Official Update :

SCC เบียด PTT ขึ้นรั้งเบอร์หนึ่ง กำไรสูงสุด ในตลาดหุ้นไทย

จบลงแล้วสำหรับการดำเนินงานของบริษัทจดทะเบียนในงวด 9 เดือนของปี 2563 ซึ่งหลายๆบริษัทก็ได้รายงานผลประกอบการออกมาเป็นที่น่าพอใจต่อนักลงทุน และยังมีอีกหลายบริษัทที่รายงานผลประกอบการออกมาค่อนข้างน่าผิดหวัง ท่ามกลางแรงกดดันของ COVID-19 ที่ยังไม่รู้ว่าจะจบลงเมื่อไหร่ แม้มีข่าวดีเรื่องวัคซีนมาแล้วก็ตาม แต่นั่นก็ยังเป็นเรื่องของอนาคตที่ไม่รู้ว่าจะใช้จริงกับภาคประชาชนเมื่อไหร่ และจะได้ผลหรือไม่

ดังนั้นท่ามกลางการระบาดของ COVID-19 ที่เป็นอยู่ในทุกวันนี้ ทีมข่าว Wealthy Thai จะพานักลงทุนมาดูกันว่าบริษัทไหน ในตลาดหุ้นไทย จะมีกำไรสุทธิมากสุดในงวด 9 เดือนปี 63 โดยจากการสำรวจข้อมมูลผ่าน setsmart.com พบว่าบริษัทที่มีกำไรสุทธิมากที่สุดของรอบงบดังกล่าว 10 อันดับแรกนั้น ส่วนใหญ่จะเป็นกลุ่มแบงก์กว่า 5 หลักทรัพย์ พลังงานจำนวน 2 หลักทรัพย์ กลุ่มอาหาร ไอซีที และอสังหาริมทรัพย์และก่อสร้าง อย่างละ 1 หลักทรัพย์ โดยมีรายละเอียด ดังนี้

เป็นที่น่าสนใจอย่างแชมป์เก่าเมื่องวดปีก่อนอย่าง PTT กลับโดน SCC ขึ้นรั้งเบอร์หนึ่งของตลาดหุ้นไทยในแง่ของกำไรสุทธิมากสุดของงวด 9 เดือนปี 63 ส่วน PTT ตกลงมาอยู่ที่อันดับสอง โดย SCC รายงานกำไรสุทธิงวดดังกล่าวที่ 26,096.40 ล้านบาท เพิ่มขึ้่น 4.76%  จากช่วงเดียวกันปีก่อนที่มีกำไรสุทธิ 24,909.94 ล้านบาท โดยได้รับแรงสนับสนุนจากจากธุรกิจซีเมนต์และผลิตภัณฑ์ก่อสร้าง และธุรกิจแพคเกจจิ้ง ขณะที่รายได้จากการขายอยู่ที่ 302,689 ล้านบาท ลดลง 9% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ผลจากราคาขายของสินค้าเคมีภัณฑ์ที่ลดลง ตามราคาน้ำมันที่ลดลง

SCC มีแผนการเติบโตที่ชัดเจนในช่วง 3-5 ปีข้างหน้า

โดยนักวิเคราะห์บริษัท หลักทรัพย์ ดีบีเอส วิคเคอร์ส (ประเทศไทย) จำกัด ระบุว่า แนวโน้มผลประกอบการ 4Q63 ยังไปได้ดี โดยคาดว่าธุรกิจซีเมนต์และบรรจุภัณฑ์ทรงตัวจากไตรมาสก่อน  ด้านธุรกิจปิโตรเคมีมีสเปรดดีขึ้น ทั้ง HDPE, PP และ PVC ซึ่ง +6%จากไตรมาสก่อน, +9%จากไตรมาสก่อน และ +27%จากไตรมาสก่อน ตามลำดับ เพราะอุปสงค์ที่ฟื้นตัว สำหรับธุรกิจบรรจุภัณฑ์ยังแข็งแกร่ง โดยเติบโตไปกับ E-commerce และเศรษฐกิจทยอยดีขึ้น (70% ของปริมาณขายอยู่ในกลุ่มอุปโภค บริโภค เช่น อาหารและเครื่องดื่ม) จึงคงคำแนะนำซื้อ ให้ราคาพื้นฐาน 417 บาท

ขณะที่นักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ เอเซีย พลัส จำกัด ระบุว่า SCC มีแผนการเติบโตที่ชัดเจนของทุกธุรกิจหลักในช่วง 3-5 ปีข้างหน้า โดยเฉพาะกำลังการผลิตของธุรกิจปิโตรเคมีที่จะเพิ่มขึ้นถึง 70% หลังโครงการ LSP ในเวียดนามเสร็จสิ้น รวมถึงการเติบโตอย่างก้าวกระโดดของธุรกิจ Packaging หลังการระดมทุน IPO ของ SCGP เป้าหมายทางพื้นฐานปี 64 อยู่ที่ 430 บาท เทียบเท่า PER 14 เท่า มี Upside 24% บวกกับ Dividend Yield อีก 4% แนะนำ ซื้อ

PTT กับโอกาสในธุรกิจใหม่

ส่วนเบอร์สองอย่าง PTT รายงานกำไรสุทธิงวด 9 เดือน ปี 63 มีกำไรสุทธิ 24,619 ล้านบาท ลดลง ลดลง 67.39% จากช่วงเดียวกันปีก่อน (Y-Y) ที่มีกำไรสุทธิ 75,504.69 ล้านบาท โดยมี EBITDA จำนวน 154,058 ล้านบาท ลดลง 30.6% จากช่วง 9 เดือน ปี 62 สาเหตุหลักจากกลุ่มธุรกิจปิโตรเคมีและการกลั่นที่มีขาดทุนจากสต๊อกน้ำมันใน 9 เดือน ปี 63 จำนวน 24,500 ล้านบาท ตามราคาน้ำมันดิบที่ปรับลดลงอย่างมากจาก ณ สิ้นปี 2562 ที่ 67.3 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรล มาอยู่ที่ 40.3 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรล ณ สิ้น 9 เดือนปี 63 เนื่องจากสงครามราคาน้ำมัน สภาวะอุปทานล้นตลาดของน้ำมันดิบ ประกอบกับความต้องการใช้ผลิตภัณฑ์น้ำมันสำเร็จรูปและผลิตภัณฑ์ปิโตรเคมีลดลงจากการชะลอตัวของเศรษฐกิจ เนื่องจากการแพร่ระบาดของ COVID-19

“กลุ่ม PTT เตรียมเดินหน้าลงทุนในสินทรัพย์ดำเนินงาน, พลังงานทางเลือก และ EV. รวมถึง โอกาสในธุรกิจใหม่ โดยเฉพาะ กลุ่มที่เกี่ยวกับการบริการด้านสุขภาพ นอกจากนี้ PTT ยังมีมุมมองที่เป็นบวกมากขึ้นต่อราคาน้ำมันดิบดูไบที่ประมาณ 45-55 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล, GRM ที่ 1-2 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรลและ ราคา PE ที่คาดว่าจะดีขึ้นในปี 64 จากทิศทางเศรษฐกิจที่โตดีขึ้น เราคาดว่าโมเมนตัมกำไรของ PTT จะดีขึ้นต่อเนื่องในปี 64 คงคำแนะนำ ซื้อ โดยให้ราคาเป้าหมายเชิงพื้นฐานอยู่ที่ 48.00 บาท” นักวิเคราะห์บริษัท หลักทรัพย์ยูโอบี เคย์เฮียน (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) กล่าว

SCB จ่ายปันผล 3.8-4.0 บาทในปี 63-64

งวดเก้าเดือนแรกปี 2563 กำไรสุทธิมีจำนวน 22,252 ล้านบาท ลดลง 36.3% จากจำนวน 34,930 ล้านบาทในเก้าเดือนแรกปี 2562 ส่วนใหญ่เป็นผลมาจากรายการพิเศษครั้งเดียว ทั้งการตั้งสำรองที่เพิ่มขึ้น รวมถึงรายได้ดอกเบี้ยสุทธิที่ลดลง ซึ่งส่วนหนึ่งสุทธิกับรายได้ค่าธรรมเนียมสุทธิที่เพิ่มขึ้นและค่าใช้จ่ายจากการดำเนินงานที่ลดลง

นักวิเคราะห์บริษัท หลักทรัพย์ยูโอบี เคย์เฮียน (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) ระบุว่า ขณะนี้แนะนำถือ ราคาเป้าหมาย 70 บาท โดยเชื่อว่าผลประกอบการของ SCB ที่ฟื้นตัวในปี 64 มีแนวโน้มที่จะอ่อนแอกว่าธนาคารเดียวกันเนื่องจากต้นทุนสินเชื่อที่คาดว่าจะสูง เราได้ปรับลดประมาณการกำไรลงเพื่อสะท้อนถึงผลประกอบการที่อ่อนแอกว่าคาดและสมมติฐานการตั้งสำรองที่สูงขึ้น แม้ว่า CAR มั่นคงและจะสามารถผ่านทดสอบ stress test ของธปท. และคาดว่า SCB จะจ่ายเงินปันผล 3.8-4.0 บาทต่อหุ้นในปี 63-64 ซึ่งคิดเป็นอัตราเงินปันผลตอบแทนที่ดีที่ 5.9-6.1%

ADVANC ผ่านจุดต่ำสุดแล้ว

ADVANC ระบุว่า ไตรมาส 3/2563 มีกำไรสุทธิ 6,764 ล้านบาท (ไม่รวมผลของมาตรฐานบัญชีไทย 16) ลดลง 6.5% เทียบกับไตรมาสก่อนหน้า โดยหากไม่รวมผลขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยน ผลกำไรสุทธิทรงตัวเมื่อเทียบกับไตรมาสก่อน ดังนั้นผลประกอบการงวด 9 เดือนปี 63 มีกำไร 20,270 ล้านบาท ลดลง 15.97% จากช่วงเดียวกันปีก่อนที่มีกำไร 24,125 ล้านบาท

นักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ฟินันเซีย ไซรัส จำกัด (มหาชน)แนะนำ ซื้อ ราคาเป้าหมาย 216 บาท โดย ADVANC เป็นหุ้น Big Cap ที่ราคายังปรับตัวขึ้นน้อยกว่าหุ้นใหญ่ในอุตสาหกรรมอื่นที่ปรับตัวขึ้นแรงวานนี้จากประเด็นวัคซีน COVID-19 ทำให้คาดว่ามีโอกาสที่กระแสเงินทุนอาจไหลเขาจากกระแสเงินทุนที่ไหลเข้าในฐานะ Laggard Play โดยคาดผลการดำเนินงานผ่านจุดต่ำสุดแล้วในไตรมาส 2-3/63 และทยอยฟื้นตัวตามทิศทางเศรษฐกิจในประเทศ รวมถึงรายได้จาก Roaming และ Traveller SIM ที่จะกลับมาในระยะถัดไปโดยเฉพาะหลังได้วัคซีน COVID-19

แนะ Trading PTTEP ตามราคาน้ำมัน

สำหรับผลประกอบการ 9 เดือนของปี 2563 นั้น ปตท.สผ. มีรายได้รวม 4,082 ล้านดอลลาร์ สรอ. (เทียบเท่า 128,369 ล้านบาท) ลดลงร้อยละ 11 จาก 4,572 ล้านดอลลาร์ สรอ. (เทียบเท่า 143,115 ล้านบาท) เทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า และมีกำไรสุทธิ 639 ล้านดอลลาร์ สรอ. (เทียบเท่า 20,137 ล้านบาท) ลดลงร้อยละ 46 เมื่อเทียบกับ 1,185 ล้านดอลลาร์ สรอ. (เทียบเท่า 37,182 ล้านบาท) โดยหลักมาจากราคาขายผลิตภัณฑ์เฉลี่ยลดลงตามราคาน้ำมันดิบในตลาดโลก

นักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ ทรีนีตี้ จำกัด ระบุว่า ยังคงคำแนะนำ Trading Buy ใน PTTEP ที่ราคาเป้าหมาย 90.00 บาท ตามทิศทางราคาน้ำมันที่ปรับขึ้น แต่อย่างไรก็ดีผลประกอบการไตรมาส 4/63 อาจจะชะลอตัวเนื่องจากราคาก๊าซที่ปรับลดลง (ราคาก๊าซมี lag time ตามราคาน้ำมันอยู่ 6-9 เดือน) ส่วนความเสี่ยง คือ จากการฟื้นตัวของ demand น้ำมันที่ล้าช้าจากผลกระทบ COVID-19 และการลดกำลังการผลิตของกลุ่ม OPEC

ขณะที่ BAY งวด 9 เดือน มีกำไรสุทธิ 19,655 ล้านบาท ลดลง 25.3% จากงวดเดียวกันปี 62 ที่มีกำไร 26,311.32 ล้านบาท ขณะที่ KBANK มีกำไรสุทธิ 16,228.73 ล้านบาท ลดลง 45.77% จากช่วงเดียวกันปีก่อนที่มีกำไรสุทธิ 29,924.6 ล้านบาท ด้าน BBL มีกำไร 14,782.98 ล้านบาท ลดลง 46.9% จากงวดเดียวกันปี 62 ที่มีกำไร 27,813.71 ล้านบา และ KTB มีกำไรสุทธิ 13,279.16 ล้านบาท ลดลง 39.2% เมื่อเทียบจากช่วงเดียวกันปีก่อนที่มีกำไรสุทธิ 21,825.32 ล้านบาท