Official Update :

เช็ค 7 หุ้นไอพีโอราคาต่ำจอง จะเป็นโอกาสเข้าซื้อหรือไม่

นับตั้งแต่ต้นปี 2564 ถึงปัจจุบัน (8 ต.ค.64) มีหุ้นไอพีโอทยอยเข้าสู่ตลาดหลักทรัพย์ฯ ทั้ง SET และ mai อย่างต่อเนื่อง ซึ่งในช่วงเวลาดังกล่าว มีจำนวนรวมกันกว่า 25 บริษัท (ไม่รวมกองรีดฯ) โดยในการเข้าซื้อขายนั้น ก็มีหุ้นหลายบริษัทสร้างผลตอบแทนที่ดีให้กับนักลงทุน แต่ก็มีอีกหลายบริษัทเช่นกันที่สร้างความผิดหวังให้กับนักลงทุน ดังนั้นจากการสำรวจข้อมูลผ่าน www.settrade.com พบว่า ข้อมูล ณ วันที่ 8 ต.ค.64 มีหุ้นไอพีโอที่ราคาต่ำกว่าจองอยู่จำนวน 7 หลักทรัพย์





อนาคตหุ้นเหล่านี้ยังน่าสนใจแค่ไหน?

AMR, STECH ล่าสุดยังไม่มีบทวิเคราะห์ ส่วน DMT ไม่มีบทวิเคราะห์เช่นเดียวกัน แต่จากการเข้าสำรวจผ่าน www.settrade.com พบว่า IAA Consensus โดยบริษัทหลักทรัพย์ฟินันเซีย ไซรัส จำกัด (มหาชน)  แนะนำ “ซื้อ” DMT ให้ราคาเป้าหมาย 17 บาท



ASW
ลุ้นปี 64- 66 รายได้ 5,000-7,000 ล้านบาทต่อปี

ถัดมา ASW ล่าสุดยังไม่มีบทวิเคราะห์ออกมาเช่นเดียวกัน แต่ก่อนหน้านี้ นายกรมเชษฐ์ วิพันธ์พงษ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ASW เปิดเผยว่า บริษัท ทริสเรทติ้ง จำกัด (TRIS Rating ) ได้จัดอันดับเครดิตองค์กรที่ระดับ 'BBB-' พร้อมแนวโน้มอันดับเครดิต Stable หรือ คงที่ โดยประเมินว่าในอนาคต ASW มีแผนจะเพิ่มโครงการที่อยู่อาศัยแนวราบ และโครงการคอนโดมิเนียมแนวสูงให้มากขึ้น และมีเป้าหมายจะเพิ่มสัดส่วนโครงการแนวราบให้ได้ประมาณ 30% ของมูลค่าโครงการทั้งหมดของบริษัท ณ สิ้นปี 67 ซึ่งทริสเรทติ้ง ประเมินว่าการเพิ่มความหลากหลายของสินค้าจะช่วยให้บริษัทมีความยืดหยุ่น ในการปรับปรุงสินค้าให้ตรงกับความต้องการของตลาดได้ และในด้านรายได้ กำไรก็จะมีความผันผวนน้อยลงในอนาคต


ทั้งนี้ สิ้นเดือนมิ.ย. 64 มูลค่ายอดขายที่รอรับรู้รายได้ (Backlog) ของบริษัทอยู่ที่ระดับ 8.1 พันล้านบาท โดยยอดขายดังกล่าวจะทยอยรับรู้เป็นรายได้ที่ระดับประมาณ 2.9 พันล้านบาทในช่วงครึ่งหลังของปี 64 ประมาณ 2.8 พันล้านบาทในปี 65 และประมาณ 2.4 พันล้านบาทในปี 66 อีกทั้ง Backlogที่ค่อนข้างสูงน่าจะช่วยรักษาระดับกำไรของบริษัทได้ในช่วง 2-3 ปีข้างหน้า


ส่วนแนวโน้มอันดับเครดิต “Stable” หรือ “คงที่” สะท้อนถึงความคาดหวังของทริสฯว่า บริษัทจะส่งมอบโครงการคอนโดมิเนียมต่าง ๆ ได้ตามแผน ซึ่งน่าจะสร้างรายได้ที่ระดับ 5,000-7,000 ล้านบาทต่อปี ในช่วงปี 64- 66 ซึ่งมีปัจจัยสนับสนุนจากมูลค่ายอดขายรอรับรู้รายได้จำนวนมากและแผนการเปิดโครงการใหม่อย่างต่อเนื่องในช่วง 2-3 ปีข้างหน้าของบริษัท ในขณะที่อัตราส่วนกำไรก่อนดอกเบี้ยจ่าย ภาษี ค่าเสื่อมราคาและค่าตัดจำหน่ายต่อรายได้จะอยู่ที่ระดับมากกว่า 20% และถึงแม้จะมีแผนการขยายธุรกิจในเชิงรุก ทริสฯคาดว่าบริษัทจะรักษาอัตราส่วนหนี้สินทางการเงินต่อเงินทุนให้อยู่ที่ระดับประมาณ 50 - 55% ได้ในช่วง 3 ปีข้างหน้า นอกจากนั้นทริสฯยังประเมินว่าสภาพคล่องของบริษัทนั้นมีเพียงพอในช่วง 12 เดือนข้างหน้า

อ่านข่าว ASW ย้อนหลังล่าสุด https://www.wealthythai.com/en/updates/stock/news-highlight/4346



CV เป้าสูง 5.50 บาท

ต่อมา CV โดย IAA Consensus ให้ราคาเป้าหมาย 4.62-5.50 บาท ซึ่งนักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ฟินันเซีย ไซรัส จำกัด (มหาชน) แนะนำ ซื้อ ให้ราคาเป้าหมาย 5.50 บาท โดยคาดกำไรสุทธิจะโตในอัตรา 11.87% CAGR ในปี 63-66 โดยจะเพิ่มขึ้นจาก 94 ล้านบาทในปี 63 เป็นระดับกว่า 177 ล้านบาทในปี 66


นักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ จำกัด (มหาชน) ประเมินราคาเป้าหมายพื้นฐานที่ 4.62 บาท ซึ่งราคาเป้าหมาย ดังกล่าวได้รวมมูลค่าของการเข้าซื้อโรงไฟฟ้าใหม่ขนาดรวม 55 MW อีก 2.75 บาทต่อหุ้น แนะนำ “ซื้อ ทั้งนี้้ด้วยฐานกำไรปีที่แล้ว (ปี 63) ที่สูงเป็นพิเศษตามการรับรู้รายได้ EPC 2.0 พันล้านบาท ทำให้เราคาดว่ากำไรปีนี้้ (ปี 64) จะลดลง 35% เป็น 140 ล้านบาท


อย่างไรก็ตาม ก็มีปัจจัยบวกจากการรับรู้รายได้และส่วนแบ่งกำไรเต็มปีของโรงไฟฟ้า CPX และ RTB ที่เริ่ม COD เมื่อปีที่แล้วและคาดประสิทธิภาพการผลิต ของโรงไฟฟ้าเดิมสูงขึ้น รวมถึงคาดค่าใช้จ่ายดำเนินงานจะลดลงจากปีที่แล้วที่มีรายการพิเศษและค่าใช้จ่ายดอกเบี้ย จะลดลงตามการคืนเงินกู้ยืมจากเงิน IPO


สำหรับกำไรปีหน้า (ปี 65) คาดเติบโตดี 34%YoY เป็น 188 ล้านบาท โดย แม้รายได้จากโรงไฟฟ้าจะเติบโตเพียงเล็กน้อย 2% แต่คาดกำไรจะได้แรงหนุนจากธุรกิจ EPC ที่คาดรับรู้รายได้เพิ่มเป็น 800 ล้านบาท โดยคาดอัตรากำไรที่สูงขึ้น รวมถึงโครงการโรงคัดแยกขยะที่ จ.พิจิตรสร้างเสร็จสิ้นปีนี้ก็จะช่วยลดต้นทุนวัตถุดิบ ซึ่งจะหนุนอัตรากำไรของโรงไฟฟ้าให้สูงขึ้นในปีหน้า

อ่านข่าวเด่น CV ย้อนหลัง https://www.wealthythai.com/en/updates/stock/news-highlight/4937

https://www.wealthythai.com/en/updates/mutual-funds/fund-move/4611



TIDLOR
โมเดลธุรกิจที่แตกต่างจากคู่แข่ง

TIDLOR  โดย IAA Consensus ให้ราคาเป้าหมาย 43.00- 56.00 บาท ซึ่งนักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ เอสบีไอ ไทย ออนไลน์ จำกัด เปิดเผยว่า TIDLOR คือหนึ่งในผู้นำในธุรกิจจำนำทะเบียนภายใต้แบรนด์ “เงินติดล้อ” โดย ณ ไตรมาส 2/64 มีสินเชื่อรวม 5.5 หมื่นล้านบาท โดยใช้โมเดลธุรกิจที่แตกต่างจากคู่แข่ง นำระบบ IT มาประยุกต์ใช้ เพื่อสร้างผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ อำนวยความสะดวกแก่ลูกค้าและลดต้นทุนใน การดำเนินงาน เป็นต้น และมี credit rating A สูงกว่าคู่แข่ง นำไปสู่ต้นทุนทางการเงินที่ถูกกว่า


นอกจากนี้ยังมีธุรกิจนายหน้าประกันภัยที่เติบโตได้ดีแม้ภาพไตรมาส 2-3/64จะถูกกดดันจากการแพร่ระบาด แต่มีแนวโน้มดีขึ้นในระยะถัดไป โดยตั้งแต่ไตรมาส 4/64 มีแนวโน้มดีขึ้นจากการเปิดเมืองและมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจจากภาครัฐ ส่วนภาพระยะถัดไปต้นทุนดำเนินงานมีแนวโน้มลดลงจากการออกผลิตภัณฑ์ใหม่และประยุกต์ใช้ระบบดิจิทัลเข้ามาลดต้นทุน ประเมินมูลค่าพื้นฐานปี 65 อยู่ที่ 44.00 บาท/หุ้น แนะนำซื้อ

ย้อนไปอ่านข่าว TIDLOR หลังเข้าเทรด https://www.wealthythai.com/en/updates/stock/stock-of-the-day/2498



UBE กำไรปี 64-66 จะเติบโตขึ้นเฉลี่ย 67.0%

และสุดท้าย UBE โดย IAA Consensus ให้ราคาเป้าหมาย 2.80 - 3.30 บาท ซึ่งนักวิเคราะห์ บริษัทหลักทรัพย์ เอเซีย พลัส จำกัด แนะนำ “ซื้อ” ราคาเป้าหมาย 2.90 บาท โดยแนวโน้มกำไรปกติในปี 2564-2566 คาดจะเติบโตขึ้นเฉลี่ย 67.0% CAGR โดยใช้ปี 2563 เป็นปีฐานที่ 132.0 ล้านบาท โดยคาดจะเพิ่มขึ้นเป็น 614.7 ล้านบาท ในปี 2566 จากการพัฒนาและเน้นจำหน่ายผลิตภัณฑ์ที่มีอัตรากำไรสูงอย่างต่อเนื่องทั้งแป้งมันสำปะหลังออร์แกนิค แป้งฟลาว และผลิตภัณฑ์เกษตรอินทรีย์ออร์แกนิคอื่นๆ ประกอบกับต้นทุนทางการเงินที่ปรับลดลงในทุกปี จากการนำเงินที่ได้จากการขายหุ้น IPO ส่วนหนึ่งไปชำระหนี้และการทยอยชำระหนี้ตามเงื่อนไขที่ธนาคารกำหนด

อ่านข่าวล่าสุด UBE https://www.wealthythai.com/en/updates/stock/news-highlight/4892



อ่านข่าวย้อนหลัง
AMR https://www.wealthythai.com/en/updates/stock/news-highlight/3786

อ่านข่าวย้อนหลัง STECH https://www.wealthythai.com/en/updates/stock/stock-of-the-day/4711

อ่านข่าวย้อนหลัง DMT https://www.wealthythai.com/index.php/en/updates/stock/news-highlight/4160




This’s Alano

“มุ่งแสวงหาข่าวสาร สร้างสรรค์ผลงานอย่างถูกต้อง เพื่อนำเสนอให้นักลงทุนได้อ่าน”