Official Update :

เปิดผลงาน 10 The Biggest SCC ยืนหนึ่งกำไรโตสวนกลุ่ม

ปี 2563 ถือเป็นปีที่สุดหฤโหดของโลก เพราะการระบาดของ COVID-19 ทำให้แผนการดำเนินงานของหลายๆ บริษัทเกิดการสะดุดทันที ซึ่งแน่นอนว่ามีผลกระทบในแง่ของผลประกอบการอย่างมีนัยสำคัญ แต่จะมีบริษัทอะไรบ้างที่ทำผลประกอบการในสามารถเติบโตได้แม้มีวิกฤติดังกล่าว วันนี้เราจะไปหาคำตอบด้วยกัน

Wealthy Thai ได้รวบรวมข้อมูลของบริษัทจดทะเบียนในตลาดหุ้นในใน 10 อันดับแรกที่มีมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาดสูงสุด ณ วันที่ 20 พ.ย.63 พบว่ามีเพียง SCC หรือบริษัท ปูนซิเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน) เท่านั้น ที่สามารถทำกำไรสุทธิงวด 9 เดือนแรกให้เติบโตได้เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน

SCC ผลงานทั้งปียังเป็นบวกต่อ

SCC หุ้นที่มีมาร์เก็ตแคปสูงที่สุดเป็นอันดับ 5 ของตลาดหุ้นไทย โดยสรุปผลการดำเนินงานไตรมาสที่ 3/2563 มีกำไรสุทธิ 9,741.33 ล้านบาท เทียบกับช่วงเดียวกันปีก่อนที่มีกำไรสุทธิ 6,204.39 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 57% งวด 9 เดือน มีกำไรสุทธิ 26,096.40 ล้านบาท เพิ่มขึ้่น 4.76% จากช่วงเดียวกันปีก่อนที่มีกำไรสุทธิ 24,909.94 ล้านบาท จากธุรกิจซีเมนต์และผลิตภัณฑ์ก่อสร้าง และธุรกิจแพคเกจจิ้ง ส่งผลให้มี EBITDA เท่ากับ 56,722 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 5%

ด้านนักวิเคราะห์ บริษัทหลักทรัพย์ เคจีไอ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) ระบุว่า ขณะนี้ได้ปรับเพิ่มประมาณการกำไรปี 2563 ขึ้นอีก 10.7% จึงคาดกำไรสุทธิอยู่ที่ 32,871 ล้านบาท และปี 2564 ขึ้นอีก 3.1% จึงคาดกำไรสุทธิอยู่ที่ 35,976 ล้านบาท เนื่องจาก ปรับเพิ่มประมาณการกำไรจากธุรกิจเคมีภัณฑ์ จากการปรับเพิ่มสมมติฐาน spread ของ PVC ขึ้นจากเดิม 16.2% เป็น US$430/ton เพราะอุปสงค์ที่แข็งแกร่งจากอินเดีย รวมทั้งโครงการประหยัดต้นทุนของธุรกิจ CBM และ ธุรกิจยานยนต์และการเกษตรมีแนวโน้มดีขึ้น

ดังนั้นจึงยังคงคำแนะนำถือ และให้ราคาเป้าหมาย SOTP ปี 2564 ที่ 366 บาท โดยคาดว่ากำไรจากธุรกิจหลักใน 4Q63 จะลดลงทั้ง YoY และ QoQ เนื่องจากปริมาณยอดขาย polyolefin ลดลงเหลือ 120-130kT (-27% QoQ) จากการปิดซ่อมบำรุง MOC ตามแผนเป็นเวลา 45 วัน

PTT มองข้ามชอร์ตไปปี 64


ด้าน PTT ผู้ที่มีมาร์เก็ตแคปสูงที่สุดในตลาดหุ้นไทย โดยรายงานงวด 9 เดือน ปี 63 มีกำไรสุทธิ 24,619.11 ล้านบาท ลดลง 67.39% เทียบกับช่วงเดียวกันปีก่อนที่มีกำไรสุทธิ 75,504.69 ล้านบาท โดยมี EBITDA จำนวน 154,058 ล้านบาท ลดลง 67,966 ล้านบาท หรือ 30.6% จากช่วง 9 เดือน ปี 62

สาเหตุหลักจากกลุ่มธุรกิจปิโตรเคมีและการกลั่นที่มีขาดทุนจากสต๊อกน้ำมันใน 9 เดือน ปี 63 จำนวน 24,500 ล้านบาท ตามราคาน้ำมันดิบที่ปรับลดลงอย่างมากจาก ณ สิ้นปี 2562 ที่ 67.3 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรล มาอยู่ที่ 40.3 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรล ณ สิ้น 9 เดือนปี 63 เนื่องจากสงครามราคาน้ำมัน สภาวะอุปทานล้นตลาดของน้ำมันดิบ ประกอบกับความต้องการใช้ผลิตภัณฑ์น้ำมันสำเร็จรูปและผลิตภัณฑ์ปิโตรเคมีลดลงจากการชะลอตัวของเศรษฐกิจ เนื่องจากการแพร่ระบาดของ COVID-19

แต่นักวิเคราะห์ บริษัทหลักทรัพย์ หยวนต้า (ประเทศไทย) จำกัด บอกว่า มองข้ามไปปี 2564 คาดผลการดำเนินงานครึ่งปีแรก 64 จะขยายตัวได้ดี เพราะราคาต้นทุนก๊าซมีแนวโน้มปรับลดลง สวนทางราคาขายที่เพิ่มขึ้นตามราคาน้ำมันดิบ และไม่มีแผนปิดซ่อมบำรุงโรงแยกก๊าซช่วงครึ่งปีแรก 64 ทำให้คาดปี 2564 จะมีกำไร 7.7 หมื่นล้านบาท (+70% YoY)

จึงคงคำแนะนำ “ซื้อ” ราคาเหมาะสม ณ สิ้นปี 2564 ที่ 40.00 บาท จาก 1.โมเมนตัมกำไรที่เริ่มฟื้นตัวชัดเจนตั้งแต่ไตรมาส 4/63 - ครึ่งปีแรก 64, 2.พื้นฐานแข็งแกร่งด้วยความเป็นผู้นำในอุตสาหกรรม โครงสร้างธุรกิจบูรณาการครบวงจรตั้งแต่ต้นน้ำ – ปลายน้ำ 3.Upside จากแผนนำธุรกิจค้าปลีก (OR) ซื้อขายใน SET (คาด 1H64) 4.ซื้อขายบน PBV ที่ 1.2x มีส่วนลดจากค่าเฉลี่ยย้อนหลัง 10 ปีกว่า -1.0SD และ

และ 5. แม้ราคาปัจุจบันมี Upside gain จำกัด แต่ข่าวความคืบหน้าเกี่ยวกับการพัฒนาวัคซีน ทำให้เรามองว่าอาจเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของอุตสาหกรรม เพราะจะทำให้อุปสงค์น้ำมันฟื้นตัวตามภาวะเศรษฐกิจ และกิจกรรมเดินทางระหว่างประเทศจะกลับมาเป็นปกติ ทำให้หุ้นมีโอกาส Re-rate valuation ขึ้นได้

AOT กำไรรอบงบปี 64 เป็นจุดต่ำสุด

“เรายังคงชอบ AOT ในแง่ของกระแสรายได้ที่แข็งแกร่ง และจะยังคงมีส่วนแบ่งตลาดใหญ่ที่สุดธุรกิจการเดินทางทางอากาศในประเทศไทยในระยะยาว เรามองว่าผลกระทบระยะสั้นจากโรคระบาดที่มีต่อผลการดำเนินงานในปี FY63-64 เป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ จนกว่าประเทศไทยและประเทศที่เกี่ยวข้องกลับมาเปิดประเทศอีกครั้ง เรายังคงคำแนะนำถือ และให้ราคาเป้าหมาย DCF ปี FY65 ที่ 55.50 บาท” นักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ เคจีไอ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) กล่าว

พร้อมยังบอกอีกว่า เรายังคงมองว่าผลการดำเนินงานของ AOT จะลดลงอย่างมากในช่วงปี 63-64 ก่อนที่จะฟื้นตัวดีขึ้นในปี 65 โดยเราคาดว่ากำไรสุทธิของ AOT ในปี 63F จะอยู่ที่ 4.52 พันล้านบาท (-82.0% YoY) และจะลดลงเหลือ 2.26 พันล้านบาท (-50.0% YoY) ในปี 64 ซึ่งจะเป็นจุดต่ำสุดของวัฏจักรกำไรรอบนี้

ส่วน upside ของประมาณการของเราจะมาจากกรอบเวลาที่ชัดเจนของการปิดสนามบินในประเทศไทยและประเทศอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง ซึ่งยังคาดเดาไม่ได้ในขณะนี้ แต่มองว่าความสำเร็จในการพัฒนาวัคซีน COVID-19 จะเป็นปัจจัยบวกต่อแนวโน้มผลการดำเนินงานของ AOT ในอีกสองสามปีข้างหน้า

CPALL จับตาไตรมาส 4 ฟื้นตัว

นักวิเคราะห์ บริษัทหลักทรัพย์ เคทีบี (ประเทศไทย) จำกัด คงกำไรสุทธิปี 63 อยู่ที่ 1.8 หมื่นล้านบาท -18% YoY เราคาดอัตรากำไรขั้นต้นจะอยู่ประมาณ 21.6% น้อยลงจากปีก่อนที่ 23%จากการลดลงของสินค้ากลุ่ม personal care และอาหารระหว่างการเดินทางที่มีอัตรากำไรขั้นต้นสูงเพราะผลของ COVID-19 ทั้งนี้เราคาดว่า ผลประกอบการมีโอกาสฟื้นตัวขึ้นใน ไตรมาส 4/63 หลังการบริโภคกลับมาฟื้นตัวในช่วง high season

โดยแนะนำ“ซื้อ”ให้ราคาเป้าหมายที่ 80.00 บาท อิง 2021E PER ที่ 35x (เทียบเท่า +1SD ย้อนหลัง 5 ปี) โดยมี key catalyst คือ สถานการณ์ COVID-19 ในประเทศยังมีแนวโน้มดีขึ้น รวมถึงการเติบโตกับ Tesco ในระยะยาว ขณะที่ความเสี่ยงคือ second wave ของ COVID-19

ADVANC ผ่านจุดต่ำสุดแล้ว

ADVANC เป็นหุ้น Big Cap ที่ราคายังปรับตัวขึ้นน้อยกว่าหุ้นใหญ่ในอุตสหากรรมอื่นที่ปรับตัวขึ้นแรงวานนี้จากประเด็นวัคซีน COVID-19 ทำให้คาดว่ามีโอกาสที่กระแสเงินทุนอาจไหลเขาจากกระแสเงินทุนที่ไหลเข้าในฐานะ Laggard Play คาดผลการดำเนินงานผ่านจุดต่ำสุดแล้วในไตรมาส 2-3/63 และทยอยฟื้นตัวตามทิศทางเศรษฐกิจในประเทศ รวมถึงรายได้จาก Roaming และ Traveller SIM ที่จะกลับมาในระยะถัดไปโดยเฉพาะหลังได้วัคซีน COVID-19”นักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ฟินันเซีย ไซรัส จำกัด (มหาชน) กล่าว

ด้านนักวิเคราะห์ บริษัทหลักทรัพย์ หยวนต้า (ประเทศไทย) จำกัด บอกว่า ADVANC ปรับลดประมาณการรายได้ลงเป็นติดลบ Low to mid-single digit สมเหตุสมผล หากเทียบกับ 9M63 ที่ Core service revenue -4.4% YoY การปรับลดเป้าการเติบโตมาจากผลกระทบของการขาดหายไปของนักท่องเที่ยวต่างชาติและภาวะเศรษฐกิจทีอ่อนแอ

โดยการปรับเป้ารายได้ไม่กระทบประมาณการกำไรของเราเพราะได้ประเมินความอ่อนแอดังกล่าวไว้แล้ว กำไรปกติ 9M63 คิดเป็น 76.4% ของประมาณการกำไรทั้งปี 2563 ของเราที่ 2.7 หมื่นล้านบาท (-14% YoY) ขณะที่ 4Q63 เราคาดกำไรของ ADVANC อาจทรงตัว QoQ หรือฟื้นตัวเล็กน้อยตามภาพรวมเศรษฐกิจที่ดีขึ้นและผลของฤดูกาล หากการแข่งขันด้านราคาไม่รุนแรงจนเกินไป ADVANC มีโอกาสสูงที่จะทำได้ตามประมาณการของเราไม่ยาก

ดังนั้นยังคงมุมมองกำไรปี 2564 ฟื้นตัวราว 5% YoY อิงสมมติฐานนักท่องเที่ยวต่างชาติเริ่มกลับเข้าหนุนรายได้ในช่วง 2H64 และรอบการลงทุนหนักของ ADVANC ผ่านจุดสูงสุดไปแล้วในปี 2563 จึงคงคำแนะนำ “ซื้อ” ปรับไปใช้ราคาเหมาะสม ณ สิ้นปี 2564 ที่ 221 บาทต่อหุ้น

ความเสี่ยงสำคัญอยู่ที่ 1) การแข่งขันด้านราคาที่รุนแรง 2) การประมูลคลื่นเพิ่มโดยไม่จำเป็น 3) การปรับตัวเพื่อสู้กับ Technology LEO ทำได้ช้า และ 4) ไม่สามารถสร้างรายได้ใหม่ๆในยุค 5G และ IoTs จนกลายเป็นเพียง Network Provider ที่ได้ Return ต่ำ

GULF เด่นสุดหุ้นโรงไฟฟ้า

นักวิเคราะห์ บริษัทหลักทรัพย์ บัวหลวง จำกัด (มหาชน) ระบุว่า GULF ยังคงมองหาโอกาสลงทุนที่เวียดนามในโครงการ LNG-to-power ในหลายพื้นที่ รวมทั้งโครงการฟาร์มกังหันลมนอกชายฝั่ง ในทวีปยุโรปยังมีแนวโน้มการเติบโตของกำลังผลิตไฟฟ้าจากฟาร์มกังหันลมอีกมากและไม่มีการปิดกั้นการลงทุนจากชาวต่างชาติ GULF จึงมองเห็นโอกาสในการลงทุน ทั้งการเข้าซื้อกิจการที่ดำเนินการแล้ว, การเข้าลงทุนในโครงการที่อยู่ระหว่างการพัฒนา และการเริ่มพัฒนาโครงการใหม่

ทั้งนี้ แนวโน้มผลประกอบการในช่วงไตรมาส 4/63-1/64 ออกมาน่าประทับใจ และแนวโน้มการเติบโตของกำไรหลักในระยะยาวของ GULF โดดเด่นที่สุดในกลุ่มโรงไฟฟ้า แนะนำ "ซื้อ" ราคาเป้าหมาย 45 บาท

PTTEP ให้ TRADING ตามราคาน้ำมันดิบ

นักวิเคราะห์ บริษัทหลักทรัพย์ หยวนต้า (ประเทศไทย) จำกัด ระบุว่า แนวโน้ม 4Q63 ผลการดำเนินงานปกติลดลง QoQ และ YoY โดยอ้างอิง Guidance ปริมาณขายปี 2563 ของ PTTEP ที่ 350 KBOED จะสามารถ Implies ได้ว่ายอดขาย 4Q63 จะอยู่ที่ 370 KBOED

อย่างไรก็ตาม ประเมินว่าปริมาณขายที่สูงขึ้นไม่เพียงพอชดเชยต่อราคาขายเฉลี่ย (ASP) ที่มีแนวโน้มลดลง โดยราคาก๊าซอาจเหลือราว US$5.65/mmbtu (-9% QoQ, -19% YoY) ตามรอบปรับสัญญาขายก๊าซในอ่าวไทยช่วงเดือนต.ค. อย่างไรก็ตาม กำไรสุทธิ 9M63 คิดเป็น 82% ของคาดการณ์ทั้งปีแล้ว เราคงประมาณการกำไรสุทธิปี 2563 และ 2564 ที่ 2.5 หมื่นล้านบาท (-50% YoY) และ 2.4 หมื่นล้านบาท (-2% YoY) ตามลำดับ ภายใต้สมมติฐานราคาน้ำมันดิบดูไบเฉลี่ยที่ US$42 47/bbl ตามลำดับ

ดังนั้นคงราคาเหมาะสม ณ สิ้นปี 2564 ที่ 96.00 บาท แนะนำ TRADING ตามราคาน้ำมันดิบ เนื่องจากราคาน้ำมันปี 2564 มีแนวโน้มทยอยปรับตัวขึ้นหนุนจากการพัฒนาวัคซีน เศรษฐกิจโลกฟื้นตัว และมาตรการของ OPEC+ ที่เข้มงวด โดยแนะนำให้ติดตามการเจรจาระหว่างซาอุฯ และรัสเซียเพื่อชะลอการเพิ่มโควต้าการผลิตน้ำมันปี 2564 (เดิมจะเพิ่มโควต้าเหลือลดการผลิต 5.8 ล้านบาร์เรล/วัน ตั้งแต่ 1 ม.ค. 2564 จากปัจจุบัน 7.7 ล้านบาร์เรล/วัน) ให้สอดรับการอุปสงค์ที่ฟื้นตัวช้าในการประชุม OPEC วันที่ 30 พ.ย. 1 ธ.ค.นี้

ขณะที่โมเมนตัมกำไรของหุ้น Oil play อย่าง PTT, PTTGC ดูน่าสนใจกว่า โดยทิศทางงบ PTTEP จะถูกกดดันจากราคาก๊าซที่จะอยู่ระดับต่ำตั้งแต่ 4Q63 รวมทั้ง 1H64 และราคาน้ำมันดิบระยะสั้นถูกกดดันจากการใช้มาตรการควบคุมการแพร่ระบาดของ COVID-19 ที่เข้มงวด

BDMS กำไรปี 64 ฟื้นตัวแรง

นักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ บัวหลวง จำกัด (มหาชน) ระบุว่า ผู้บริหารคาดรายได้รวมปี 63 จะติดลบราว 17-18% ดีขึ้นกว่าที่บริษัทเคยคาดไว้ถึง การลดลง 20% ผู้บริหารส่งสัญญาณรายได้ผู้ป่วยในประเทศจะปรับตัวดีขึ้นมากในไตรมาส 4/63 ทั้งนี้ BDMS ขยายช่องทางการหาลูกค้าใหม่ๆ เช่น การขาย Package ตรวจสุขภาพ บน E-commerce การแข่งขันจากรพ.เอกชนเปิดใหม่คือ Med Park ไม่กระทบ BDMS อย่างมีนัยเนื่องจาก 1) การสูญเสียพนักงานประจำมีจำกัดมาก และ 2) สัญญาณผู้ป่วยชาวไทยฟื้นตัวค่อนข้างแรงแม้มีรพ.ใหม่เปิดก็ตาม

โดยเราคาดราคาหุ้นจะเคลื่อนไหวแบบ “ค่อยๆ ปรับตัวขึ้นอย่างแข็งแกร่งไปจนปี 64 ” ปัจจัยหนุนสำคัญคือ 1) การฟื้นตัวของกำไรไตรมาส 4/63 สูงกว่าตลาดคาด, 2) โอกาสการปรับประมาณกำไรเพิ่มขึ้นจากตลาด และ 3) แนวโน้มกำไรปี 64 ฟื้นตัวแรง- แนะนำ “ซื้อ” ราคาเป้าหมายที่ 25 บาท

SCB กำไรฟื้นตัวใน Q4

นักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ บัวหลวง จำกัด (มหาชน) มองว่า แนวโน้มใน 4Q63 เราคาดว่าสัดส่วนลูกหนี้ที่อยู่ภายใต้โครงการช่วยเหลืออีก 29% (ลดลงจาก 39%) คาดว่าจะมีบางส่วนที่อาจกลายเป็น NPL ได้ อย่างไรก็ตามคาดว่าสำรองหนี้ที่ตั้งไว้ในระดับสูงใน 3Q63 ได้สะท้อนความเสี่ยงไว้บางส่วนแล้ว จึงคาดว่าสำรองหนี้จะลดลงและกำไร 4Q63 จะฟื้นตัวได้

เรายังคงประมาณการกำไรทั้งปี 63 ไว้ เนื่องจากประมาณการเดิมได้สะท้อนสำรองหนี้ในระดับสูงแล้ว อย่างไรก็ตามเราปรับลดประมาณการกำไรปี 64 ลงราว 3% เนื่องจากลูกหนี้ปรับโครงสร้างบางส่วนอาจกลับเป็น NPL ในปีหน้าได้ ดังนั้นคงราคาเป้าหมายใหม่ที่ 83 บาท อิง PBV 0.65 เท่า ภายหลังการตั้งสำรองระดับสูงใน 3Q63 มองแนวโน้มกำไรในอนาคตดีขึ้น จึงคงคำแนะนำ ซื้อ

KBANK เห็นความเสี่ยงงสำรองฯที่สูง

นักวิเคราะห์ บริษัทหลักทรัพย์ เคทีบี (ประเทศไทย) จำกัด ระบุว่าเรามีการปรับประมาณการกำไรสุทธิในปี 63-64 ลง –6% และ13% ตามลำดับ จากการปรับ credit cost ในปี 63-64 เพิ่มขึ้นเป็น 265bps/240bps จากเดิมที่ 255bps/220bps ขณะที่เราคาดว่า กำไรสุทธิใน 4Q63 จะหดตัวลงต่อเมื่อเทียบ YoY และ QoQ จากการตั้งสำรองฯที่ยังอยู่ในระดับสูง และค่าใช้จ่ายตาม seasonal ที่เพิ่มขึ้น ขณะที่แนวโน้ม NPLs เรามองว่า จะปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องหลังจากหมดมาตรการช่วยเหลือลูกหนี้

ดังนั้นปรับราคาเป้าหมายลงและ rollover มาอยู่ที่ 85.00 บาท อิง PBV ที่ 0.48x (-2.0SD below 10-yr average PBV) จากเดิมที่ 96.00 บาท อิง PBV ที่ 0.55x (-2.0SD below 10-yr average PBV) เราเห็นความเสี่ยงจากแนวโน้มการตั้งสำรองฯที่ยังอยู่ในระดับสูง โดยเฉพาะอย่างยิ่งช่วงหลังหมดมาตรการช่วยเหลือลูกหนี้ ซึ่งคาดว่าจะเห็นการเร่งตัวตั้งแต่ 4Q63 เป็นต้นไป