ช้อป 5 หุ้นเด่น SETHD ได้ปันผลแถมแคปปิตอลเกน

ช่วงนี้เป็นช่วงที่ดัชนีตลาดหุ้นไทยกำลังเป็นขาขึ้น หุ้นทุกตัวในหลายกลุ่มที่ได้รับปัจจัยเชิงบวกจากข่าวในประเทศและต่างประเทศเอง ก็สลับผลัดกันถูกซื้อถูกขาย หรือเก็งกำไรกันเป็นรอบๆ ส่วนหุ้นตัวไหนที่ราคายังปรับขึ้นน้อยกว่าตลาด นักวิเคราะห์ก็แนะนำให้ใส่เงินลงทุนซื้อเพื่อรอราคาหุ้นเพิ่มขึ้น ทั้งนี้สำหรับวิธีการหาหุ้นเล่นเพื่อลงทุนในระยะยาวนักลงทุนเลือกลงทุนในหุ้นแบบไหน และมีวิธีเลือกแบบไหนกันบ้าง หลายๆคนคนจะมีสูตรการลงทุนกันในใจที่อาจจะเหมือนกัน หรือต่างกัน


แต่สำหรับ Wealthy Thai จะลองแนะนำนักลงทุนให้เลือกลงทุนในหุ้นกลุ่ม SETHD นักลงทุนหลายท่านคงอาจจะใช้วิธีนี้ในการเลือกลงทุนแบบระยะยาวกันแล้ว แต่อาจจะมีนักลงทุนบางรายหรือหลายรายที่อาจจะสงสัยว่าทำไมต้องเป็นหุ้นกลุ่มนี้ และกลุ่มนี้คืออะไร ทาง Wealthy Thai จะเล่าให้ฟัง โดยทฤษฎีหรือตามหลักสูตรขั้นพื้นฐานของนักลงทุนแล้ว การลงทุนในหุ้นก็เพื่อหวังจะได้เงินปันผล และส่วนต่างราคาหุ้นที่เพิ่มขึ้น ดังนั้นกลุ่ม SETHD จึงถือเป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่จะสามารถตอบโจทย์การลงทุนของนักลงทุนในระยะยาวได้


"SETHD หรือ (SET High Dividend 30 Index) ถูกจัดทำขึ้นเพื่อสะท้อนความเคลื่อนไหวราคาของกลุ่มหลักทรัพย์หุ้นที่มีมูลค่าตามราคาตลาดสูง (Market Capitalization) มีสภาพคล่องสูงอย่างสม่ำเสมอ และมีอัตราผลตอบแทนจากเงินปันผลสูงและต่อเนื่อง" คำนิยามในการจัดตั้งดัชนีในกลุ่มดังกล่าวนี้ขึ้นมา แต่อย่างไรก็ตามหุ้นที่มีการจ่ายปันผลไม่ได้แสดงว่าเป็นหุ้นที่ดีเสมอไป ดังนั้นนักลงทุนจะต้องเลือกหุ้นที่จ่ายปันผล และควบคู่ไปกับผลประกอบการที่เติบโตต่อเนื่อง รวมถึงจะต้องมีราคาหุ้นที่เพิ่มขึ้นตามไปด้วย


ดังนั้นทาง Wealthy Thai ได้เลือกหาหุ้นในกลุ่ม SETHD ที่จ่ายปันผลในระดับสูง ประกอบกับราคาหุ้นปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง อีกทั้งมีอัพไซด์จากราคาหุ้นให้นักลงทุนได้มีกำไรจากส่วนต่างราคาหุ้นได้อีกด้วย ได้แก่ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) หรือ PTT ,บริษัท ปตท. สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) หรือ PTTEP ,บริษัท ออริจิ้น พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด (มหาชน) หรือ ORI , ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือ BBL และบริษัท เคซีอี อีเลคโทรนิคส์ จำกัด (มหาชน) หรือ KCE





มาลงรายละเอียดกันที่ PTT ก่อนเป็นอันดับแรก เพราะเชื่อว่านักลงทุนหลายคนต้องเคยมีทั้งได้กำไร และขาดทุน หรือได้ปันผลจากหุ้น PTT กันมาแล้วไม่มากก็น้อย โดย ณ ราคาปัจจุบัน (อ้างอิงวันที่) 2 ธ.ค.63 ราคาหุ้น PTT อยู่ที่ 41 บาทต่อหุ้น โดยหากย้อนหลัง 6 เดือนจนถึงปัจจุบัน หากนักลงทุนเลือกลงทุนในหุ้น PTT ช่วงนั้น (ช่วงที่ตลาดหุ้นกำลังผันผวนจากวิกฤตโควิด) จะทำให้ส่วนต่างราคาเพิ่มขึ้นมา 10.81% และมีอัตราตอบแทนเงินปันผลที่ 4.88% นอกจากนี้ยังมีอัพไซด์ของราคาหุ้นนักวิเคราะห์มองไว้ 26% จากราคาเป้าหมาย 48 บาทต่อหุ้น


ขณะที่ PTTEP ราคาหุ้นของวันที่ 2 ธ.ค.อยู่ที่ 98.50 บาท ซึ่งหากย้อนหลังไปเมื่อ 6 เดือนจนถึงปัจจุบันเท่ากับว่านักลงทุนมีกำไรส่วนต่างจากราคาหุ้นมาแล้ว 10.61% ขณะเดียวกันทาง PTTEP ยังมีอัพไซด์ของราคาหุ้นหากนักลงทุนที่ยังไม่เข้าซื้อขณะนี้อีกจำนวน 45% รวมถึงยังมีอัตราผลตอบแทนจากเงินปันผลอยู่ที่ 3.53%


สำหรับ ORI เป็นหุ้นในกลุ่มอสังหาริมทรัพย์ที่ถือว่ามีมูลค่าให้ผลตอบแทนกับนักลงทุนมาอย่างสม่ำเสมอทั้งในด้านจองส่วนต่างกำไรราคาหุ้น และเงินปันผล รวมถึงผลประกอบการที่จะดูมีอนาคตเติบโตในระดับต้นๆของกลุ่ม โดยหากนักลงทุนเข้าลงทุนใน ORI ช่วง 6 เดือนย้อนหลังที่ผ่านมาและถือต่อเนื่องมาตลอด จะทำให้มีกำไรส่วนต่างของราคาแล้ว 49.04% อีกทั้งหากจะเข้าซื้อขณะนี้ก็ยังมีอัพไซด์จากราคาหุ้นอีกราว 26% และได้เงินปันผลจำนวน 6.38%


ขณะที่หุ้นใหญ่อย่าง BBL ที่แนวโน้มปีนี้ NPL จะไม่สูงกว่าเพื่อนๆในกลุ่มธนาคารพาณิชย์ด้วยกันเพราะว่าส่วนใหญ่เป็นการปล่อยกู้ให้กับลูกค้าองค์กร ซึ่งไม่ได้รับผลกระทบจากมาตรการยืดหนี้ให้กับลูกค้ารายย่อยตามนโยบายของภาครัฐ โดยหากนักลงทุนที่ถือหุ้น BBL ตั้งแต่ในช่วง 6 เดือนย้อนหลังมานี้ จะมีกำไรส่วนต่างราคาหุ้นกว่า 6.93% และราคาหุ้นก็ยังคงมีอัพไซด์อีก 17% หากจะเข้าลงทุนในตอนนี้ก็ยังทัน ขณะเดียวกันจะได้เงินปันผลในระดับ 5.67%


ส่วน KCE ถึงแม้ว่านักลงทุนที่เข้าลงทุนในช่วง 6 เดือนย้อนหลังที่ผ่านมาจะได้กำไรเป็นกอบเป็นกำจากการเข้าลงทุนใน KCE ช่วงย้อนหลังไป 6 เดือนราคาหุ้นพุ่งขึ้นกว่า 111% แต่อย่างไรก็ตามในฐานะที่เป็นหุ้นอิเล็กทรอนิคส์รองรับการเติบโตในอนาคตจึงทำให้นักลงทุนยังสามารถเข้าซื้อ KCE ได้อีก เพราะมีอัพไซด์อีกกว่า 32% ถึงแม้ว่าจะได้อัตราผลตอบแทนเงินปันผล 2% ก็ถือว่ายังคุ้มค่าต่อการเข้าลงทุน
Maratronman

เดินทางสู่โลกใหม่ ค้นหาสิ่งใหม่ นำเสนอมุมใหม่ กับเรื่องราวใหม่