Official Update :

หุ้นโรงไฟฟ้าสะเทือนแรงแค่ไหน เมื่อราคาพลังงานเป็นขาขึ้นต่อเนื่อง

การที่ราคาพลังงานในตลาดโลกปรับตัวเพิ่มขึ้นตามสภาวะการขาดแคลนพลังงาน ซึ่งส่งผลต่อราคาสินค้าให้สูงขึ้นผลักดันไปสู่ภาวะเงินเฟ้อที่ปลายทาง อย่างไรก็ตามทั่วโลกกำลังกังวลว่าภาวะเงินเฟ้ออาจจะมาเร็วกว่าที่หลายๆ ฝ่ายคาดการณ์เอาไว้ แต่หากมองในด้านของราคาพลังงานที่เพิ่มขึ้นย่อมจะส่งผลดีและผลเสีย ซึ่งในแง่ของผลดีคือหุ้นในกลุ่มพลังงานจะได้รับประโยชน์ โดยเฉพาะกลุ่มโรงกลั่น และปิโตรเคมีที่ทำให้ช่องว่างของราคาสินค้าเพิ่มขึ้น


อย่างไรก็ตาม เมื่อส่งผลดีแล้วนั้นย่อมจะส่งผลกลับกันในทางลบกับหุ้นในกลุ่มอุตสาหกรรมโรงไฟฟ้าที่ต้องใช้ก๊าซธรรมชาติเป็นต้นทุนในการผลิตกระแสไฟฟ้า โดยก๊าซธรรมชาติ และราคาน้ำมันมีความสัมพันธ์กันคือเมื่อราคาน้ำมันปรับเพิ่มขึ้นราคาก๊าซธรรมชาติก็จะขยับเพิ่มขึ้นตามไปด้วย ซึ่งอาจจะมีช่วงเวลาที่ต่างกันอยู่ขั้นต่ำ 6 เดือน ทั้งนี้จะส่งผลกระทบต่อหุ้นโรงไฟฟ้าอย่างไรทาง Wealthy Thai จะเล่าให้ฟัง


นักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ เคจีไอ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) ระบุว่าราคาก๊าชธรรมชาติในตลาดโลกที่พุ่งสูงขึ้นจะส่งผลกระทบเล็กน้อยกับราคา pool gas ของ PTT ถึงแม้ว่าราคาก๊าซธรรมชาติจะพุ่งสูงขึ้นในช่วงที่ผ่านมาเนื่องจากอุปสงค์ในตลาดโลกเพิ่มขึ้นถึง 48% จากไตรมาสก่อน และเพิ่มขึ้น 98% เมื่อเทียบกับปีก่อน แต่จะไม่ส่งผลกระทบมากนักต่อราคาเนื้อก๊าซ (pool gas) ของ PTT (PTT.BK/PTTTB)* เพราะก๊าซธรรมชาติส่วนใหญ่มาจากอ่าวไทย (66%) และเมียนมาร์ (15%) ซึ่งจะใช้ราคาที่ตามหลังราคาน้ำมันเตา 6-12 เดือน


นอกจากนี้ ยังมีการปรับโครงสร้างการคำนวณราคา pool gas ใหม่เพื่อลดผลกระทบจากการที่ราคาน้ำมันในตลาดโลกพุ่งสูงขึ้น ซึ่งจะเริ่มใช้ในเดือนเมษายน 65 ทั้งนี้ ราคาก๊าซจากอ่าวไทยจะทยอยปรับเพิ่มขึ้นไปจนถึงไตรมาส 1/65  ในขณะเดียวกัน การนำเข้า LNG ซึ่งคิดเป็น 16% ของก๊าซทั้งหมดผูกกับสัญญาระยะยาวซึ่งกำหนดราคาเชื่อมโยงไว้กับน้ำมัน 5.2 ล้านตัน ส่วนที่เหลืออีก 3%(1 ล้านตัน) เป็นการซื้อในตลาด spot ซึ่งเหลือโควต้าที่ต้องซื้อในตลาด spot อีกเพียง 0.6% (2 แสนตัน)เท่านั้น เราเชื่อว่าจำนวนที่ต้องซื้อเพิ่มจากตลาด spot ไม่ได้มากอย่างมีนัยสำคัญ และจะไม่ส่งผลกระทบกับราคา pool gas ในไตรมาส4/64


เรามองว่าประมาณการกำไรของ SPPs ปี 2564 มี downside 2.4%- 6.7% จากราคาก๊าซที่แพงขึ้น เราคาดว่า SPPs จะได้รับผลกระทบจากการที่ราคา pool gas ของ PTT สูงขึ้นในครึ่งหลังของปี 64 ที่เพิ่มขึ้นมากว่า 20% จากช่วงครึ่งปีแรก ซึ่งหากราคาก๊าซเพิ่มขึ้นตามที่เราคาดไว้ จะทำให้ประมาณการกำไรปี 64 และ 65 ของเรามี downside อีก โดย BGRIM จะอยู่ที่ 6.7%10.4% ของ GULF จะอยู่ที่ 5.3%6.6% และ GPSC จะอยู่ที่ 2.4%/1.39 ตามลำดับ ดังนั้น จะทำให้ราคาเป้าหมาย DCF ของ BGRIM ลดลงเหลือ 57.75 บาท (-2.1%) ของ GULF ลดลงเหลือ 46.75 บาท (-1.1%) และของ GPSC ลดลงเหลือ 94.50 บาท (-0.5%)


ยังคงให้น้ำหนักหุ้นกลุ่มโรงไฟฟ้าที่ Neutral ถึงแม้ว่า BGRIM, GULF และ GPSC จะได้รับผลกระทบจากราคาก๊าซที่พุ่งสูงขึ้น แต่ราคาหุ้นทั้งสามตัวปรับลดลงมาแล้ว 10.4%, 4.2% และ 8.5% ตามลำดับในเดือนกันยายน 2564 ดังนั้น เราจึงเชื่อว่าตลาดได้สะท้อนปัจจัยนี้เข้าไปในราคาหุ้นเรียบร้อยแล้ว


ในขณะเดียวกัน มีเพียง GULF เท่านั้น ที่ราคาหุ้นฟื้นตัวขึ้นมาแล้วอย่างมีนัยสำคัญ โดยขยับขึ้นมาจากจุดต่ำสุดถึง 12.0 % ในขณะที่ราคาหุ้น GPSC และ BGRIM ฟื้นตัวขึ้นมาแล้วเล็กน้อย โดยขยับขึ้นมาจากจุดต่ำสุด 2.3% และ 0.6% ตามลำดับ เรายังคงเลือก GPSC เป็นหุ้นเด่นของเราในกลุ่มโรงไฟฟ้าเนื่องจากราคาหุ้นยังไม่ฟื้นตัว ในขณะที่ GPSC จะถูกกระทบจากราคาก๊ซที่พุ่งสูงขึ้นน้อยที่สุดเมื่อเทียบกับหุ้นอื่นในกลุ่ม



Maratronman

เดินทางสู่โลกใหม่ ค้นหาสิ่งใหม่ นำเสนอมุมใหม่ กับเรื่องราวใหม่