DELTA - KCE หุ้นแห่งอนาคต ระยะยาวยังน่าสนใจหรือไม่?

การเติบโตของธุรกิจเทคโนโลยีเพิ่งจะเริ่มต้นขึ้นเท่านั้น!!! การระบาดของไวรัสโควิด 19 เสมือนเป็นตัวเร่งให้หลายธุรกิจจะต้องเข้าสู่ระบบเทคโนโลยีมากขึ้น ปัจจัยสำคัญที่จะช่วยให้ธุรกิจเทคโนโลยีเติบโตได้อย่างมีคุณภาพในระยะยาวนั้นคงจะอยู่ภายใต้วิถีชีวิตแบบ new normal โดยหลังจากนี้ไปจะเป็นชีวิตที่คนคุ้นชินกับการใช้เทคโนโลยีในทุกลมหายใจ จนไม่สามารถตัดขาดออกจากกันได้เหมือนเป็นปัจจัยที่ 5 ของชีวิต

เมื่อมีความต้องการที่เพิ่มมากขึ้นผู้พัฒนาเทคโนโลยีก็จะมีการแข่งขันพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่หลากหลายเพื่อให้ตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าในแต่ละวัย ดังนั้นธุรกิจเทคโนโลยียังคงขยายตัวต่อไปได้เรื่อยๆ อย่างยั่งยืน และจะไม่มีใครปฎิเสธเลยว่าธุรกิจเทคโนโลยีจะต้องก้าวเดินไปข้างหน้าอยู่ตลอดเวลา ทั้งนี้เมื่อเทคโนโลยีก้าวหน้าวัตถุดิบที่จะใช้ผลิตเทคโนโลยีคืออุปกรณ์ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ก็จะต้องก้าวหน้าและได้รับผลดีต่อเนื่องด้วยเช่นกัน

ขณะเดียวกัน มีกระแสข่าวว่า บอริส จอห์นสัน นายกรัฐมนตรีของอังกฤษจะประกาศห้ามจำหน่ายรถยนต์เชื้อเพลิงเบนซิลและดีเซลที่อังกฤษเร็วขึ้นเป็นภายในปี 2030 ส่วนไฮบริดจะขายต่อไปได้จนถึงปี 2035 ซึ่งนั่นก็หมายความว่าในอังกฤษเตรียมที่จะมีรถยนต์ไฟฟ้าใช้กันอย่างมากขึ้นในอนาคต ซึ่งก็เป็นจุดที่มองให้เห็นว่ากระแสการพัฒนาเทคโนโลยีกำลังก้าวหน้าอยู่ตลอดเวลา

นายศุภชัย วัฒนวิเทศกุล นักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ หยวนต้า (ประเทศไทย) จำกัด เล่าให้กับ Wealthy Thai ฟังว่า หุ้นอิเล็กทรอนิกส์ถ้ามองภาพในระยะยาวยังมีโอกาสที่จะเติบโตได้อีกในอนาคต เพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงที่จะเข้าสู่ยุค Internet of Things (IoT) และยุค Machine to Machine Communication รวมถึงระบบ Automation ต่างๆที่กำลังจะมาภายใต้การเข้าสู่ระบบ 5G แต่อย่างไรก็ตามจะต้องเลือกหุ้นที่จะสอดรับกับยุคดังกล่าว โดยเลือกหุ้น บริษัทเดลต้า อีเลคโทรนิคส์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) หรือ DELTA และบริษัท เคซีอี อีเลคโทรนิคส์ จำกัด (มหาชน) หรือ KCE

โดยมองว่าหุ้นทั้งสองบริษัทมีธุรกิจที่ผลิตสินค้ารองรับการเติบโตตามแนวทางเทคโนโลยีของโลกอยู่แล้วโดยหุ้น DELTA ประกอบธุรกิจหลักทำศูนย์ข้อมูลดาต้าเซ็นเตอร์ POD เครื่องสำรองไฟฟ้าอัตโนมัติ (UPS) ศูนย์ข้อมูลขนาดเล็ก (Micro Data Center) ระบบรางจ่ายไฟฟ้า (Busway) ระบบบริหารจัดการศูนย์คอมพิวเตอร์ (DCIM) ซึ่งในยุคของ 5G จะใช้กันอย่างแพร่หลาย ซึ่งประเทศไทยขณะนี้ถือว่ายังไม่ก้าวเข้าสู่ 5G เท่าที่ควร

ขณะเดียวกัน DELTA ยังทำธุรกิจติดตั้งสถานีชาร์จรถยนต์ไฟฟ้า (EV) ซึ่งมองดูแล้วหากเทรนธุรกิจรถยนต์ไฟฟ้าเกิดขึ้นมาจริงๆก็จะได้รับประโยชน์อีกเยอะขณะที่ KCE เป็นผู้ผลิตแผ่นพิมพ์วงจรอิเล็กทรอนิกส์ PCB ที่ใช้เป็นโครงสร้างของ 5G ประกอบกับยังทำในรถยนต์อัตโนมัติอีกด้วย โดยเฉพาะในส่วนของเรดาห์ป้องกันการชน รวมถึงผลิตภัณฑ์ชิ้นส่วนของอุตสาหกรรรมทหาร ดังนั้นถือว่ายังมีโอกาสเติบโตในอนาคตได้อีกมาก

อย่างไรก็ตามในช่วงสั้นผลประกอบการจะออกมาไม่ดีเท่าที่ควรเนื่องจากได้รับผลกระทบของค่าเงินบาทที่แข็งค่าขึ้นอย่างมาก รวมถึงปัจจัยหลักที่กระทบราคาหุ้นในช่วงสั้นคือการที่ราคาหุ้นในกลุ่มชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ปรับตัวเพิ่มขึ้นมาเยอะมากแล้ว และล่าสุดนักลงทุนเปลี่ยนกระแสการลงทุน โดยหันไปเลือกลงทุนเก็งกำไรในหุ้นกลุ่มโรงแรม หลังจากในช่วงที่ผ่านมาราคาหุ้นลงไปกว่า 70-80% และได้รับกระแสข่าวดีจากการผลิตวัคซีน เช่นเดียวกับหุ้นกลุ่มปิโตรเคมีที่ราคาหุ้นลดลงไปเยอะตอบรับข่าวความต้องการใช้น้ำมันที่ลดลง ดังนั้นหุ้นกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ก็เลยถูกเทขายบ้าง

โดยประมาณการกำไรทั้งปี 63 ของ DELTA ไว้ที่ 7,100 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 134% จากปีก่อน ขณะที่ในไตรมาส4/63 คาดกำไรปกติจะชะลอตัว แต่ยังอยู่ในระดับ 2,000 ล้านบาท ส่วนในปี 64 กำไรปกติจะขยับเพิ่มเป็น 8,200 ล้านบาท ซึ่งเป็นผลของสินค้าที่เกี่ยวข้องกับรถยนต์ EV Car แต่การเติบโตจะลดความร้อนแรงลงจากฐานที่สูงในปี 2563 ดังนั้นจึงคงคำแนะนำ “ซื้อเก็งกำไร” ที่ราคาเหมาะสม ณ สิ้นปี 2564 ที่ 197.00 บาทต่อหุ้น และให้คาดการณ์ปันผลปี 2564 ที่ 2.4% ทั้งนี้ราคาหุ้นไม่ได้อยู่ในโซนถูกแล้ว ดังนั้นการลงทุนที่ระดับปัจจุบันต้องเป็นการลงทุนระยะยาวเพื่อหวังผลกับศักยภาพเติบโตในตลาด EV Car ตลาด Home automation และตลาด 5G ที่จะเติบโตได้อีกมากในอนาคต

ขณะที่ KCE คาดกำไรปกติไตรมาส4/63 จะอยู่ที่ระดับ 360 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากไตรมาส3/63 กว่า 100% อิงประมาณการรายได้ที่ 110 ล้านเหรียญและอัตรากำไรขั้นต้นอยู่ที่ 25% จึงปรับประมาณการกำไรปกติทั้งปี 63 ที่ 1,000 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 22% จากปีก่อน แต่คงประมาณการกำไรปี 2564 ที่ 1,700 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 67% โดยคงราคาเหมาะสม ณ สิ้นปี 64 ที่ 43.50 บาทต่อหุ้น อิงประมาณการกำไรปกติปี 2564 และ PER ที่ 30 เท่า

ทั้งนี้คงมุมมองกำไรของ KCE กำลังกลับเข้าสู่สภาวะปกติในช่วงปี 59-61 ที่ 2,500 ล้านบาทในช่วง 2-3 ปีต่อจากนี้หนุนจากการเติบโตของ 5G Radar และผลบวกการลดต้นทุนด้วยหุ่นยนต์ ทำให้ PER ที่ 24 เท่า ไม่แพงในมุมมองของฝ่ายวิจัยในเชิงกลยุทธ์ นักลงทุนควรใช้โอกาสที่ตลาดทำ Sector Rotation และค่าเงินบาท/US ที่แข็งค่า เป็นโอกาสในการทยอยสะสมหุ้นที่แนวโน้มกำไรปกติจะฟื้นตัวแรงต่อเนื่องทั้งใน 4Q63 ต่อยอดถึงต้นปี 64