Official Update :

อนาคต PTT ภายใต้ธุรกิจยานยนต์ไฟฟ้า จะช่วยดันมูลค่าหุ้นมากแค่ไหน?

อนาคต PTT ภายใต้ธุรกิจยานยนต์ไฟฟ้าจะช่วยดันมูลค่าหุ้นมากแค่ไหน? เมื่อ PTT ต้องกระจายความเสี่ยงไปยังธุรกิจที่เป็นเทรนของอนาคต จึงเลือกจับมือกับ “Foxconn” เพื่อใช้ประเทศไทยเป็นฐานการผลิตยานยนต์ไฟฟ้า ดังนั้นเราจะมาร่วมหาคำตอบกันว่าการกระจายธุรกิจของ PTT ในครั้งนี้จะส่งผลอย่างไรบ้าง Wealthy Thai จะเล่าให้ฟัง


หลังจากที่บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) หรือ PTT กับ บริษัท หงไห่ พริซิชั่น อินดัสทรี จำกัด (Hon Hai Precision Industry Co., Ltd.) หรือ Foxconn ได้ลงนามความร่วมมือด้านการลงทุนอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าในประเทศไทย โดยจะใช้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางของการผลิตยานยนต์ไฟฟ้าแบบครบวงจร หรือเรียกง่ายๆว่า จะผลิตรถยนต์ไฟฟ้าทั้งคันแบบครบจบในที่ประเทศไทย


โดยใช้ความเชี่ยวชาญของฟ็อกซ์คอนน์ ทางด้านนวัตกรรมเทคโนโลยีในการผลิตและพัฒนาแพลตฟอร์มยานยนต์ไฟฟ้า ผสานกับองค์ความรู้การดำเนินธุรกิจในประเทศไทยของ กลุ่ม ปตท. ซึ่งจะช่วยผลักดันให้อุตสาหกรรมยานยนต์ในประเทศไทยเปลี่ยนผ่านสู่เทคโนโลยียานยนต์ไฟฟ้าสมัยใหม่


ด้านนายอรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ PTT ระบุว่าบริษัท อรุณ พลัส จำกัด (ARUN PLUS) เดินหน้าพัฒนาธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับ EV Value Chain ทั้งหมด โดยอาศัยความแข็งแกร่งด้านธุรกิจพลังงานของ ปตท. และ กลุ่มบริษัทในเครือ ซึ่งภายหลังการลงนามจะตั้งบริษัทร่วมทุน เน้นการมีส่วนร่วมของผู้ประกอบการในประเทศไทย ด้วยบริการครบวงจร ทั้งการออกแบบ ผลิต EV ตลอดจนผลิตชิ้นส่วนสำคัญ เช่น Battery Platform Drivetrain หรือ Motor


สำหรับแผนลงทุนในช่วง 5 – 6 ปี จะเริ่มจากการสร้างโรงงานใหม่อยู่ในพื้นที่ EEC ด้วยวางระบบการผลิต การบริหาร Supply chain พร้อมตั้งศูนย์วิจัยและพัฒนาทางวิศวกรรม ด้วยเงินลงทุน 1 – 2 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ จะสามารถผลิต EV ทั้งคัน ด้วยเทคโนโลยีเฉพาะของ ฟ็อกซ์คอนน์ เบื้องต้นจะใช้เวลาประมาณ 2 - 3 ปี ในการเตรียมพร้อมและเริ่มผลิตออกสู่ตลาด โดยมีเป้าหมายการผลิตในระยะแรก 50,000 คัน/ปี และขยายเป็น 150,000 คัน/ปี ในอนาคต



ส่องอนาคต

บริษัทหลักทรัพย์ โนมูระ พัฒนสิน จำกัด (มหาชน) เรามองว่าเป็นสัญญาณเชิงบวกต่อการร่วมลงทุนตั้งธุรกิจผลิต EV car ในไทยของ PTT และFoxconn เพราะหากตัดสินใจ FID เราประเมินเบื้องต้นราคาเป้าหมายปี 65  จะมีอัพไซประมาณ 0.8 บาทต่อหุ้น หรือ +1.4% (ใช้สมมติฐานมูลค่าลงทุนตลอดโครงการสูงสุดที่ราว 6 หมื่นลบ./ IRR ราว 13%/ long-term urate 80%/ต่ออายุโรงงาน 30 ปี/ WACC ราว 9.6%) โดยจะไม่ได้สร้างอัพไซต่อกำไรปกติ 64-66 อย่างมีนัยสำคัญเพราะเริ่ม COD ปลาย 66 ไปแล้ว โดยแนะนำ “ซื้อ” ราคาเป้าหมาย 57 บาท ซึ่งราคานี้ยังไม่รวมธุรกิจยานยนต์ไฟฟ้าเข้าในประมาณการ


ทั้งนี้มอง JV ดังกล่าวมีโอกาสประสบความสำเร็จได้เพราะ 1) ผู้ผลิตรถยนต์จีน (Potential customer) เริ่มเข้ามาเจาะตลาดรถยนต์ไทยมากขึ้น 2) มีมาตรการสนับสนุนด้าน EV car จากภาครัฐ และ 3)โอกาสสร้างฐานลูกค้าผ่าน connection ของ Foxconn (Foxconn เคยได้ รับคำสั่งซื้อจาก BMW และมีบริษัทแม่อย่าง Hon Hai Precision ที่มีโอกาสร่วมพัฒนาและผลิตรถยนต์ไฟฟ้ากับ Byton, FiatChrysler หรือFisker เป็นต้น)


นอกจากนี้มีโอกาสที่มีอัพไซได้อีกในอนาคต หากต่อยอดการลงทุนไปภายนอกประเทศกับ Foxconnได้จากตลาด EV car ในภูมิภาค ASEAN และทั่วโลกยังเติบโตได้อีกมาก รวมถึงมีโอกาสสร้าง Synergy สำหรับธุรกิจ new S-curve ของเครือ PTT จากโอกาสจับมือกับpartner ของ GPSC (Axxiva) ที่มีแผนพัฒนา Battery ส าหรับ EV car ให้กับผู้ผลิตรถยนต์ในจีนอย่าง แบรนด์รถยนต์ Chery

Maratronman

เดินทางสู่โลกใหม่ ค้นหาสิ่งใหม่ นำเสนอมุมใหม่ กับเรื่องราวใหม่