Official Update :

5 หุ้นบิ๊กแคป พื้นฐานแกร่ง กับราคาที่ยังมีอัพไซด์สูง

ดัชนีตลาดหุ้นไทยกำลังอยู่ในช่วงขาขึ้นจากปัจจัยบวกทั้งภายในและภายนอกประเทศ อาทิ เม็ดเงินต่างชาติที่ไหลเข้าตลาดหุ้นเอเซียรวมถึงไทยต่อเนื่อง สภาพคล่องในระบบที่สูง และมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจชุดใหม่ที่คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบไปเมื่อวันที่ 12 ม.ค. 63 เพื่อเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจาก Covid-19 รอบใหม่ ส่งผลให้หุ้นขนาดใหญ่และหุ้นที่คาดว่าจะได้รับผลบวกจากมาตรการดังกล่าวกลับมาได้รับความนิยมอีกครั้ง


โดยช่วงที่ผ่านมาดัชนีปรับขึ้นมาค่อนข้างมากทำให้หุ้นขนาดใหญ่บางตัวราคาปรับขึ้นไปสูงแล้ว หากนักลงทุนเข้าซื้อผิดจังหวะ หรือ ซื้อในราคาที่แพง อาจมีความเสี่ยงที่จะขาดทุนได้ วันนี้ Wealthy Thai จึงคัด 5 หุ้นที่มีปัจจัยพื้นฐานแข็งแกร่ง มี Valuation ดี และราคายังมี Upside มานำเสนอ


เริ่มที่หุ้นตัวแรก SCC หรือ บริษัท ปูนซิเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน) ราคาหุ้นตั้งแต่ต้นปี 2563 จนถึงวันที่ 12 ม.ค. 64 ยังติดลบอยู่ 2.55% โดยบล.เอเซีย พลัส ระบุว่า คาดกำไรสุทธิไตรมาส 4/63 ของ SCC จะเติบโต 24% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน จาก ส่วนต่างราคาผลิตภัณฑ์ (Spread) ผลิตภัณฑ์หลักที่เพิ่มขึ้นบวกกับกำไรจากธุรกิจ Packaging ที่ฟื้นตัวจากฐานที่ต่ำในปีก่อน รวมถึงยังเห็นภาพการเติบโตของ 3 ธุรกิจหลักในช่วงหลายปีข้างหน้า คือ ปิโตรเคมี, ซีเมนต์และผลิตภัณฑ์ก่อสร้าง, Packaging ชัดเจน โดยเชื่อว่า SCC จะสามารถสร้าง EBITDA เฉลี่ยไม่ต่ำกว่า 1 แสนล้านบาทต่อปี จาก EBIDA เฉลี่ยในช่วงปี 2553-2563 ที่ทำได้ 71,030ล้านบาท ขณะที่ทิศทางดอกเบี้ยในตลาดที่ปรับตัวลดลง จะส่งให้ตันทุนการเงินเฉลี่ยของ SCC ลดลง และเม็ดเงินลงทุนต่างชาติที่เริ่มกลับมาซื้อหุ้น SCC อีกครั้ง แนะนำ “ซื้อ” ราคาเป้าหมาย 450 บาท มี Upside 17.8%


หุ้นตัวที่สอง PTT หรือ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) ราคาหุ้นตั้งแต่ต้นปี 2563 จนถึงวันที่ 12 ม.ค. 64 ยังติดลบอยู่ 0.57% บล.เอเซีย พลัส ระบุว่า เศรษฐกิจที่ทยอยฟื้นตัวช่วยสนับสนุนให้ราคาน้ำมันดิบปรับตัวขึ้น 50 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล นับเป็นปัจจัยบวกต่อหุ้นน้ำมันอย่าง PIT รวมถึงผลการดำเนินงานค่อยๆ ฟื้นตัวตามเศรษฐกิจในภาพใหญ่ ทำให้ความต้องการใช้ปิโตรเลียมและปิโตรเคมีฟื้นตัวขึ้น นอกจากนี้ PTT กำหนดสัดส่วนผู้ถือหุ้นที่มีสิทธิได้รับการจัดสรรหุ้น เบื้องต้นจะอยู่ที่ประมาณ 95 หุ้นสามัญของ PTT ต่อ 1 หุ้นสามัญของ OR ถือเป็นสีสันต่อตลาดหุ้น แนะนำ “ซื้อ” ราคาเป้าหมาย 45 บาท มี Upside ประมาณ 3%


หุ้นตัวที่สาม TFG หรือ บริษัท ไทยฟู้ดส์ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) ราคาหุ้นตั้งแต่ต้นปี 2563 จนถึงวันที่ 12 ม.ค. 64 เพิ่มขึ้น 33.33% บล.เอเซีย พลัส ระบุว่า ราคาสุกรหน้าฟาร์มในไทยล่าสุดอยู่ที่ 80 บาทต่อกิโลกรัม สูงสุดในรอบ 6 ปี ปรับเพิ่มขึ้นถึง 5.3% จากวันก่อนหน้า และปรับเพิ่มขึ้นถึง 25.0% ในช่วง 1 เดือน จากการเปิดด่านชายแดนให้ส่งออกสุกรไปกัมพูชามากขึ้น ขณะที่ราคาสุกรหน้าฟาร์มในเวียดนามก็ปรับเพิ่มขึ้นประมาณ 12.7% ในช่วง 1 เดือนที่ผ่านมา ล่าสุดอยู่ที่ราว 7.5 หมื่นดองต่อกิโลกรัม (100 บาทต่อกิโลกรัม) โดยคาดว่าแนวโน้มกำไรปกติปี 2563-2564 จะเติบโต 43.5% และ 3.2% ตามลำดับ จากธุรกิจสุกรที่เติบโตดีต่อเนื่อง แนะนำ “ซื้อ” ราคาเป้าหมาย 6.20 บาท มี Upside ประมาณ 10.7%


หุ้นตัวที่สี่ BDMS หรือ บริษัท กรุงเทพดุสิตเวชการ จำกัด (มหาชน) ราคาหุ้นตั้งแต่ต้นปี 2563 จนถึงวันที่ 12 ม.ค. 64 ยังติดลบอยู่ 18.85% บล.หยวนต้า ระบุว่า ผลประกอบการผ่านช่วงที่แย่ที่สุดไปแล้ว คาดปี 2564 ผลประกอบการจะกลับมาเติบโต โดยคาดว่ากำไรปกติในไตรมาส 4/63 จะลดลงเมื่อเทียบกับไตรมาส 3/63 และไตรมาส 4/62 จากปัจจัยด้านฤดูกาล และการระบาดของ Covid-19 รอบใหม่ซึ่งกระทบกับผู้ป่วยใน แต่จะมีกำไรจากการขายหุ้น BH เข้ามาช่วย ทำให้ภาพรวมกำไรไตรมาส 4/63 จะเติบโต 10%


ทั้งนี้ ภาพรวมปี 2563 ประมาณกำไรปกติของ BDMS ที่ 6,267 ล้านบาท ลดลง 37% หากรวมกำไรจากการขายหุ้น BH จะมีกำไรสุทธิที่ 7,381 ล้านบาท ส่วนปี 2564 คาดผลประกออบการจะฟื้นตัวโดดเด่นจากฐานที่ต่ำ รวมถึงระยะยาวบริษัทวางกลยุทธ์จะขยายฐานลูกค้าในกลุ่มประกันสุขภาพ ตั้งเป้าหมายเพิ่มสัดส่วนรายได้เป็น 40% ในปี 2566 จากปี 2563 ที่มีสัดส่วนรายได้กลุ่มประกันสุขภาพที่ 32% และบริษัทผ่านช่วงลงทุนขนาดใหญ่ไปแล้ว แนะนำ “ซื้อ” ราคาเป้าหมาย 24.30 บาท มี Upside ประมาณ 14%


และหุ้นตัวสุดท้าย ADVANC หรือ บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) ราคาหุ้นตั้งแต่ต้นปี 2563 จนถึงวันที่ 12 ม.ค. 64 ยังติดลบอยู่ 15.26% บล.เคจีไอ ระบุว่า ประเมินกำไรหลักในไตรมาส 4/63 ของ ADVANC ที่ 6.6 พันล้านบาท ทรงตัวจากไตรมาส 3/63 เพราะต้นทุนรวมทั้งค่าใช้จ่ายในการขายและการบริหารเพิ่มขึ้น ซึ่งจะไปหักล้างผลบวกจากยอดขายโทรศัพท์ที่เพิ่มขึ้น แต่ลดลง 11% จากไตรมาส 4/62 เพราะรายได้ลดลง หากกำไรหลักในปี 2563 เป็นไปตามประมาณการของฝ่ายวิจัย ดังนั้นจึงยังคงประมาณการกำไรหลักในปี 2563-2564 ที่ 2.72 หมื่อนล้านบาท และ 2.62 หมื่นล้านบาท ตามลำดับ แม้จะคาดว่าผลประกอบการไตรมาส 1/64 อาจชะลอตัวลงจากผลกระทบของ Covid-19 แต่เชื่อว่าจะเริ่มดีขึ้นตั้งแต่ไตรมาส 2/64 ตามสถานการณ์โรคระบาดที่คลี่คลายลง อย่างไรก็ตาม ประเมินผลประกอบการปี 2564-2565 ของ ADVANC มีแนวโน้มแข็งแกร่งกว่าหุ้นอื่นในกลุ่ม และคาดว่าผลตอบแทนจากเงินปันผลในช่วงครึ่งหลังปี 2563 จะอยู่ที่ 1.7% และปีนี้อยู่ที่ 3.6% ดังนั้นยังคงแนะนำ “ซื้อ” ราคาเป้าหมาย 219 บาท มี Upside ประมาณ 22.7%



ศุภมาศ ศรีขำ

นักข่าวสายการเงินและตลาดทุน ที่คลุกคลีกับวงการข่าวมาตั้งแต่เด็ก ชื่นชอบการออกไปหาประสบการณ์และการเรียนรู้ใหม่ๆ อยากถ่ายทอดมุมมองและประสบการณ์เกี่ยวกับการเงิน และตลาดทุนให้ผู้อ่านทุกคนใช้เป็นข