Official Update :

6 หุ้นทางรอด หนีม็อบเดือด

ความคุกรุ่นของการเมืองในประเทศ กดดันให้หุ้นไทยกลับมาอยู่ที่ระดับ 1,200 จุดอีกครั้งหนึ่ง ด้วยการปิดชุมนุมแบบแฟลตม็อบของกลุ่มคนรุ่นใหม่ ที่พร้อมจะเคลื่อนย้ายสถานีที่ได้ตลอดเวลา กดดันให้ตลาดหุ้นไทยในต้นสัปดาห์ ต้องปรับตัวลบค่อนข้างรุนแรง

นอกจากการเมืองที่ดุเดือดแล้ว บล.เอเซีย พลัส มองว่าสถานการณ์การระบาดไวรัส COVID-19 รอบ 2 กลับมาเป็นประเด็นอีกครั้ง หลังพบจำนวนผู้ติดเชื้อรายใหม่เพิ่มขึ้นอีกครั้งอยู่ในยุโรปและเอเชีย นำไปสู่การทยอย Lockdown ในหลายประเทศ อาทิ อังกฤษ สเปน เมียนมาร์ และอินโดนีเซีย เป็นต้น จึงทำให้มีโอกาสสร้าง Downside ต่อตลาดหุ้นทั่วโลกที่ปรับตัวขึ้นมาเร็วและแรงจนทำให้ Valuation ไม่น่าสนใจ

ซึ่งในด้านกลยุทธ์การลงทุน ฝ่ายวิจัยยังคงน้ำหนักหุ้นต่างประเทศไว้ที่ 15% (น้อยกว่าตลาดฯ) และลดน้ำหนักหุ้นไทย 5% เป็น 35% (เท่าตลาดฯ) เนื่องจากมีประเด็นการเมืองคอยกดดันเพิ่มเติมอยู่ ส่วนทางด้านสินทรัพย์ปลอดภัยอย่างตราสารลงทุนอื่นๆ มีสัดส่วน 5% (น้อยกว่าตลาดฯ) โดยแบ่งน้ำหนักให้ ELN ที่ลงทุนในหุ้นไทยและกองทุน SCBGOLDH อย่างละ 2.5% ซึ่งจะช่วยลดความเสี่ยงจากสภาวะตลาดหุ้นเก็งกำไรและขาดปัจจัยหนุนได้เป็นอย่างดี ขณะที่ตราสารหนี้มีน้ำหนัก 25% (มากกว่าตลาดฯ) เนื่องจากเป็นหนึ่งในสินทรัพย์ปลอดภัยที่ได้ผลตอบแทนแน่นอนและมีโอกาสสูงที่กนง.จะปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลงอีกในปีนี้ และส่วนสุดท้ายคือ ตลาดเงินเพิ่มน้ำหนักเป็น 20% (มากกว่าตลาดฯ) ไว้เป็นแหล่งพักเงินอีกแห่งเพิ่มเติม

บล.ยูโอบีเคย์เฮียน ประเมินว่า หุ้นต่างประเทศอ่อนตัวหลังไม่มีปัจจัยบวกใหม่ ในขณะที่ความกังวลเกี่ยวกับการชะลอตัวลงของการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจอาจจะเกิดขึ้นจาก 1) สหรัฐฯ ไม่บรรลุมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจฉบับใหม่ ภายใน 21 ต.ค. 2) ยุโรปเผชิญสถานการณ์ระบาดระลอกสองที่รุนแรงมากขึ้น ทำให้หลายประเทศเริ่มยกระดับมาตรการควบคุมให้เข้มงวดขึ้น ซึ่งจะส่งผลกระทบกับการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจ และ 3) No deal Brexit อังกฤษมีความเสี่ยงของการออกจากยุโรปโดยไม่มีข้อตกลงสูงขึ้น

คาดกลไกรัฐสภาช่วยชะลอการยกระดับความรุนแรงทางการเมือง กลุ่มแนวร่วมธรรมศาสตร์และการชุมนุมมีแนวโน้มพักการชุมนุม 1 คืน และยื่นยันข้อเรียกร้องให้รัฐบาลตอบรับ ได้แก่ 1) ให้นายกรัฐมนตรีลาออก 2) เปิดสภาแก้ไขรัฐธรรมนูญ และ 3) ปฎิรูปสถาบันกษัตริย์ รวมถึงให้ปล่อยตัวผู้ถูกจับกุมและยกเลิกพ.ร.ก.ฉุกเฉิน ภายใน 24 ชม. แม้เรามองเป็นการยากที่รัฐบาลจะตอบรับข้อเรียกร้องข้างต้น แต่ความร่วมมือของรัฐบาล ฝ่ายค้าน และวุฒิสภา ในการเปิดประชุมสมัยวิสามัญ เพื่อแสดงเจตจำนงค์ในการเร่งแก้ปัญหาความขัดแย้ง ประกอบกับการพักการชุมนุม 1 วัน จะทำให้แรงกดดันทางการเมืองระยะสั้นชะลอการยกระดับ

ติดตามปัจจัยบวกจากประมาณการกำไรบจ.เริ่มปรับขึ้น ทำให้เม็ดเงินลงทุนจะเตรียมกลับเข้าหุ้นใหญ่ เราคงมุมมองประมาณการกำไรบจ.มีโอกาสทำจุดต่ำสุด (bottom out) หลังงบไตรมาส 3/63 แม้กำไรปี 2563 จะยังไม่เห็นการปรับประมาณการขึ้น แต่แนวโน้มกำไร 12 เดือนข้างหน้า (blended forward earnings) เริ่มส่งสัญญาณดีขึ้นในช่วง 1 เดือนที่ผ่าน จากแนวโน้มกำไรหุ้นในกลุ่มขนาดใหญ่ ทั้งพลังงาน ปิโตรเคมี ธนาคาร อาจไม่แย่อย่างที่ตลาดเคยประเมิน ซึ่งจะทำให้เกิดการหมุนกลุ่ม (rotation) จากหุ้นกลาง-เล็ก กลับไปยังหุ้นขนาดใหญ่ ดังนั้นการปรับลงในรอบนี้ในบริเวณ 1,200 จุด หรือต่ำกว่า เรามองเป็นโอกาสทยอยสะสมหุ้นใหญ่ ขณะที่ควรระวังแรงทำกำไรหุ้นกลาง-เล็ก โดยเฉพาะที่ปรับขึ้นมาก

เลือกลงทุนรายตัว เน้นหุ้นปลอดภัย ระวังกลุ่มท่องเที่ยว ได้แก่ CPF, TU, TIP, THRE, ADVANC, INTUCH, DIF, JASIF, SUPEREIF, BTSGIF, BCH, CHG, WHAUP, EASTW, SUPER, SSP ขณะที่ระวังกลุ่มท่องเที่ยว หลังตัวเลขอัตราเข้าพักก.ย.ออกมาที่ 34.32% (ส.ค.ที่ 31.65%) แต่รายได้จากการท่องเที่ยว ลดลงเหลือเพียง 7.63 หมื่นลบ. (ส.ค.ที่ 8.65 หมื่นลบ.) ทำให้หุ้นกลุ่มท่องเที่ยวโดยเฉพาะโรงแรมคาดจะยังมีผลขาดทุนอีกนาน ขณะที่ภาระหนี้จะสร้างแรงกดดันต่อโอกาสเพิ่มทุน โดยตลาดจะประเมินสิ่งนี้จากงบไตรมาส 3/63

ภาพรวมกลยุทธ์ การลงต่อจะเริ่มเข้าสุ่จุดทยอยเสี่ยงซื้อโดยเฉพาะ 1,180-1,200 จุด โดยประเมินเม็ดเงินจะขายทำกำไรหุ้นกลางเล็กและกลับเข้าหุ้นใหญ่ ยังมองภาพในเชิง asset allocation หุ้นน่าสนใจกว่าพันธบัตร ทำให้ความผันผวน หรือจังหวะที่ตลาดตกใจ จะเป็นจังหวะดีในการทยอยซื้อหุ้นใหญ่พื้นฐานดี หุ้นแนะนำเก็งกำไร WHAUP, SSP, CPF แนวรับ 1,200 จุด / แนวต้าน : 1,214-1,220 จุด สัดส่วน : เงินสด 60% : พอร์ตหุ้น 40%