Official Update :

4 หุ้น ESG เกาะกระแส Fund Flow รับเงินทุนไหลเข้าอย่างยั่งยืน

การลงทุนในธีมหุ้นประเภท ESG กำลังเป็นเทรนการลงทุนที่โลกให้ความสนใจ ต่อจากนี้ไปนักลงทุนคงจะไม่ต้องสงสัยว่ากระแสเงินการลงทุนส่วนใหญ่จะไปลงทุนในธีมหุ้นประเภทไหน นอกเหนือจากธีม ESG ถึงแม้ว่าจะเป็นกระแสการลงทุนต่างๆ บริษัทไหนจะเติบโต และแนวทางธุรกิจจะเป็นอย่างไร หากไม่ยึดหลัก ESG แล้วก็คงจะไม่มีกระแสเงินทุนไหนเข้าลงทุน


ธีมการลงทุนที่จะให้เม็ดเงินการลงทุนของเราอยู่แบบยั่งยืน ด้วยการใส่เงินลงทุนและคาดหวังกับบริษัทที่จะทำให้เม็ดเงินลงทุนของเรางอกเงยมากขึ้น และปลอดภัยด้วยหลักการบริหารงาน โดยหุ้น ESG กำลังเป็นเทรนด์การลงทุนในระยะยาว นอกจากเลือกหุ้นที่มีปัจจัยพื้นฐานแข็งแกร่งแล้ว ควรเลือกหุ้นที่คำนึงถึงการดำเนินธุรกิจแบบยั่งยืน เพราะจะช่วยให้ความเสี่ยงในการดำเนินธุรกิจระยะยาวอยู่ในระดับต่ำ อีกทั้งจะช่วยลดความผันผวน ลดความเสี่ยงของพอร์ตลงทุน และสร้างความมั่งคั่งให้กับนักลงทุนในระยะยาวได้ เมื่อเราเลือกที่จะลงทุนในหุ้นกลุ่มนี้แล้ว


นักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ หยวนต้า (ประเทศไทย) จำกัด ได้เก็บรวบรวมกระแสเงินที่ไหลเข้ากองทุนหุ้น ESG พบว่าปีนี้เป็นปีที่มีเม็ดเงินไหลเข้าหนาแน่น โดยในช่วง 11 เดือนแรกของปี 63 มีแรงซื้อเข้ามาแล้ว 5.4 แสนล้านดอลล่าร์สหรัฐฯ มากกว่าทั้งปี 62 ถึง 110% ซึ่งส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะสภาพคล่องที่ไหลเข้ามาในระบบการเงิน จากการผ่อนคลายนโยบายการเงินของธนาคารกลางทั่วโลก แต่อย่างไรก็ต้องยอมรับว่าสถานการณ์ COVID-19 เป็นตัวเร่งให้กองทุน ESG ได้รับความนิยมอย่างมาก เพราะนักลงทุนตระหนักถึงความผันผวนของราคาสินทรัพย์ลงทุน และการจัดการความมั่งคั่งในระยะยาวมากขึ้น ซึ่งหุ้น ESG สามารถสอดรับความต้องการดังกล่าวได้ดีที่สุด


ดังนั้นจึงคัดเลือกหุ้น ESG ที่น่าสนใจลงทุนโดยพิจารณาจาก DJSI World Index และ DJSI Emerging Market ซึ่งมีหุ้นไทยอยู่ในดัชนีทั้งสิ้น 21 หลักทรัพย์ แล้วกรองด้วย 3 ปัจจัยทั้งด้านการเคลื่อนไหวของราคา, ปัจจัยทางเทคนิค, และการถือครองของ NVDR พบว่า ADVANC, CPALL, CPF, EGCO มีโอกาสได้แรงหนุนจากเม็ดเงินที่จะไหลเข้าหุ้น ESG ของไทยในช่วงไตรมาส 1/64 โดยทั้ง 4 หลักทรัพย์เป็นหุ้นขนาดใหญ่ที่สามารถรองรับเม็ดเงินลงทุนได้มาก และเป็นกลุ่มที่ได้ประโยชน์ จากการฟื้นตัวของกำลังซื้อตามาตรการกระตุ้นของภาครัฐ


หุ้นทั้ง 4 หลักทรัพย์อยู่ในกลุ่มสื่อสาร ค้าปลีก เกษตร และโรงไฟฟ้า ที่คาดว่าจะได้อานิสงส์เชิงบวกจากการฟื้นตัวของกำลังซื้อในประเทศ หรือถ้าเศรษฐกิจยังไม่ฟื้นจากการกลับมาระบาดของ COVID-19 และคาดว่า Downside Risk ของหุ้นชุดนี้จะจำกัดกว่าตลาด เพราะมีภูมิคุ้มกันทั้งภาวะ Laggard และ Low Beta ที่สามารถรองรับความผันผวนได้ดี


นอกจากนี้ เราคาดว่าสถานการณ์ COVID-19 ที่กลับมาระบาดอีกครั้ง จะยิ่งกระตุ้นให้เงินไหลเข้ากองทุน ESG มากขึ้น เพราะเป็นกองทุนที่มีความผันผวนของราคาน้อยกว่ากองทุนหุ้นทั่วไป และหุ้นที่ถูกคัดเลือกเข้ามาอยู่ในกลุ่มกองทุนดังกล่าว เป็นบริษัทที่ให้ความสำคัญกับสังคม สิ่งแวดล้อม และธรรมาภิบาล ซึ่งจะทำให้ความเสี่ยงในระยะยาวอยู่ในระดับต่ำ จึงเหมาะกับการนำไปวางแผนทางการเงิน เพื่อมุ่งหวังผลในแง่ของการสร้างความมั่งคั่งในระยะยาว เช่น การวางแผนเกษียณอายุ หรือรองรับความเสี่ยงจากการตกงานในอนาคต


ทั้งนี้ทาง Wealthy Thai ได้สำรวจข้อมูลหุ้น ESG ที่นักวิเคราะห์ระบุไว้ ได้แก่ ADVANC ,CPF,CPALL,EGCO โดยพบว่าหุ้นในแต่ละตัวหากย้อนกลับไปตั้งแต่ต้นปีจนถึงปัจจุบันราคาหุ้นยังติดลบ ซึ่งถือว่าปรับตัวช้ากว่าตลาด รวมถึงสัดส่วนการถือครองหุ้นของ NVDR ในรอบ 1 ปียังมีสัดส่วนในระดับต่ำ ที่ยังมีช่องว่างให้กับกระแสเงินทุนต่างชาติเข้ามาครอบครองเพิ่มได้ ขณะที่คะแนน ESG ที่ประเมินโดย Vigeo Eiris Disclaimer และ Arabesque S-Ray อัพเดทล่าสุดวันที่ 23 พ.ย.63 เฉลี่ยอยู่ที่ 40-68


โดยราคาหุ้นของ ADVANC หากนับตั้งแต่ต้นปีจนถึงปัจจุบันราคาหุ้นยังลดลงอยู่กว่า 10.33% และมีสัดส่วนการถือครองหุ้นของ NVDR จำนวน 6.90% รวมถึงมีคะแนน ESG ที่ประเมินโดย Vigeo Eiris เมื่อวันที่ 23 พ.ย.63 อยู่ในระดับ 40 ขณะที่ CPF เป็นหุ้นที่ได้รับการคัดเลือกในครั้งนี้ที่มีราคาหุ้นตั้งแต่ต้นปีจนถึงปัจจุบันเพิ่มขึ้น 1.82% และมีสัดส่วนการถือหุ้นของ NVDR จำนวน 7.96% รวมถึงได้รับการประเมินคะแนน ESG ที่ 43


ส่วน CPALL ราคาหุ้นตั้งแต่ต้นปีจนถึงปัจจุบันยังคงติดลบ 10.73% และมี NVDR ถือหุ้น 8.89% รวมถึงมีคะแนน ESG ที่ประเมินโดย Vigeo Eiris ที่ระดับ 34% ขณะที่ EGCO ราคาหุ้นตั้งแต่ต้นปีจนถึงปัจจุบันลดลงกว่า 36.28% ส่วนคะแนน ESG ทาง Arabesque S-Ray ให้คะแนน 68



Maratronman

เดินทางสู่โลกใหม่ ค้นหาสิ่งใหม่ นำเสนอมุมใหม่ กับเรื่องราวใหม่