ส่องหุ้นนิคมฯ หลังเปิดประเทศ ผลงานจะอย่างไรบ้าง?

หุ้นนิคมอุตสาหกรรมเป็นอีกกลุ่มที่ได้รับผลบวกจากการเปิดประเทศ เพราะนักลงทุนต่างชาติสามารถเดินทางเข้ามาดูพื้นที่ได้แล้ว ทำให้การตัดสินใจซื้อหรือโอนทำได้รวดเร็วมากขึ้น ช่วยสนับสนุนให้ช่วงสิ้นปีหรือไตรมาส 4/64 ยอดขายที่ดินของนิคมฯ ต่างๆ น่าจะปรับตัวดีขึ้น วันนี้ Wealthy Thai จึงมีแนวโน้มไตรมาส 4/64 ของหุ้นกลุ่มนิคมฯ จากนักวิเคราะห์และผู้บริหารมาฝาก



WHA ไตรมาส 4/64 รายได้ทำจุดสูงสุดของปี

มาเริ่มกันที่ WHA หรือ บริษัท ดับบลิวเอชเอ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ซึ่งผู้บริหารหญิงแกร่งอย่าง คุณจรีพร จารุกรสกุล ได้กล่าวถึงแนวโน้มของบริษัทในงาน Opportunity Day ประจำไตรมาส 3/2564 ว่า บริษัทคาดว่าไตรมาส 4/64 รายได้จะเติบโตอย่างมาก เนื่องจากมีการบันทึกรายได้จากการขายสินทรัพย์เข้ากองทรัสต์เพื่อการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ และสิทธิการเช่าดับบลิวเอชเอ พรีเมี่ยม โกรท (WHART ) มูลค่าประมาณ 5,550 ล้านบาท และเป็นอัตรากำไรขั้นต้น  2,000 ล้านบาท ประกอบกับหลังการเปิดประเทศ นักลงทุนต่างชาติเดินทางเข้ามาดูพื้นที่ในนิคมอุตสาหกรรมจำนวนมาก ทำให้ยอดขายที่ดินปรับตัวดีขึ้น คาดว่าสิ้นปีนี้ยอดขายที่ดินจะทะลุเป้าหมายที่ตั้งไว้ 820 ไร่


ปัจจุบันบริษัทมีนิคมอุตสาหกรรมทั้งหมด 12 แห่ง แบ่งเป็น เวียดนาม 1 แห่ง และไทย 11 แห่ง ซึ่งใน 2-3 ปีข้างหน้า บริษัทมีแผนจะขยายนิคมอุตสาหกรรมในไทยเพิ่ม 3 แห่ง โดยคาดว่านิคมอุตสาหกรรมดับบลิวเอชเอ อีสเทิร์นซีบอร์ด 3 (WHA ESIE 3) และนิคมอุตสาหกรรมดับบลิวเอชเอ ระยอง 36 (WHA RY 36) จะดำเนินการสร้างเสร็จสมบูรณ์ในช่วงปลายปี 64 สำหรับการก่อสร้างส่วนต่อขยายของนิคมอุตสาหกรรมดับบลิวเอชเอ อีสเทิร์นซีบอร์ด 4 (WHA ESIE 4) จะเริ่มขึ้นในไตรมาส 4/64 ภายหลังจากผ่านการอนุมัติการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) รวมถึงนิคมอุตสาหกรรมดับบลิวเอชเอ อินดัสเตรียล เอสเตท ระยอง (WHA IER) ซึ่งปัจจุบันได้รับการอนุมัติให้เป็นเขตเศรษฐกิจพิเศษก็จะเริ่มการก่อสร้างในช่วงไตรมาส 4/65 เช่นกัน ด้านนิคมอุตสาหกรรมที่เวียดนาม ในปี 65 มีแผนจะขยายเพิ่ม 2 แห่ง ที่จังหวัดถั่งหัว คือ WHA Smart Technology Industrial Zone - Thanh Hoa และ WHA Northern Industrial Zone ครอบคลุมพื้นที่กว่า 7,500 ไร่ โดยจะเริ่มก่อสร้างในปี 66 และปี 67 ตามลำดับ


สำหรับธุรกิจสาธารณูปโภค ประเมินว่าความต้องการของลูกค้ากลับมาใกล้เคียงช่วงก่อนเกิด Covid-19 แล้ว จากกลุ่มลูกค้าเดิมที่ขยายกำลังการผลิต และลูกค้ารายใหม่ของกลุ่มโรงไฟฟ้าและปิโตรเคมี นอกจากนี้บริษัทยังอยู่ระหว่างดำเนินการก่อสร้างโครงการใหม่ๆ เช่น โรงบำบัดน้ำแห่งใหม่ในนิคมอุตสาหกรรมดับบลิวเอชเอ ระยอง 36 (WHA RY36) กำลังการผลิต 2.7 ล้านลูกบาศก์เมตรต่อปี, โครงการผลิตน้ำที่ปราศจากแร่ธาตุสำหรับจำหน่ายแก่ลูกค้านอกนิคมอุตสาหกรรมของบริษัทฯ กำลังการผลิต 1 ล้านลูกบาศก์เมตรต่อปี และโครงการแหล่งน้ำดิบทางเลือก กำลังการผลิต 6 ล้านลูกบาศก์เมตรต่อปี


ส่วนธุรกิจด้านพลังงาน ณ สิ้นไตรมาส 3 บริษัทมีกำลังการผลิตโครงการไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ที่เปิดดำเนินเชิงพาณิชย์แล้วทั้งหมด 50 เมกะวัตต์ และมีกำลังการผลิตไฟฟ้ารวมตามสัดส่วนการถือหุ้นเท่ากับ 600 เมกะวัตต์ ขณะที่โซลาร์รูฟท็อป มีสัญญาซื้อขายไฟฟ้า (PPA) ในมือแล้ว 85 เมกะวัตต์ และคาดว่าไตรมาส 4/64 จะสามารถเซ็นสัญญา PPA ได้เพิ่มอีก 5 เมกะวัตต์ ส่งผลให้สิ้นปี 64 บริษัทจะมี PPA เพิ่มเป็น 90 เมกะวัตต์


นอกจากนี้ บริษัทยังมุ่งเน้นการพัฒนาและต่อยอดบริการ รวมถึงขยายฐานลูกค้าและสร้างธุรกิจใหม่ๆ ที่แตกต่างจากเดิม ผ่านการเข้าลงทุนในบริษัทสตาร์ทอัพ โดยปี 65 บริษัทวางงบลงทุนไว้ราว 300 ล้านบาท เพื่อเข้าลงทุนในสตาร์ทอัพที่มีศักยภาพอย่างต่อเนื่อง


ด้านนักวิเคราะห์จากบล.หยวนต้า (ประเทศไทย) ระบุว่า WHA ผ่านช่วงที่แย่ที่สุดไปแล้ว และจะกลับมาเติบโตโดดเด่นในไตรมาส 4/64 โดยคาดว่าผลประกอบการจะเป็นจุดสูงสุดของปี จากยอดขายที่ดินที่กลับมาเติบโตดีและผลบวกจาก WHART เข้าซื้อสินทรัพย์มูลค่า 5,500 ล้านบาท โดยภาพรวมปี 64 ประมาณกำไรปกติที่ 2,751 ล้านบาท โต 9% จากปีก่อน ส่วนปี 65 คาดผลประกอบการจะฟื้นตัวเด่นที่3,461 ล้านบาท โต 26% จากปีนี้ จากผลบวกการเปิดประเทศ, เพิ่มกำลังผลิตกลุ่ม EV, ปัญหาพลังงานจากจีน และมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจและการลงทุนจากทางรัฐ โดยฝ่ายวิเคราะห์คาดว่าจะทำให้ยอดขายที่ดินปรับเพิ่มขึ้นราว 15% และส่งผลบวกต่อเนื่องไปยังธุรกิจสาธารณูปโภค จึงคงคำแนะนำ “ซื้อ” ประเมินมูลค่าพื้นฐานปี 65 ที่ 4.05 บาท และเงินปันผลต่อหุ้นของปี 64 และปี 65 ที่ 0.11 บาท และ 0.14 บาท คิดเป็นผลตอบแทน 3% และ 4% ตามลำดับ



AMATA ยอดพรีเซลฟื้นตัวต่อเนื่อง

ถัดมา AMATA หรือ บริษัท อมตะ คอร์ปอเรชัน จำกัด (มหาชน) โดยนักวิเคราะห์จากบล.หยวนต้า (ประเทศไทย) ระบุว่า เริ่มเห็นสัญญาณฟื้นตัว จากยอด Presale ที่เพิ่มขึ้นอย่างมากในไตรมาส 3/64 ที่ปรับเพิ่มเป็น 245 ไร่ จากไตรมาสก่อนที่ 96 ไร่ ขณะที่ในไตรมาส 4/64 คาดว่านักลงทุนจะเริ่มกลับมาหลังเปิดประเทศ ประเมินยอด Presale และยอดโอนจะเพิ่มขึ้น โดยภาพรวมปี 64 ยังคงประมาณการกำไรที่ 1,117 ล้านบาท โต 5% จากปีก่อน ส่วนปี 65 คาดกำไรจะกลับมาเติบโตโดดเด่น เป็น 1,683 ล้านบาท โต 43% จากปีนี้ ด้วยปัจจัยสนับสนุน คือ 1. ธุรกิจนิคมอุตสาหกรรมมียอดขายที่ดินเพิ่ม 96% เป็น 980 ไร่ (นิคมอมตะชลบุรี 200 ไร่, นิคมอมตะระยอง 380 ไร่, เขตอุตสาหกรรมระยองไทย-จีน 250 ไร่และนิคมอมตะเวียดนาม 150 ไร่ และยอดโอนอยู่ที่ราว 70% ส่งผลให้รายได้จากธุรกิจนิคมฟื้นตัว 85% เป็น 3,499 ล้านบาท, 2. ธุรกิจสาธารณูปโภค และ โรงงานให้เช่า คาดรายได้เติบโต 11% และ 14%  เป็น 2,146 และ 898 ล้านบาท ตามลำดับ ตามเศรษฐกิจที่ฟื้นตัว, 3. คาดส่วนแบ่งกำไรจากเงินลงทุนในบริษัทร่วมและการร่วมค้า (หลักๆ จากธุรกิจพลังงาน) ที่ 605 ล้านบาท เติบโต 5% 


คงคำแนะนำ “ซื้อ” โดยฝ่ายวิเคราะห์คาดหวังยอดขายที่ดินจะดีขึ้นในไตรมาส 4/64 และฟื้นตัวดีในปี 65 ประเมินมูลค่า AMATA ในปี 65 ด้วยวิธี Sum of the parts (SOTP) ที่ 24.20 บาท จาก 1. ประเมินมูลค่าธุรกิจนิคมอุตสาหกรรม (IE) โดยอิง PE คิดเป็นมูลค่าต่อ หุ้นที่ 10.69 บาท, 2. ธุรกิจผลิตภัณฑ์สาธารณูปโภค และโรงงานให้เช่า ประเมินมูลค่าโดยคิดลดกระแสเงินสด DCF ที่ 5.20 บาท ต่อหุ้น และ 3. ธุรกิจโรงพลังงาน และอื่นๆโดยการลงทุนผ่านบริษัทร่วม ประเมินมูลค่าโดยวิธี DCF คิดเป็นมูลค่าต่อหุ้นที่ 8.31 บาท



ROJNA ตุนแบ็กล็อก 800 ไร่

ด้าน ROJNA หรือ บริษัท สวนอุตสาหกรรมโรจนะ จำกัด (มหาชน) นักวิเคราะห์จากบล.ดีบีเอส วิคเคอร์ส (ประเทศไทย) ระบุว่า ROJNA จะได้รับประโยชน์จากการมีนิคมในเขตส่งเสริมเศรษฐกิจพิเศษถึงสองแห่ง ที่ ครม.เห็นชอบให้จัดตั้งเขตส่งเสริมเศรษฐกิจพิเศษ คือ แหลมฉบัง 698 ไร่ และหนองใหญ่ 1,501 ไร่ ซึ่งทั้งสองแห่งตั้งอยู่ในจังหวัดชลบุรี สำหรับสิทธิประโยชน์ที่ได้จะไม่ได้ตกกับบริษัทเจ้าของนิคมโดยตรง แต่ลูกค้าที่มาซื้อนิคมจะได้รับสิทธิประโยชน์หลายรายการ และเพิ่มจากการขอส่งเสริมจาก BOI ในระดับปกติ เช่น ได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษีที่ยาวนานกว่า และสิทธิประโยชน์จากการนำเข้าเครื่องจักร เป็นต้น จึงเป็นแรงจูงใจให้ลูกค้ามาซื้อนิคมจากบริษัทเพิ่มขึ้น โดยเป้ายอดขายนิคมปี 64 ไม่มากอยู่ที่ 300 ไร่ จากปกติยอดขายในภาวะปกติจะอยู่ในช่วง 400-500 ไร่ เพราะมีมาตรการเดินทางของนักลงทุนต่างประเทศที่จำกัด เพื่อป้องกัน Covid-19 โดยยอดขายที่ดิน 9 เดือนแรกอยู่ที่ 210 ไร่ เป็นอยุธยามากที่สุดคือ 105 ไร่ (คาดว่าจะโอนปี65) บ่อวิน 50 ไร่ บ้านค่าย จ.ระยอง 39 ไร่ และส่วนที่เหลือคือ ปลวกแดง จ.ระยอง ส่วนการที่ไทยจะเปิดประเทศให้ผู้เดินทางจากต่างประเทศตั้งแต่ 1 พ.ย.64 ก็จะเป็นประโยชน์กับบริษัททั้งเรื่องการขายและการโอนนิคมฯ เนื่องจากบริษัทมียอดขายรอโอนสูง 800 ไร่ คิดเป็นมูลค่าราว 2.6 พันล้านบาท ซึ่งปกติจะมีรายได้จากการโอนนิคมฯ ต่อปีในรอบ 5 ปีย้อนหลังที่ 850 ล้านบาท ถึง 1.5 พันล้านบาท


ส่วนความคืบหน้าในธุรกิจกัญชง บริษัทเข้าร่วมลงทุนกับบริษัท เฮิร์บ เทรเชอร์จำกัด ในสัดส่วน 51% คาดว่าจะใช้เงินลงทุนเริ่มแรกที่ 30-60 ล้านบาท เพื่อเช่าที่ดินที่จังหวัดเพชรบูรณ์จำนวนราว 60 ไร่ และมีการซื้ออุปกรณ์ เครื่องสกัด และสร้างโรงเรือน คาดว่าจะเริ่มให้รายได้ในปี 66 ราว 1.0 พันล้านบาท แต่เป็นเพียงประมาณการในเบื้องต้นเท่านั้น


โดยคงคำแนะนำ ซื้อ กำไรสุทธิในรอบ 9 เดือนแรก เป็นสัดส่วน 71% จากประมาณการทั้งปี 64 โดยกำหนดราคาพื้นฐานเป็น 8.05 บาท ราคาหุ้นถือว่ายังไม่แพง ซื้อขายต่ำกว่ามูลค่าทางบัญชี P/BV ปีนี้อยู่ที่ 0.9 เท่า



PIN ปี 65 กำไร
สูงสุดเป็นประวัติการณ์

และสุดท้าย PIN หรือ บริษัท ปิ่นทอง อินดัสเตรียล ปาร์ค จำกัด (มหาชน) โดยนักวิเคราะห์จากบล.ฟินันเซีย ไซรัส ระบุว่า แม้ว่าการแข่งขันจะสูง แต่ PIN มีจุดเด่นด้านทำเลที่ตั้ง มีความได้เปรียบจากสภาพการจราจรภายในโครงการที่ไม่แออัดเมื่อเทียบกับโครงการขนาดใหญ่ มีประสบการณ์ในธุรกิจมายาวนานกว่า 25 ปี จึงสามารถรับมือกับการแข่งขันและมีศักยภาพในการเติบโตในอนาคต ฝ่ายวิเคราะห์คาดกำไรปกติปี 64 จะลดลง 12.4% จากปีก่อน จากผลของการล็อกดาวน์ แต่คาดเติบโตสูง 48.9% เป็น 495.7 ล้านบาท ในปี 65 ซึ่งสูงสุดเป็นประวัติการณ์ จากการเปิดประเทศและ PIN6 เริ่มเปิดให้บริการ แต่คาดจะชะลอ 8.7% ในปี 66 ตามการขายที่ดินที่ชะลอชั่วคราวหลังซื้อที่ดินจำนวนมากในปี 65


โดยประเมินมูลค่าหุ้นที่เหมาะสมสำหรับปี 65 ที่ 5.15 บาท โดยให้ Discount 10% จาก PE เฉลี่ยของกลุ่มนิคมอุตสาหกรรมในปี 65 ที่ 13.5 เท่า แม้ว่าอุตสาหกรรมนิคมกำลังจะเข้าสู่วัฎจักรการเติบโตจากการเปิดประเทศ แต่อัตราการขยายตัวของกำไรในช่วง 3 ปีข้างหน้า (ปี 2564-2566) ของ PIN เฉลี่ยที่ 16.6% CAGR ต่ำกว่ากลุ่มนิคมอุตสาหกรรมที่คาดเติบโตเฉลี่ย 17.2% CAGR ขณะเดียวกัน Recurring income ของ PIN มีสัดส่วนราว 20% น้อยกว่าผู้ประกอบการนิคมอุตสาหกรรมรายอื่นที่มีสัดส่วนเฉลี่ย 55% ทำให้รายได้มีความผันผวนมากกว่า



ศุภมาศ ศรีขำ

นักข่าวสายการเงินและตลาดทุน ที่คลุกคลีกับวงการข่าวมาตั้งแต่เด็ก ชื่นชอบการออกไปหาประสบการณ์และการเรียนรู้ใหม่ๆ อยากถ่ายทอดมุมมองและประสบการณ์เกี่ยวกับการเงิน และตลาดทุนให้ผู้อ่านทุกคนใช้เป็นข้อมูลประกอบการตัดสินใจ เพื่อไปถึงเป้าหมายการลงทุนที่ตั้งไว้