Official Update :

เฟ้นหาหุ้นอาหารสัตว์เลี้ยง ในวันที่ไทยจะเป็นผู้ส่งออกเบอร์ 3 ของโลก

สัตว์เลี้ยงเป็นที่นิยมมาอย่างยาวนาน และมีมูลค่าปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง จนทำให้หลายๆบริษัทได้ปรับตัวเข้าสู่ธุรกิจดังกล่าว หลังจากมองเห็นโอกาสการเติบโต ยิ่งปัจจุบันอยู่ในสภาวะที่ปกคลุมด้วยสถานการณ์ COVID-19 ทำให้ผู้คนต่างใช้ชีวิตส่วนใหญ่อยู่แต่ในบ้าน ทำให้สัตว์เลี้ยง คือ “เพื่อนในยามยาก”


ทั้งนี้ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ที่ได้ประเมินเกี่ยวกับตลาดส่งออกอาหารสัตว์เลี้ยงของไทยไว้อย่างน่าสนใจ โดยมีใจความว่า การส่งออกอาหารสัตว์เลี้ยงของไทยยังเห็นโอกาสเติบโตอย่างต่อเนื่อง และคาดการณ์ว่ามูลค่าการส่งออกในปี 2565  สามารถแตะระดับที่ 2.4 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ เติบโตราว 20% ชะลอตัวเล็กน้อยจากปี 2564 ที่คาดว่าจะโต 23% ขึ้นมาเป็นผู้ส่งออกอาหารสัตว์เลี้ยงอันดับที่ 3 ของโลก


ทั้งนี้จากอุปสงค์ต่างประเทศที่ยังขยายตัวต่อเนื่องทั้งปริมาณการเลี้ยงสัตว์ที่ยังคงเพิ่มขึ้น และพฤติกรรม Pet Humanization ที่เจ้าของใส่ใจสัตว์เลี้ยงเสมือนสมาชิกในครอบครัวและพร้อมที่จะจ่ายเงินเพื่อซื้ออาหารสัตว์เลี้ยงที่มีคุณภาพสูง ตลอดจนความได้เปรียบทางด้านภาษีจากข้อตกลงการค้าเสรี (FTA) กับตลาดส่งออกอาหารสัตว์เลี้ยงที่สำคัญบางประเทศ เช่น อาเซียน ญี่ปุ่น นอกจากนี้โควิด-19 สายพันธุ์ใหม่ (Omicron) ที่กำลังแพร่ระบาดในปัจจุบัน คาดว่ายังคงเป็นปัจจัย หนุนการเติบโตของตลาดอาหารสัตว์เลี้ยงอีกด้วย


โดยในระยะข้างหน้ายังมีปัจจัยสำคัญที่ขับเคลื่อนการเติบโต คือ การเปลี่ยนแปลงทางโครงสร้างประชากรและพฤติกรรมของผู้บริโภคที่มีจำนวนผู้สูงอายุและคนโสดเพิ่มอย่างต่อเนื่อง รวมทั้งสังคมในปัจจุบันมีขนาดครอบครัวที่เล็กลงทำให้คนเลี้ยงสัตว์มากขึ้น อีกทั้งแนวโน้มพฤติกรรมผู้บริโภคที่เลี้ยงสัตว์เสมือนเป็นสมาชิกของครอบครัว(Pet Humanization) มีมากขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งกลุ่มนี้มีกำลังซื้อสูงและพร้อมจะเลือกซื้อสินค้าที่มีคุณภาพและราคาสูงเพื่อสัตว์เลี้ยง


อย่างไรก็ดี ยังมีหลายปัจจัยท้าทายที่ผู้ประกอบการจะต้องติดตามไม่ว่าจะเป็น ราคาพลังงานที่สูงขึ้นและการขาดแคลนตู้คอนเทนเนอร์ที่ยังคงยืดเยื้อ ซึ่งจะส่งผลต่อต้นทุนการผลิตและการขนส่งที่สูงขึ้น รวมถึงการแข่งขันที่มีแนวโน้มรุนแรงโดยเฉพาะคู่แข่งอย่างเวียดนามที่เริ่มมีบทบาทในตลาดส่งออกอาหารสัตว์เลี้ยงมากขึ้น และผู้ประกอบการไทยส่วนใหญ่ยังคงรับจ้างผลิต (OEM) ให้แก่แบรนด์จากต่างประเทศ


ดังนั้น เพื่อรักษาความได้เปรียบในการแข่งขัน ศูนย์วิจัยกสิกรไทยมองว่าผู้ประกอบการไทยจำเป็นต้องพัฒนาและเร่งสร้างแบรนด์ รวมทั้งอาจมุ่งเน้นไปที่กลุ่มอาหารสัตว์พรีเมี่ยมและสอดรับกับเทรนด์ในระยะข้างหน้า ที่สำคัญคือการเตรียมการรองรับความต้องการของตลาดนำเข้าหลักทั่วโลกที่คงจะมีการกำหนดมาตรฐานการผลิตตลอดห่วงโซ่อุปทานที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้น เช่น การลดการปล่อยคาร์บอน (CO2) รวมถึงการตรวจสอบย้อนกลับแหล่งที่มาของวัตถุดิบ เป็นต้น นอกจากนี้ยังควรพัฒนาสูตรอาหารที่เน้นเรื่องสุขภาพอนามัยของสัตว์เลี้ยง เนื่องจากเจ้าของสัตว์เลี้ยงหันมาใส่ใจต่อสุขภาพสัตว์มากขึ้น และสัตว์เลี้ยงมีแนวโน้มอายุยืนอาจทำให้มีปัญหาสุขภาพตามมา​​






จากบทวิจัยดังกล่าว ตลาดสัตว์เลี้ยง มีการเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยพฤติกรรม Pet Humanization ที่เจ้าของใส่ใจสัตว์เลี้ยงเสมือนสมาชิกในครอบครัว ที่พร้อมจ่ายเงินเพื่อสัตว์เลี้ยงของตนเอง ประกอบกับโควิด-19 สายพันธุ์ใหม่ (Omicron) ที่กำลังแพร่ระบาดในปัจจุบัน คาดว่ายังคงเป็นปัจจัย หนุนการเติบโตของตลาดอาหารสัตว์เลี้ยงอีกด้วย ดังนั้น Wealthy Thai จะพานักลงทุนมาสำรวจดูว่า มีหุ้นอะไรบ้างที่ดำเนินธุรกิจอาหารสัตว์เลี้ยง



TU ยอดขายของธุรกิจผลิตภัณฑ์อาหารสัตว์เลี้ยงโต

เริ่มจาก TU ผู้ผลิตและส่งออกอาหารสำเร็จรูปแช่แข็งและบรรจุกระป๋อง และขยายธุรกิจให้ครบวงจรด้วยธุรกิจอาหารสำเร็จรูปและอาหารว่าง โดยเน้นอาหารทะเล ธุรกิจบรรจุภัณฑ์และสิ่งพิมพ์ ธุรกิจการตลาดภายในประเทศ ธุรกิจอาหารสัตว์ และธุรกิจพัฒนาสายพันธุ์กุ้งเพื่อจำหน่าย


โดยสิ้นไตรมาส 3/64 ยอดขยของธุรกิจผลิตภัณฑ์อรสัตว์เลี้ยง ผลิตภัณฑ์เพิ่มมูลค่และอื่นๆเพิ่มขึ้น 11.4% กไตรมสเดียวกันของปีก่อนหน้ เนื่องจากความต้องการของสินค้าอาหารสัตว์เลี้ยงที่สูง การเปิดตัวสินค้าใหม่ๆ การขยายไปยังกลุ่มลูกค้าใหม่ ยอดขายที่เพิ่มขึ้นของธุรกิจผลิตภัณฑ์เพิ่มมูลค่า รวมถึงผลประกอบการดีขึ้นของธุรกิจบรรจุภัณฑ์


ขณะที่มุมมองของนักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ เอเซีย พลัส จำกัด ระบุว่า TU หุ้นกลุ่มส่งออกที่ได้ประโยชน์เวลาบาทอ่อนค่า คาดผันผวนน้อยกว่าตลาดฯ แม้คาดกำไรสุทธิงวดไตรมาส 4/64 จะอ่อนตัวลงจากงวดไตรมาส 3/64 จากธุรกิจ Red Lobster ที่อ่อนตัวลงตามฤดูกาล แต่คาดทิศทางกำไรสุทธิจะกลับมาฟื้นตัวได้อีกครั้งในงวดไตรมาส 1/65 โดยคาดกำไรสุทธิปี 2564-65 จะเพิ่มขึ้น 21.9% และ 3.4%ตามลำดับ เทียบกับปีก่อนหน้า ขณะที่ Valuation น่าสนใจทั้งในมุมของ PE และ Div. Yield แนะนำ ซื้อ พร้อมให้ราคาเป้าหมาย 26.00 บาท โดยยังคาดหวัง Div. Yield ปีนี้ที่ระดับ 4.3%



ASIAN สัดส่วนยอดขายอาหารสัตว์เลี้ยงพุ่ง

ถัดมา ASIAN ผู้ดำเนินธุรกิจประเภทอุตสาหกรรมแปรรูปสัตว์น้ำแช่เยือกแข็ง จำหน่ายและส่งออก และอาหารสัตว์เลี้ยง โดยล่าสุดงวดไตรมาส 3/64 กลุ่มอาหารสัตว์เลี้ยงมีสัดส่วนสูงที่สุดอยู่ที่ราว 44% ของยอดขายรวม การเติบโตของผลิตภัณฑ์กลุ่มอาหารสัตว์เลียงนับเป็นสัดส่วนที่สําคัญสําหรับปีนี้


ทั้งนี้ ASIAN เผยในคำอธิบายผลการดำเนินงานว่า กระแสความนิยมในกลุ่มสินค้าระดับพรีเมียมและสินค้าที่ใกล้เคียงกับอาหารคนยังคงเป็นปัจจัยหลักที่ทําให้ตลาดมีการเติบโตในช่วงทีผ่านมา ประกอบกับสัตว์เลี้ยงกลายเป็นสมาชิกในครอบครัว ทําให้ผู้เลี้ยงให้ความสําคัญกับสุขภาพสัตว์เลียงมากขึ้น ทําให้คาดการณ์ได้ว่า อุปสงค์ของอาหารสัตว์เลี้ยงจะยังคงสูงขึ้นในปีต่อๆ ไปด้วย


โดยมุมมองบริษัทหลักทรัพย์ โนมูระ พัฒนสิน จำกัด (มหาชน) ระบุว่า ASIAN เป็นหุ้นรับประโยชน์บาทอ่อนค่า (ส่งออก 75%) โดยมองแนวโน้มกำไรปกติปีนี้ เติบโต 26% มาที่ 899 ล้านบาท ระยะสั้นมองกำไรไตรมาส 4/64 ที่ 200-250 ล้านบาท ลดลง 5% ถึงเพิ่มขึ้น 18%จากช่วงเดียวกันของปีก่อน จากธุรกิจอาหารสัตว์เลี้ยงที่โดดเด่น ส่วนภาพระยะกลางปี 65 ยังมีแผนเพิ่ม Capacity รองรับคำสั่งซื้อกลุ่ม Pet food +13% และกลุ่ม VAP +30% นอกจากนี้เป็นบริษัทที่ปรับโครงสร้างธุรกิจสำเร็จมากลุ่มที่เติบโตสูง และเข้ากับ Theme PET Humanization และ Aging society


ส่วนนักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ จีเอ็มโอ-แซด คอม (ประเทศไทย) จำกัด เปิดเผยว่า ยังคงแนะ “ซื้อ” ASIAN โดยให้ราคาเหมาะสมปี 65 ที่ 21.60 บาท จากแนวโน้มการเติบโตของกำไรในอนาคตซึ่งคาดว่าจะมาจาก VAP เป็นหลัก ซึ่งจะเริ่มรับรู้กำลังการผลิตที่เพิ่มขึ้นเต็มปีในปีหน้า การลดลงของอตัราภาษีจ่ายจากสิทธิ์ BOI รวมทั้งการ Spin-off AAI จะช่วยเพิ่มความสามารถในการแข่งขันธุรกิจอาหารสัตว์เลี้ยงในประเทศ ในอนาคต โดยคาดปีนี้มีกำไรสุทธิ 1,085 ล้านบาท เติบโต 32%จากปีก่อนที่มีกำไรสุทธิ 818 ล้านบาท

อ่านข่าว ASIAN ย้อนหลังได้ที่นี่ https://www.wealthythai.com/en/updates/stock/news-highlight/5716



NRF บุกอาหารทานเล่นสัตว์เลี้ยง

ต่อมา NRF ล่าสุด ที่ประชุมคณะกรรมการบริษัท (บอร์ด) มีมติให้ร่วมลงทุนในบริษัท Botany Petcare จำกัด เข้าถือหุ้น 66.7% หรือคิดเป็นมูลค่า 36 ล้านบาท ผ่านทางบริษัท ซิตี้ฟูด จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทย่อยของ NRF ปัจจุบันได้เริ่มดำเนินการเปลี่ยนโรงงานผลิตน้ำเต้าหู้เดิมภายใต้แบรนด์ชินโป มาเป็นโรงงานผลิตอาหารทานเล่นสัตว์เลี้ยง คาดธุรกรรมจะเสร็จสิ้นในช่วงต้นไตรมาส 4/2564 ซึ่งจะช่วยให้บริษัทสามารถใช้ประโยชน์สูงสุดจากที่ดิน โรงงาน และ ระบบสาธารณูปโภคที่โรงงานใน จ.ราชบุรี ซึ่งเป็นโรงงานเดิมที่ซิตี้ฟูดมีอยู่ โดยวางเป้าหมายพัฒนา และต่อยอดความสามารถในการผลิตกลุ่มผลิตภัณฑ์อาหารสัตว์เลี้ยง plant-based ภายใน 3 ปีข้างหน้า


การเข้าลงทุนในโครงการดังกล่าว เป็นการเปลี่ยนโรงงานราชบุรี ซึ่งปัจจุบันยังใช้ในการดำเนินงานไม่เต็มกำลังการผลิต ให้เป็นโรงงานผลิตอาหารสัตว์เลี้ยง ซึ่งบริษัทมองว่า อุตสาหกรรมดังกล่าวมีแนวโน้มการเติบโตและขยายตัวที่ดีอย่างต่อเนื่องทั้งในประเทศ และต่างประเทศ นอกจากนี้ โบทานีสตูดิโอยังมีแผนธุรกิจที่ชัดเจนและมีลูกค้ารองรับ ตลอดจนผู้บริหารและบุคลากรของโบทานีสตูดิโอที่มีประสบการณ์และมีความเชี่ยวชาญในการผลิตการจัดจำหน่ายทั้งภายในและต่างประเทศ โดยบริษัท คาดว่าจะเริ่มรับรู้รายได้ ตั้งแต่ไตรมาส 4/2564 เป็นต้นไป และรายได้จะเติบโตขึ้นอย่างมีนัยยะในช่วง ไตรมาส 2 ปี 2565 หลังจากที่บริษัทได้ปรับปรุงโรงงานได้เสร็จสิ้น


มุมมองของนักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์หยวนต้า (ประเทศไทย) จำกัด ระบุว่า กำไรปกติงวด 9 เดือนปีนี้ อยู่ที่ 69.7 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วน 80% ของประมาณการทั้งปีที่ 87 ล้านบาท ลดลง 30.6%จากปีก่อน ขณะที่แนวโน้มไตรมาส 4/64 คาดเบื้องต้นที่ 45 ล้านบาท (แบบบวกลบ) ทรงตัวจากไตรมาสก่อน ส่งผลให้ กำไรทั้งปีมีโอกาสที่จะสูงกว่าที่ประเมินไว้


ยังคงมุมมองเชิงบวกต่อผลประกอบการปี 2565 คาดเห็นการเติบโตเด่น หลังปัจจัย กดดันต่างๆคลี่คลายมากขึ้น เช่นปัญหาการขนส่งทางเรือจะช่วยให้ธุรกิจ Plant-Based กลับมาเติบโตในระดับที่ควรจะเป็น, Plant & Bean คาดจะพลิกมีกำไรหลังเดินหน้าเพิ่มอัตราการใช้กำลังการผลิตหลังจากนี้ ประกอบกับธุรกิจ E-commerce จะรับรู้รายได้ได้มากขึ้น และบริษัทยังมีแผนในการสร้างการเติบโตผ่านการเข้าซื้อกิจการ E-commerce อย่างต่อเนื่อง คาดไม่ต่ำกว่า 5 ธุรกิจต่อปี คงประมาณการกำไรปกติปี 2565 ที่ 287 ล้านบาท เติบโต 230.3%จากปีนี้ และราคาเป้าหมายที่ 9.25 บาท แนะนำ TRADING



RS
ขยายสู่ธุรกิจอาหารสัตว์เลี้ยง

ถัดมา RS โดยายสุรชัย เชษฐโชติศักดิ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กล่าวว่า บริษัทขยายสู่ธุรกิจอาหารสัตว์เลี้ยง เปิดตัวแบรนด์ Lifemate (ไลฟ์เมต) ผลิตภัณฑ์สำหรับสัตว์เลี้ยง ภายใต้คอนเซปต์ Holistic Wellness ดูแลสุนัขและแมวให้มีสุขภาพกายและสุขภาพใจที่ดี ด้วยสารอาหารที่ดูแลครบทุกส่วนทั้งผิวหนัง เส้นขน กระดูกและข้อ สายตาการมองเห็น และระบบทางเดินอาหาร ด้วยอาหารแห้งชนิดเม็ดสูตร Complete & Balance รวมถึงเตรียมออกอาหารเปียก อาหารขบเคี้ยว และอาหารว่างสำหรับสัตว์เลี้ยงในไตรมาส 2 และ 3 ปีหน้า


บริษัทตั้งเป้ายอดขายไลฟ์เมดไว้ที่ 320 ล้านบาทภายในปี 65 ด้วยตลาดสัตว์เลี้ยงที่มีอัตราการเติบโตสูงขึ้นทุกปี โดยมีมูลค่าตลาดสูงถึงกว่า 4 หมื่นล้านบาท ในหมวดอาหารสุนัขและอาหารแมวมีมูลค่าประมาณ 18,000 ล้านบาท หรือคิดเป็นสัดส่วน 45% จึงเป็นโอกาสที่จะเข้าสู่ธุรกิจใหม่

อ่านข่าวเพิ่มเติมที่ https://www.wealthythai.com/en/updates/stock/news-highlight/5958


มุมมองของนักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ โนมูระ พัฒนสิน จำกัด (มหาชน) ระบุว่า การขยายสู่ธุรกิจอาหารสัตว์เลี้ยงของ RS มอง Slightly Positive เป็นการเพิ่มความหลากหลายของผลิตภัณฑ์ เพิ่มโอกาสในการสร้างยอดขายธุรกิจCommerce โดย RS มีจุดเด่นในการแข่งขันด้วยกลยุทธ์การตลาดที่มีช่องทาง (สื่อ) เข้าถึงผู้บริโภคหลากหลายช่องทาง ซึ่งมองว่าผลิตภัณฑ์อาหารสัตว์แข่งขัน กันที่กลยุทธ์การตลาดเป็นหลัก


ทั้งนี้คาดกำไรสุทธิปี 65 ฟื้นตัวโดดเด่น 158% เป็น 680 ล้านบาท ภายใต้สมมติฐานรายได้รวมเติบโต 26% เป็น 4.8 พันล้านบาท จากการฟื้นตัวของธุรกิจ Media และ Entertainment จากฐานต่ำในปีก่อน และการเติบโตของธุรกิจ Commerce


ส่วนผลประกอบการงวดไตรมาส 4/64 คาดฟื้นเป็นกำไรสุทธิ 72 ล้านบาท จากไตรมาสก่อนหน้าขาดทุน 0.3 ล้านบาท (จากรายได้ฟื้นตามสถานการณ์ COVID-19 และลดค่าใช้จ่ายในการทำการตลาดธุรกิจ Commerce) แต่ยังต่ำกว่าฐานช่วงเดียวกันของปีก่อน 30% จึงคาดปีนี้มีกำไรสุทธิ 264 ล้านบาท ลดลงจากปี 63 ที่อยู่ระดับ 528 ล้านบาท คงแนะนำ Trading Buy ราคาเป้าหมาย 20.75 บาท ระยะสั้นมองการขยายสู่ตลาดอาหารสัตว์เลี้ยงเป็น Gimmick ของธุรกิจ Commerce



IHL
วางจำหน่ายแบรนด์ "MOMO & FRIENDS"

IHL ก่อนหน้านี้านนายวศิน ดำรงสกุลวงษ์ กรรมการ และผู้จัดการทั่วไป บริษัท อินเตอร์ไฮด์ จำกัด (มหาชน) หรือ  IHL ได้เปิดเผยว่า ธุรกิจขนมขบเคี้ยวสุนัข ซึ่งเป็นธุรกิจใหม่ได้เริ่มวางจำหน่าย ภายใต้แบรนด์ "MOMO & FRIENDS" ผ่านช่องทางออนไลน์เรียบร้อยแล้ว และมีแผนที่จะขยายช่องทางการจำหน่ายไปตามห้างสรรพสินค้าชั้นนำ เพื่อให้เข้าถึงผู้บริโภคมากที่สุด นอกจากนี้ บริษัทฯ ยังได้รับจ้างผลิต (OEM) ส่งออกไปยังประเทศเกาหลี และมีการส่งออกวัตถุดิบหนังวัวไปยังประเทศเวียดนาม และกัมพูชา รวมทั้งมีแผนที่จะขยายฐานลูกค้าไปยังประเทศอื่นๆ อีกด้วย

อ่านข่าวย้อนหลังได้ที่ https://www.wealthythai.com/en/updates/stock/news-highlight/5027



PPPM ไตรมาส 3
รายได้อาหารสัตว์เลี้ยงโต 88%

PPPM ผู้เนินธุรกิจหลักในธุรกิจจำหน่ายและผลิตอาหารสัตว์น้ำและสัตว์เลี้ยง (FOOD) โดยแบ่งเป็น สายการผลิตอาหารกุ้ง (Shrimp Feed) สายการผลิตอาหารปลา (Fish Feed) และอาหารสัตว์เลี้ยง (PET Food) บริษัทบริหารจัดการฟาร์มเพื่อเป็นศูนย์วิจัยสำหรับการทดสอบและพัฒนาอาหารสัตว์น้ำ นอกจากนี้บริษัทได้ดำเนินธุรกิจใหม่ที่สร้างผลตอบแทนที่ดีและต่อเนื่องเพื่อความยั่งยืนตลอดไปในอนาคต (FUTURE)


โดยงวดไตรมาส 3/64  บริษัทมีรายได้จากธุรกิจจำหน่ายอาหารสัตว์เลี้ยงเท่ากับ 165.52 ล้านบาท เติบโตประมาณ 88.97% เมื่อเทียบกับไตรมาสเดียวกันของปีก่อน ขณะที่รายได้รวมอยู่ที่ระดับ 289.97 ล้านบาท ลดลง 36.42% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน



CMCF หุ้นไอพีโอมีสัดส่วนอาหารสัตว์เลี้ยงราว 20%

ขณะที่อีกหนึ่งบริษัทที่น่าจับตาอย่าง CMCF หรือ บริษัท โชติวัฒน์อุตสาหกรรมการผลิต จำกัด (มหาชน) ที่เตรียมเข้า SET เร็วๆนี้ โดยเป็นผู้ประกอบธุรกิจผลิตและจำหน่ายอาหารทะเลแปรรูปบรรจุกระป๋องและถุงสูญญากาศ ผลิตภัณฑ์อาหารสัตว์เลี้ยงสำเร็จรูป ผลิตภัณฑ์พลอยได้จากการแปรรูปอาหารทะเล และผลิตภัณฑ์อื่นๆ


CMCF แบ่งธุรกิจหลักเป็น 4 กลุ่ม ได้แก่ 1.ธุรกิจผลิตและจำหน่ายผลิตภัณฑ์อาหารทะเลแปรรูปบรรจุกระป๋องและถุงสุญญากาศ ซึ่งเป็นสัดส่วนรายได้หลักกว่า 80% ของรายได้จากการขายรวม ประกอบด้วย ผลิตภัณฑ์แปรรูปจากปลาทูน่าและปลาทะเลอื่นๆ พร้อมรับประทาน (Standard Product) และผลิตภัณฑ์อาหารทะเลแปรรูปจากปลาทูน่าและปลาทะเลอื่นๆ แบบปรุงรสชาติพร้อมรับประทาน (Value-Added Product) 2.ธุรกิจผลิตและจำหน่ายผลิตภัณฑ์อาหารสัตว์เลี้ยงสำเร็จรูป (Pet Food) 3.ธุรกิจผลิตและจำหน่ายผลิตภัณฑ์อื่นๆ และ 4.ธุรกิจผลิตและจำหน่ายผลิตภัณฑ์พลอยได้จากการแปรรูปอาหารทะเล (By Product) ได้แก่ ปลาป่นเพื่อเป็นอาหารปศุสัตว์


CMCF มีการจำหน่ายกว่า 50 ประเทศ โดยมีสัดส่วนรายได้จาก ผลิตภัณฑ์แปรรูปจากปลาทูน่าและปลาทะเลอื่นๆ พร้อมรับประทาน (Standard Product) ราว 60-70% ขณะที่ธุรกิจผลิตและจำหน่ายผลิตภัณฑ์อาหารสัตว์เลี้ยงสำเร็จรูป (Pet Food) อยู่ที่ราว 20% มองว่าในอนาคตสัดส่วนรายได้จาก Pet Food มีโอกาสเพิ่มเป็น 30% เพราะมองว่ามีอัตราการเติบโตสูง

อ่านข่าว CMCF เพิ่มเติมที่ https://www.wealthythai.com/en/updates/stock/stock-of-the-day/4728



This’s Alano

“มุ่งแสวงหาข่าวสาร สร้างสรรค์ผลงานอย่างถูกต้อง เพื่อนำเสนอให้นักลงทุนได้อ่าน”