Official Update :

เมื่อเงินบาทอ่อนสุดรอบ 16 เดือน!! เป็นจังหวะซื้อกลุ่มส่งออกอาหารรึยัง?

สถานการณ์ค่าเงินบาทไทยยังคงอ่อนค่าอย่างต่อเนื่องล่าสุดอยู่ที่ระดับ 33.04 บาท ซึ่งถือว่าเป็นระดับที่อ่อนค่าสูงสุดในรอบ 16 เดือนที่ผ่านมา โดยต้นตอนสาเหตุยังคงเป็นปัญหาการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด19 ที่ยังคงระบาดในประเทศไทยอย่างต่อเนื่อง ซึ่งมียอดติดเชื้อรายใหม่พุ่งทะลุระดับ 20,200 คน ทำสถิติสูงสุด และมีจำนวนผู้เสียชีวิตกว่า 188 ราย ขณะที่แนวโน้มที่จะพลิกกลับมาแข็งค่านั้นดูจะเป็นไปได้ยากในช่วงนี้


อย่างไรก็ตามเหรียญย่อมมีสองด้านเสมอกรณีที่ค่าเงินบาทอ่อนค่าจะส่งผลดีต่อผู้ประกอบการธุรกิจด้านการส่งออกที่จะทำให้มีกำไรจากอัตราแลกเปลี่ยนที่เพิ่มมากขึ้น ซึ่งในช่วงที่ผ่านมาหุ้นกลุ่มชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์มักจะได้รับประโยชน์และความนิยมในช่วงที่ค่าเงินบาทกำลังอยู่ในช่วงที่อ่อนค่ามาโดยตลอด แต่อย่างไรก็ตามจะต้องอย่าลืมว่าหุ้นกลุ่มส่งออกอาหารก็จะมีผลประกอบการที่โดดเด่นไม่แพ้กัน


สำหรับหุ้นในกลุ่มส่งออกอาหารที่อยู่ในจอเรดาร์ของเหล่านักลงทุนประกอบไปด้วยบริษัท ไทยยูเนี่ยน กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ TU, บริษัท เอเชี่ยนซี คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ ASIAN, บริษัท จีเอฟพีที จำกัด (มหาชน) หรือ GFPT และบริษัท เอ็กโซติค ฟู้ด จำกัด (มหาชน) หรือ XO ซึ่งหากดูในแว่ของผลประกอบการไตรมาส 2/64 แล้วนั้นกำไรสุทธิของบางบริษัทยังสามารถทำนิวไฮได้ต่อเนื่อง


เริ่มที่หุ้น XO นักวิเคราะห์จากบล.เคทีบีเอสที จำกัด (มหาชน) คาดว่ากำไรไตรมาส 2/64 จะทำได้ 132 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 44% จากปีก่อน และทำสถิติสูงสุดอีกครั้ง และคาดอัตรากำไรขั้นต้นอยู่ที่ 45% มากกว่าปีก่อน เป็นผลจากการ lock ราคาต้นทุนไว้ทั้งปี ทั้งนี้เราเชื่อว่าบริษัทจะสามารถแก้ปัญหาเรื่องการขนส่งได้ (เรือและตู้คอนเทนเนอร์)


ขณะที่แนวโน้มยอดขายไตรมาส 3/64 ยังอยู่ในเกณฑ์ที่ดี ปัจจุบันมียอดขายถึงปลายเดือน ส.ค.64 ราว 300-350 ล้านบาท นอกจากนี้ผลิตภัณฑ์กัญชงคาดมียอดขายเข้ามาปลายไตรมาส3/64 ราวอีก 3 ล้านบาท ซึ่งบริษัทได้เห็นถึงดีมานด์ของผลิตภัณฑ์กัญชงสูงกว่าเท่าตัวเมื่อเทียบกับยอดขายเวลาออกผลิตภัณฑ์ใหม่ยังคงแนะนำ “ซื้อ” ราคาเป้าหมาย 26 บาท


มาต่อกันที่ ASAIN มุมมองจากนักวิเคราะห์ บล.โนมูระพัฒนะสิน จำกัด ระบุว่า คาดกำไรปกติไตรมาส2/64 มีลุ้นทำ New High ที่ 242 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 7% จากปีก่อน และเติบโตต่อเนื่อง 14% จากไตรมาส1/64 จากยอดขายอาหารทะเลแช่เยือกแข็งที่ฟื้นตัว และยอดขายอาหารสัตว์เลี้ยงที่เติบโตดี ผนวกเงินบาทอ่อนค่าช่วยหนุนกำไรขั้นต้น


โดยเรายังคงมีมุมมองเชิงบวกต่อปัจจัยพื้นฐานของ ASIAN จาก

1) การส่งออกอาหารสัตว์เลี้ยงของไทยขยายตัวต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 21 ติดต่อกัน และยังคงขยายตัว Double Digit แม้หลายประเทศคลายล็อคดาวน์แล้ว


2) สัดส่วนรายได้ที่ดีขึ้น จากการเร่งขยาย Capacity ในธุรกิจอาหารสัตว์เลี้ยง และอาหารแช่แข็ง VAP ตามความต้องการซื้อที่เร่งตัวขึ้น ผนวกบาทอ่อนจะทำให้อัตราการทำกำไรดีขึ้นดังนั้นเราจึงแนะนำ “ซื้อเก็งกำไร” จากราคาเป้าหมายปี 65ที่ 20.50 บาท


ในด้านของ TU บล.บัวหลวง ให้ความเห็นว่า ไตรมาส 2/64 กำไรสุทธิของ TU จะอยู่ที่ 2พันล้านบาท เพิ่มขึ้น 18% จากปีก่อน หนุนโดยรายได้และอัตรากำไรขั้นต้นที่ปรับตัวดีขึ้น และขาดทุนจาก Red Lobster ที่ลดลง ซึ่งร้าน Red Lobster เกือบทั้งหมดกลับมาเปิดให้บริการอย่างเต็มรูปแบบแล้ว


ส่วนรายได้คาดรายได้อาหารทะเลแช่แข็งและอาหารสัตว์จะยังคงเติบโต รวมถึงคาดอัตรากำไรขั้นต้นธุรกิจอาหารทะเลแช่แข็งจะปรับตัวขึ้น จึงปรับประมาณการกำไรสุทธิปี 64 เป็น 7.16 พันล้านบาท เพิ่มขึ้น 15% จากปีก่อน พร้อมกับปรับราคาเป้าหมายเป็น 22.50 บาท


ปิดท้ายกันที่ GFPT บล.หยวนต้า คาดกำไรไตรมาส 2/64 อยู่ที่ที่ 143 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 255.9% จากไตรมาส 1/64 แต่จะลดลง 39.8% จากปีก่อน จากการฟื้นตัวค่อนข้างดีของการส่งออกทางอ้อมผ่าน McKey รวมถึงส่วนแบ่งกำไรจาก McKey ด้วยเช่นกัน โดยทิศทางกำไรทยอยฟื้นตัวรายไตรมาส ได้ประโยชน์จากบาทอ่อนและกำลังการผลิตใหม่ ขณะที่ต้นทุนการเลี้ยงผ่านจุดแย่ที่สุดไปแล้ว


คงมุมมองเป็นกลางค่อนข้างบวกต่อแนวโน้มผลประกอบการที่คาดว่าจะกลับสู่ระดับปกติได้ในไตรมาส 4/64 เป็นอย่างเร็วหากสถานการณ์ COVID-19 ในประเทศดีขึ้น ขณะที่ปี 2565 คาดกลับมาเป็นปกติ หลังกำลังการผลิตใหม่ติดตั้งแล้วเสร็จทั้งหมดแล้วและกำลังจะ COD ครบในช่วงกลางเดือน ส.ค. นี้ ปรับประมาณการกำไรปี 2565 ขึ้น 12% และปรับไปใช้ราคาเป้าหมายสิ้นปี 65 ได้เป้าหมายใหม่ที่ 15 บาท ปรับคำแนะนำ ขึ้นเป็น “ซื้อ”

Maratronman

เดินทางสู่โลกใหม่ ค้นหาสิ่งใหม่ นำเสนอมุมใหม่ กับเรื่องราวใหม่