Official Update :

ถามใจผู้ประกอบการโรงแรม พร้อมแค่ไหน? ถ้าไทยเปิดประเทศ

เหลือเวลาอีกเพียงไม่กี่วัน!! หลังจากที่นายกรัฐมนตรีประกาศว่าจะเปิดประเทศภายใน 120 วัน นับจากวันที่ประกาศในครั้งนั้น ซึ่งจะครบกำหนดของการเปิดประเทศในวันที่ 13 ต.ค.64 นี้ ทั้งนี้ดูเหมือนว่าสภาวะต่างๆเหมือนจะเป็นการเอื้ออำนวยให้การเปิดประเทศจะสามารถเป็นไปได้ตามจริงหรือไม่นั้นจะต้องขึ้นอยู่กับตัวเลขผู้ติดเชื้อไวรัสโควิด 19 ซึ่งในปัจจุบันตัวเลขยอดติดเชื้อเริ่มลดลงเป็นใจอยู่ในระดับหลักหมื่นต้นๆ     


อย่างไรก็ตามการเปิดเมืองนั้นจะต้องดูตัวเลขการบริการจัดการการฉีดวัคซีนควบคู่ไปด้วยกับตัวเลขอัตรายอดผู้ติดเชื้อใหม่ด้วยเช่นกัน ซึ่งภาพต่อจากนี้ไปอาจจะต้องเร่งฉีดวัคซีนให้กับ 5 จังหวัดท่องเที่ยวสำคัญได้แก่ กรุงเทพฯ ชลบุรี เพชรบุรี ประจวบคีรีขันธ์และเชียงใหม่ โดยคาดหวังว่าจะช่วยสร้างรายได้จากการท่องเที่ยวในช่วงที่เหลือของปีนี้ได้ นอกเหนือจากโครงการ “ภูเก็ต แซนด์บ็อกซ์” และโครงการ “สมุย พลัส”


ในมุมมองของหน้าหุ้นกลุ่มโรงแรมในประเทศเริ่มฉายแววของการปรับเพิ่มขึ้นอีกครั้งหลังจากที่ก่อนหน้านี้กระแสการเปิดเมืองกระหึ่มออกมาเป็นช่วงๆ โดยหากมองย้อนในช่วงระยะเวลา 1 เดือนราคาหุ้นกลุ่มโรงแรมปรับตัวเพิ่มขึ้นมาในระดับกว่า 10% แล้ว ดังนั้นต่อจากนี้จะต้องดูว่าเมื่อเปิดเมืองเปิดประเทศได้แล้วจริง จะขยับเพิ่มขึ้นไปตอบรับหรือว่าจะเจอแรงขายสวนกระแส "Sell on fact"


ปัจจัยสตอรี่ที่จะเข้ามาช่วยหนุนในระยะนี้คือ การที่ผู้ว่าการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ตั้งเป้าเปิดตัวโครงการ “เราเที่ยวด้วยกัน” เฟส 3 และ “ทัวร์เที่ยวไทย” ตั้งแต่วันที่ 1 ต.ค. เป็นต้นไปเพื่อกระตุ้นอุปสงค์การท่องเที่ยวในประเทศโดยตั้งงบประมาณสำหรับทั้ง 2 โครงการไว้ที่ 5,700 ล้านบาท และ 5,000 ล้านบาทตามลำดับ


โดยทาง ททท. คาดว่าในเดือนต.ค. 2564 นี้ จะเกิดการท่องเที่ยวมากขึ้น จึงจะเปิดให้ลงทะเบียนโครงการเราเที่ยวด้วยกัน เฟส 3 และทัวร์เที่ยวไทย ในวันที่24 ก.ย. 64 และใช้สิทธิได้ตั้งแต่ 1 ต.ค. 64 สำหรับเราเที่ยวด้วยกัน เฟส 3จะสนับสนุนค่าโรงแรม 40%, คูปองอาหาร 600 บาทต่อคืน, ค่าตั๋วเครื่องบิน 40% ในการเดินทางท่องเที่ยว 2 ล้านสิทธิ ขณะที่โครงการทัวร์เที่ยวไทย สนับสนุนวงเงินสูงสุด 5,000 บาท ในการซื้อแพ็กเกจท่องเที่ยวผ่านบริษัททัวร์ 1 ล้านสิทธิ



ถามใจผู้ประกอบการ            

นางสาววรมน อิงคตานุวัฒน์ รองกรรมการผู้จัดการ และประธานเจ้าหน้าที่การเงิน บริษัท ดิ เอราวัณ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ ERW เปิดใจกับ Wealthy Thai ว่า ทางโรงแรมมีการเตรียมความพร้อมมาโดยตลอดหากรัฐบาลเปิดประเทศให้มีการเดินทางการท่องเที่ยว ซึ่งในช่วงที่ผ่านมาก็มีการปรับตัวเตรียมความพร้อมให้เข้ากับสถานการณ์มาโดยตลอด ซึ่งจะเห็นได้ว่าโรงแรมที่ภูเก็ตเองนั้น ก็มีการเปิดรองรับนักท่องเที่ยวในโครงการภูเก็ตแซนด์บ็อกซ์ ขณะที่ในจังหวัดอื่นๆนั้นก็มีความพร้อมเช่นเดียวกัน


อย่างไรก็ตามเบื้องต้นยังไม่สามารถระบุได้ว่าอัตราการเข้าพักภายหลังจากนโยบายการทยอยเปิดประเทศนั้นจะเพิ่มเป็นระดับที่เท่าไหร่ จากปัจจุบันอยู่ที่ 10% เพราะจะต้องรอดูนโยบายที่ชัดเจนจากภาครัฐ เช่นกฎข้อระเบียนบังคับของนักท่องเที่ยว การฉีดวัคซีน หรือเมื่อเข้าพักแล้วจะต้องกักบริเวณเป็นระยะเวลา 14 วันหรือไม่


สำหรับโครงการเราเที่ยวด้วยกัน เฟส 3 และทัวร์เที่ยวไทย คาดว่าโรงแรมหลายๆแห่งจะได้ประโยชน์รวมถึงทาง ERW เหมือนที่ผ่านๆมา ซึ่งในช่วงนี้กำลังซื้อจากการที่นักท่องเที่ยวต่างชาติยังไม่สามารถเดินทางมาท่องเที่ยวได้เต็มที่ ดังนั้นนักท่องเที่ยวในประเทศจึงมีส่วนสำคัญที่จะช่วยกระตุ้นการท่องเที่ยว โดยทางโรงแรมเตรียมความพร้อมที่จะออกแคมเปญทางการตลาดเพื่อดึงดูดกำลังซื้อภายในประเทศ



ภายใต้มุมมองนักวิเคราะห์

บริษัทหลักทรัพย์กสิกรไทย จำกัด คาดว่า CENTEL และ DUSIT จะได้ประโยชน์มากที่สุดจากมาตรการกระตุ้นการท่องเที่ยวครั้งนี้จากสัดส่วนห้องพักในพัทยาและหัวหินที่สูงกว่า เมื่อเทียบกับโรงแรมอื่นที่เราวิเคราะห์อยู่ เนื่องจากเป็น 2 สถานที่ท่องเที่ยวที่ได้รับความนิยมจากนักท่องเที่ยวในประเทศมากที่สุดในปี 63


ทั้งนี้เชื่อว่าราคาหุ้นรับรู้บรรยากาศเชิงบวกจากผลขาดทุนที่น้อยลงของโรงแรมในต่างประเทศในไตรมาส 2/2564 แล้ว ขณะที่ตลาดจะหันไปให้ความสนใจกับโรงแรมในประเทศไทยซึ่งเราคาดว่าจะผ่านระดับต่าสุดแล้วในไตรมาส 3/2564 เราคาดว่า CENTEL และ DUSIT จะรายงาน OCR ที่แข็งแกร่งที่สุดเมื่อเทียบกับโรงแรมในประเทศแห่งอื่น ๆ จากข้อได้เปรียบเรื่องทำเลที่ตั้ง หุ้นเด่นของคือ CENTEL


ด้าน บริษัทหลักทรัพย์ เอเซีย พลัส จำกัด มองว่า ความคืบหน้าของมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจข้างต้น ทั้งด้านการใช้จ่าย และการท่องเที่ยว คาดว่าจะช่วยเสริมให้หุ้นกลุ่มที่ได้ประโยชน์ ได้ Sentiment เช่น กลุ่มค้าปลีก (CPALL, BJC, CRC HMRO, DOHOME, COM7, SPVI), กลุ่มห้างสรรพสินค้า(CPN), กลุ่มการบิน (AOT, AAV, BA), กลุ่มโรงแรม (CENTEL, ERW, MINT)


ในมุมของบริษัทหลักทรัพย์ โนมูระ พัฒนสิน จำกัด (มหาชน) เรามองว่า ERW เป็นหุ้นที่จะได้ Sentiment เชิงบวกมากสุดหากภาครัฐออกมาตรการ เราเที่ยวด้วยกันเฟส 3 และเริ่มผ่อนคลายมาตรการการเดินทางข้ามจังหวัด เพราะมีสัดส่วนรายได้จากโรงแรมในไทยมากถึง 92% ของรายได้รวม อย่างไรก็ตาม กิจกรรมการท่องเที่ยวหลังคลายล็อคดาวน์ พบว่าฟื้นตัวจำกัดอยู่เพียงหัวหิน และพัทยา


ทำให้เรายังคงคาดผลขาดทุนปกติไตรมาส 3/64 แย่ลงทั้งจากปีก่อนและไตรมาส 2/64  พร้อมทำจุดต่ำสุดของปี ยังคงประมาณการผลขาดทุนปกติ 2,000 ล้านบาท และในปี 65 จะขาดทุน 1,200 ล้านบาท  ก่อนพลิกกลับมามีกำไร 82 ล้านบาท ในปี 66  คงคำแนะนำ Reduce ด้วยราคาเป้าหมายที่ 2.60 บาท



Maratronman

เดินทางสู่โลกใหม่ ค้นหาสิ่งใหม่ นำเสนอมุมใหม่ กับเรื่องราวใหม่