ดักเก็บ 3 หุ้นอาหารที่ส่งออกไปยุโรป กระทบหรือไม่ถ้า EU ต้องกลับไป Lockdown

จากประเด็นการระบาด COVID-19 ในยุโรปยังน่ากังวลอย่างต่อเนื่อง หลังจำนวนผู้ติดเชื้อเฉลี่ย 7 วัน เพิ่มขึ้นเป็น 3.24 แสนราย/วัน สูงกว่าจุดสูงสุดของปี 2563 ที่ 2.87 แสนราย/วัน กดดันให้หลายประเทศกลับมา Lockdown เช่น  เนเธอร์แลนด์, ออสเตรีย, เบลเยี่ยม เป็นต้น จนทำให้ตลาดหุ้นยุโรปเคลื่อนไหวในแดนลบ


ล่าสุดองค์การอนามัยโลก (WHO) ได้ออกแถลงการณ์เตือนว่า จำนวนผู้เสียชีวิตจาก COVID-19 ในยุโรปจะเพิ่มขึ้นอีก 700,000 รายภายในเดือนมี.ค.2565 ซึ่งจะทำให้ ยุโรป มีจำนวนผู้เสียชีวิตรวมมากกว่า 2.2 ล้านราย โดยขณะนี้ผู้เสียชีวิตสะสมใน ยุโรป จาก COVID-19 มีจำนวนมากกว่า 1.5 ล้านราย ซึ่งอัตราการเสียชีวิตรายวันได้พุ่งขึ้น 2 เท่าจากปลายเดือนก.ย. สู่ระดับ 4,200 รายต่อวัน


ทั้งนี้คาดว่าประเทศใน ยุโรป จำนวน 49 จากทั้งหมด 53 ประเทศจะประสบปัญหาระบบสาธารณสุขไม่สามารถรองรับผู้ป่วยได้ภายในวันที่ 1 มี.ค.2565 โดยขณะนี้เนเธอร์แลนด์จำเป็นต้องเคลื่อนย้ายผู้ป่วยโควิด-19 ข้ามพรมแดนไปรักษาตัวที่เยอรมนี เนื่องจากจำนวนผู้ป่วยพุ่งขึ้นเป็นประวัติการณ์ ขณะเดียวกัน WHO แนะนำให้ประชาชนใน ยุโรป รับการฉีดวัคซีนโควิด-19 ครบโดส รวมทั้งรับการฉีดวัคซีนเข็มกระตุ้น หากมีโอกาส


ดังนั้นการระบาดที่รุนแรงมากขึ้น และอาจจะนำพาไปสู่การ Lockdown หลายๆ ประเทศ ซึ่งหากย้อนไปสำรวจข้อมูลการระบาด COVID-19 ในช่วงที่ผ่านมา พบว่าความต้องการของออาหารประเภทต่างๆ ปรับตัวเพิ่มขึ้นสูง วันนี้ทีมข่าว Wealthy Thai จะพานักลงทุนมาสำรวจความน่าสนใจของหุ้นกลุ่มอาหาร ว่ามีใครบ้างส่งออกไปยังยุโรป



ยุโรประบาดหนัก
3 ใน 5 ของโลก

ล่าสุดทีมข่าว Wealthy Thai ได้ต่อสายตรงไปยังนายภราดร เตียรณปราโมทย์ นักวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐานด้านหลักทรัพย์ บริษัทหลักทรัพย์ เอเซีย พลัส จำกัด ได้เปิดเผยกับทีมข่าวว่า หากมองในธุรกิจอาหารที่ส่งออกไปยังยุโรป โดยในแถบยุโรปนั้นขณะนี้มีการระบาดของ COVID-19 ในระดับสูง ราว 3 ใน 5 ของโลก GDP มีสัดส่วน 23%ของ GDP รวม ดังนั้นหากเกิด Lockdown น่าจะเกิดปัญหา และจะทำให้เศรษฐกิจกลับมาชะลอตัวได้


อย่างไรก็ตามหากมีการ Lockdown หุ้นไทยที่ส่งออกอาหารไปยังยุโรปก็จะได้รับผลประโยชน์ หากซัพพลายในยุโรปหายไป ไม่ว่าจะเป็น XO ที่มีสัดส่วนส่งออกไปยังยุโรปราว 80% ขณะที่ TU ราว 28% เป็นต้น รวมทั้งถุงมือยางอย่าง STGT ก็จะกลับมาได้ประโยชน์ด้วย โดยส่งออกไปยังยุโรปราว 17% ซึ่งข้อดีอีกส่วนคือเวลามี COVID-19 หุ้น TU และ STGT (หุ้นที่ฝ่ายวิจัย cover) จะ outperform ได้ดี รวมทั้งบาทเริ่มอ่อนค่าแล้ว ยังจะสนับสนุนหุ้นส่งออกเพิ่มเติมอีกด้วย



สำรวจพื้นฐานหุ้นรายตัว

เริ่มจาก XO โดยนักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ โนมูระ พัฒนสิน จำกัด (มหาชน) ระบุว่า จากประเด็นดังกล่าวเป็นปัจจัยบวกต่อ XO ที่ลูกค้าโซนยุโรป คิดเป็น 80-85% ของรายได้ โดยเฉพาะ 2 ประเทศใหญ่ (เนเธอร์แลนด์ + เยอรมนี) มีสัดส่วน 50% ของรายได้ ที่ยอดcovid-19 กลับมาปะทุ และมีมาตรการ Partial Lockdown (Note : เนเธอร์แลนด์ เริ่มมาตรการมาก่อนหน้านี้) จะช่วยหนุนยอดขายสินค้าของ บริษัทเพิ่มเติมในไตรมาส 4/64 จากปัจจุบันที่คาดกำไรไตรมาส 4/64 เติบโตแรง จากช่วงเดียวกันของปีก่อน


ดังนั้นแนะนำ “ซื้อ”จากราคาเป้าหมายปี 65 ที่ 23.3 บาท มองหุ้นตอบรับปัจจัยลบจากปัญหา Supply chain ไปแล้ว บวกกับตลาดผ่านช่วงลดประมาณการแล้ว และปัจจุบันสถานการณ์ดีขึ้นใน พ.ย. และ คาดจะกลับสู่ระดับปกติปลายไตรมาส 4/64 และคาดกำไรปี 65 จะกลับมาเติบโต 12% จากปีนี้ที่คาดมีกำไร 445 ล้านบาท เติบโต 39%จากปี 63 ที่มีกำไร 318 ล้านบาท


ทั้งนี้จาก แผนงานเชิงรุก 1. กลยุทธ์ Listing fee ที่ใช้ได้ผลดีในปีนี้ยังใช้ต่อ และเพิ่มเม็ดเงินเป็น 20-25 ล้านบาท จาก 10-15 ล้านบาทในปีนี้ 2. จะเริ่มออกงาน Expo ในปี 65 อีกครั้ง ขณะที่ หุ้นยังซื้อขาย Valuation ไม่แพง PER22F 15.0x (ค่าเฉลี่ย -1.7SD) กับหุ้นที่มี ROE 40%, Net margin 30%, สินค้า Own brand และไม่มีหนี้


นอกจากนี้ XO มีสัดส่วนรายได้จากยุโรปสูงถึง 84.2% โดยมีจุดเด่นอาหารไทยเป็นที่ยอมรับต่างชาติ โดยเฉพาะพื้นที่หลักยุโรป (ชาวยุโรป+เอเชียใน ยุโรป) พร้อมกับช่วง Covid-19 กระตุ้นการประกอบอาหารเองในระยะกลาง หนุนยอดขาย และอัตรากำไร



TU สัดส่วนรายได้ในยุโรป 28.5%

ถัดมา TU จากการสำรวจข้อมูลงบการเงินไตรมาส 3/64 พบว่า มีสัดส่วนรายได้จากยุโรปสูงถึง 28.5% ซึ่งบริษัทเผยว่า ในช่วง 9 เดือนแรกของปี 2564 สัดส่วนยอดขายในตลาดหลัก คือ สหรัฐอเมริกาและยุโรป เพิ่มขึ้น 3.1% จำกช่วงเวลาเดียวกันปีก่อน เนื่องจากยอดขายธุรกิจอาหารทะเลแช่แข็งและแช่เย็นฟื้นตัวเป็นอย่างดีและสกุลเงินบาทอ่อนค่าจากช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน เทียบกับสกุลเงินหลัก คือ เงินเหรียญสหรัฐ (บาทอ่อนค่า 5.1%), ยูโร (บาทอ่อนค่า 6.0%) และปอนด์สเตอร์ลิง (บาทอ่อนค่า 12.2%)


ยอดขายในตลาดยุโรปในไตรมาส 3/2564 เพิ่มขึ้น 2.1% จากไตรมาสเดียวกันปีก่อน แม้ว่ามีปริมาณขายลดลง 4.9% โดยเฉพาะในประเทศฝรั่งเศส สหราชอาณาจักร และเยอรมนีเนื่องจากการกักตุนสินค้าในช่วงไตรมาส 3/2563 จากการปิดเมือง แต่การอ่อนค่าของสกุลเงินบาทเทียบกับสกุลเงินยูโรและปอนด์สเตอร์ลิง ทำให้ยอดขาย โดยรวมในตลาดยุโรปยังคงเติบโต


มุมมองนักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ ไทยพาณิชย์ จำกัด ระบุว่า TU ยังคงเป้ายอดขายปี 2564 เติบโต 3-5% จากปีก่อน พร้อมกับอัตรากําไรขั้นต้นที่ 17-18% และส่วนแบ่งกําไร Red Lobster ที่ -200-300 ล้านบาท ทั้งนี้้หลังจากปิดดําเนินการชั่วคราวสืบเนื่องมาจากการระบาดของ COVID -19 โรงงานสงขลาแคนนิ่งกลับมาเดินเครื่องผลิตตามปกติแล้ว และโรงงานไทยยูเนี่ยนซีฟู้ดกลับมาเปิดดําเนินการแล้วในเดือนก.ย. บริษัทคาดว่า ต้นทุนค่าระวางและต้นทุนบรรจุภัณฑ์และนํ้ามันที่ใช้ในการผลิตอาหารจะยังอยู่ในระดับสูงต่อไป จนถึงปี 2565


สำหรับการขายหุนที่่ TU ถืออยู่ใน TFM จํานวน 19.3 ล้านหุ้นในการทำ IPO ของ TFM นั้น TU จะบันทึกกําไรจากการขายเงินลงทุนจํานวน 200 ล้านบาท ผ่านส่วนของผู้ถือหุ้น และ อาจจะนําเงินที่ได้รับจํานวน 1.5 พันล้านบาทไปชำระคืนหนี้และลงทุนใหม่ โดยประเมินปี 64 มีกำไรสุทธิ 7,626 ล้านบาท เติบโตราว 22% จากปีก่อนที่อยู่ระดับ 6,246 ล้านบาท แนะนำ NEUTRAL ราคาเป้าหมาย 23.5 บาท (จาก 25 บาท)



ASIAN ลุ้นปีนี้กำไรทะลุ 1 พันล้านบาท

ถัดมา ASIAN หากย้อนไปสำรวจงบการเงินในปี 63 ที่เป็นปีที่บริษัทมีผลงานเติบโตโดดเด่นโดยในช่วงนั้นบอกว่า  วิถีชีวิตของประชากรเปลี่ยนแปลงไป จากการถูกจำกัดการเดินทางที่เกิดขึ้นในหลาย ๆ ประเทศ ทำให้อุปสงค์ผลิตภัณฑ์อาหารประเภทที่เก็บไว้ที่อุณหภูมิห้องได้นาน หรือ shelf-stable มีการเติบโต เช่นเดียวกับผลิตภัณฑ์อาหารพร้อมปรุง แช่เยือกแข็ง เนื่องจากเก็บไว้ได้นาน ปรุงได้สะดวก และใช้เวลาไม่นาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสหรัฐอเมริกา


ล่าสุดนายเอกกมล ประสพผลสุจริต ประธานเจ้าหน้าที่บริหารสายการเงิน บริษัท เอเชี่ยนซี คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ ASIAN เปิดเผยในงาน "Opportunity Day" ว่า บริษัทยังคงเป้ารายได้ปีนี้ 9,400 ล้านบาท หรือเติบโตราว 10% จากปีก่อน ซึ่งเป็นผลมาจากยอดขายของธุรกิจอาหารสัตว์เลี้ยงที่เติบโตกว่า 22% จากปีก่อน หรือคิดเป็นรายได้ราว 4,200 ล้านบาท ประกอบกับแรงหนุนจากธุรกิจอาหารแช่เยือกแข็งที่คาดว่าจะเติบโตราว 10% หรือมูลค่าราว 3,400 ล้านบาท หลังจากยอดส่งออกไปต่างประเทศโดยเฉพาะในสหรัฐและยุโรปฟื้นตัวดีขึ้น และสินค้าได้รับความนิยมสูงถึงรวมถึงบริษัทสามารถผลิตผลิตภัณฑ์ที่มีมูลค่าเพิ่มมากขึ้น


ขณะที่นักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ คันทรี่ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) ระบุว่า เราคงคำแนะนำ ซื้อ ที่ราคาเป้าหมายที่ 22.0 บาท ซึ่ง ASIAN ดำเนินธุรกิจอาหารสัตว์เลี้ยง, อาหารแช่แข็ง และอาหารสัตว์น้ำ และผลิตภัณฑ์ของบริษัทกว่า 70% ส่งออกไปยังอเมริกาและยุโรป โดยปัจจุบันผลิตภัณฑ์หลัก คือ อาหารสัตว์เลี้ยง ซึ่งมีสัดส่วนราว 39% ของรายได้ทั้งหมด บริษัทได้เริ่มผลิตสินค้าภายใต้ตราสินค้าของบริษัทฯ เอง คือ ‘Monchou’


อีกทั้งบริษัทยังผลิตอาหารแช่แข็งซึ่งส่วนใหญ่เป็นผลิตภัณฑ์ที่เพิ่มมูลค่าเพิ่ม และกุ้งซึ่งมีสัดส่วนราว 34% ของรายได้ทั้งหมด ส่วนธุรกิจอาหารสัตว์น้ำมีสัดส่วนราว 15% ของรายได้ทั้งหมด ซึ่งรายได้ส่วนใหญ่เป็นรายได้จากการขายภายในประเทศ และธุรกิจทูน่าทั้งแบบกระป๋องและแบบซอง มีสัดส่วนราว 13% ของรายได้ทั้งหมด ตลาดหลักของธุรกิจทูน่า คือ ตะวันออกกลาง


ด้านนักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ จีเอ็มโอ-แซด คอม (ประเทศไทย) จำกัด เปิดเผยว่า ยังคงแนะนำ “ซื้อ” ASIAN โดยให้ราคาเหมาะสมปี 65 ที่ 21.60 ท จกแนวโน้มกรเติบโตของกำไรในอนคตซึ่งคดว่จะม VAP เป็นหลัก ซึ่งจะเริ่มรับรู้กำลังการผลิตที่เพิ่มขึ้นเต็มปีในปีหน้า การลดลงของอตัราภาษีจ่ายจากสิทธิ์ BOI รวมทั้งการ Spin-off AAI จะช่วยเพิ่มความสามารถในการแข่งขันธุรกิจอาหารสัตว์เลี้ยงในประเทศ ในอนาคต โดยคาดปีนี้มีกำไรสุทธิ 1,085 ล้านบาท เติบโต 32%จากปีก่อนที่มีกำไรสุทธิ 818 ล้านบาท



This’s Alano

“มุ่งแสวงหาข่าวสาร สร้างสรรค์ผลงานอย่างถูกต้อง เพื่อนำเสนอให้นักลงทุนได้อ่าน”