่ 29.3%) และจาก Solar farm 20 MW ที่ซื้อในไตรมาส 3/63


โดยยังคงคำแนะนำ “ซื้อ” ด้วยมูลค่าพื้นฐานปี 64 ที่ 17 บาท โดยคาดว่าบริษัทจะสามารถหาโครงการใหม่ได้ตามแผนการลงทุนในปีนี้ที่สูงถึง 18,000 ล้านบาท (รวมในประมาณการแล้ว 12,000 ลบ.) ทำให้ประเมินกำไรปี 64 โตสูง 30% จากปีก่อน ซึ่งมาชดเชย dilution จากการเพิ่มทุนและสร้างการเติบโตในระยะยาว โดยปัจจุบัน BCPG มีโครงการที่ COD แล้ว 474 MW และอยู่ใน pipeline อีก 386 MW


ด้านบล.กรุงศรี จำกัด (มหาชน) ให้มุมมองว่า กำไรในครึ่งหลังปี 64 จะเป็นบวกต่อเนื่องจากโรงไฟฟ้าพลังงานน้ำในลาว เพราะปริมาณฝนตกหนักตั้งแต่ มิ.ย. ค่าอัตราส่วนสมรรถภาพ (CAPACITY FACTOR  (CF) ที่โรงน้ำสาน 3A และ 3B จะเพิ่มขึ้นเป็น 70% ในก.ค.และ 80% ใน ส.ค. คาดโรงไฟฟ้าพลังงานน้ำจะมีกำไร 150-180 ล้านบาท จากเดิมที่ขาดทุน 40ล้านบาท และชดเชยความเข้มของแสงลดลงที่โรงโซลาร์ ฟาร์มจากฤดูฝนในไทย โรงโซลาร์ ฟาร์มในญี่ปุ่นจะมีผลกำไรดีขึ้นจากไฮซีซั่น ไตรมาส 2 /64 และไตรมาส 3/64 ซึ่งช่วยหนุนค่า CF เพิ่มเป็น 12% จาก 11% ในครึ่งปีแรก



Maratronman

เดินทางสู่โลกใหม่ ค้นหาสิ่งใหม่ นำเสนอมุมใหม่ กับเรื่องราวใหม่