Official Update :

ประเมินความแข็งแกร่ง MTC-SAWAD ท่ามกลางวิกฤติใครโดดเด่น

ก่อนจะเข้าสู่ช่วงประกาศผลประกอบการไตรมาส 3 เรามารีแค็ปหุ้นปล่อยสินเชื่อกันอีกครั้ง โดย Wealthy Thai จับคู่หุ้น MTC-SAWAD มาฝากแฟนเพจว่าทั้ง 2 ตัว มีอะไรโดดเด่นท่ามกลางวิกฤติแบบนี้ เพราะในช่วงที่ผ่านมา 2 หุ้นนี้ถูกกดดันพอสมควรจากมาตรการภาครัฐที่เข้ามาทำให้ธุรกิจอาจไม่สดใสมากนัก

เริ่มจาก MTC ที่มีภาระกิจตั้งเป้าหมายเป็นผู้นำไมโครไฟแนนซ์ โดยปัจจุบันMTC มีการเติบโตอย่างต่อเนื่อง มีสาขารวม 4,107 สาขา ซึ่งถ้าแบ่งตามสินเชื่อคงค้าง มีลูกหนี้เกษตรกรมากที่สุด สัดส่วน 32% รองลงมาเป็นกลุ่มค้าขาย 23% และแรงงานภาคก่อสร้างหรือรับจ้างรายวัน 21%

แต่ถ้าแบ่งตามประเภทผลิตภัณฑ์ แบ่งเป็น

1.สินเชื่อทะเบียนรถ 71.17%
2.สินเชื่อส่วนบุคคลแบบไม่มีหลักประกัน 10.12%
3.สินเชื่อนาโนไฟแนนซ์ 9.70%
4.สินเชื่อที่มีโฉนดที่ดินเป็นหลักประกัน 8.87%
5.สินเชื่อเช่าซื้อรถ จักรยานยนต์ใหม่ 0.14%

ลุ้นMTCทำนิวไฮรอบใหม่

ในมุมมองนักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์(บล.)เอเซียพลัสจำกัดประเมินว่า ตลาดหุ้นในปัจจุบันที่มีภาวะผันผวน ในระดับ 1,250 จุด เป็นโอกาสลงทุนในหุ้น MTC แนะนำ “ซื้อ” โดยให้ราคาเป้าหมาย 57 บาท โดยประเมินว่ากำไรสุทธิมีโอกาสทำ New High ในไตรมาส 3/63 จากสินเชื่อสุทธิโตต่อเนื่อง จากการคลายล็อคดาวน์ Covid-19

ด้านบล.เอเอสแอลจำกัดแนะนำ “ซื้อ” MTC โดยให้ราคาเป้าหมาย 66 บาท ทั้งนี้นักวิเคราะห์ประเมินแนวโน้มครึ่งปีหลัง 2563 เติบโตต่อเนื่อง และยังคงเป้าสินเชื่อเติบโต 20.3% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว (YoY) ตามเป้าผู้บริหาร จากการเร่งขยายสาขาให้ถึง 4,700 แห่งภายในสิ้นปี 2563 และจะขยายเพิ่มอีก 500 สาขาในปี 2564 เป็น 5,200 สาขา รวมถึงยังสามารถเพิ่มยอดสินเชื่อต่อสาขาให้อยู่ในระดับ 14-15 ล้านบาทได้ และคาดการณ์กำไรสุทธิ ปีนี้เท่ากับ 5,100 ล้านบาท ขยายตัว 20.9%YoY ส่วนกำไรสุทธิในปี 2563-65 ขยายตัว 16%CAGR ต่อปี

ด้านมาตรการช่วยเหลือลูกหนี้คิดเป็น 10% ของพอร์ตราว 5,400 ล้านบาท ทั้งนี้ได้ soft loan จากออมสินมาช่วยอีก 5,000 ล้านบาท ซึ่งทาง MTC มองว่าหนี้เสียที่จะเกิดขึ้นในส่วนนี้จำกัด จากฐานลูกค้าเป็นกลุ่มเกษตรกรและก่อสร้างเป็นหลักที่มีความเสี่ยงเรื่อง “ภัยแล้ง” มากกว่า แต่ในปีนี้ก็ประเมินว่าไม่ได้เจอปัญหานี้มากนัก

ภัยแล้งไม่หนักผลกระทบกลุ่มเกษตรจำกัด

ขณะที่บล.แลนด์แอนด์เฮ้าส์จำกัด(มหาชน)ระบุว่า ในครึ่งปีหลังทางผู้บริหาร MTC มั่นใจว่าจะดีกว่าครึ่งปีแรก จากสถานการณ์โควิด-19 ที่ดีขึ้น ทำให้สามารถทำการตลาดได้ ประกอบกับปัญหาภัยแล้งจบ ฝนเริ่มตกลงมา เกษตรกรซึ่งถือเป็นลูกค้าส่วนใหญ่ของ MTC เริ่มเข้ามากู้มากขึ้นเพื่อไปเพาะปลูก ทำให้ทั้งสินเชื่อและกำไรในปีนี้โต 20-25% ตามเป้าได้ นอกจากนี้ยังพร้อมรับการแข่งขันจาก GSB ที่เริ่มจะมารุกปล่อยสินเชื่อจำนำทะเบียนดอกเบี้ยต่ำเพียง 10% ซึ่งคาดว่าจะเข้ามาในปี 64 เพราะธรรมชาติธุรกิจลูกค้าเน้นกู้ใกล้บ้านเป็นหลัก จึงแนะนำซื้อ โดยให้ราคาเป้าหมาย 63 บาท

SAWADเริ่มเห็นแสงสว่าง

ส่วนหุ้นมหาชนหุ้นSAWADหรือบริษัทศรีสวัสดิ์คอร์ปอเรชั่นจำกัด(มหาชน)มีมูลค่าสินเชื่อที่กลุ่มบริษัทฯ ให้บริการกว่า 40% เป็นหลักประกันประเภทโฉนดที่ดิน บ้านและคอนโด นอกจากนี้เป็นธุรกิจสินเชื่อเพื่อการพาณิชย์และเพื่อโครงการ ธุรกิจสินเชื่อรายย่อยแบบไม่มีหลักประกัน สินเชื่อส่วนบุคคลเพื่อการอุปโภคบริโภค และสินเชื่อส่วนบุคคลภายใต้กำกับ นอกจากนี้เป็นกลุ่มธุรกิจเร่งรัดติดตามหนี้สิน ธุรกิจบริหารหนี้ด้อยคุณภาพ ธุรกิจให้บริการด้านที่ปรึกษาเกี่ยวกับการบริหารสินเชื่อแบบครบวงจร และธุรกิจรับฝากเงิน

ตั้งสำรองSAWADลดลง

โดยบล.หยวนต้า(ประเทศไทย)จำกัดประเมินว่า แนวโน้มผลประกอบการ SAWAD ในไตรมาส 3/63 จะฟื้นตัวดีขึ้น จากปัจจัย ดังนี้

  1. การให้สินเชื่อใหม่ในเดือนกค-.ฟื้นตัวขึ้นมาเทียบกับไตรมาส 2/63 หลังเข้าสู่ช่วง High Season ของธุรกิจ
  2. รายได้ค่าธรรมนียมนายหน้าขายประกันภัยปรับตัวดีขึ้นตามการให้สินเชื่อหลังปลดล็อคดาวน์
  3. การตั้งสำรองของSAWADมีแนวโน้มลดต่ำลงในครึ่งปีหลัง2563เพราะในครึ่งปีแรก บริษัทได้ตั้งสำรองพิเศษ Management Overlay ไปแล้ว

ทั้งนี้แม้หุ้นSAWADมีปัจจัยบวก แต่นักวิเคราะห์แนะนำแค่ “เทรดดิ้ง” ให้ราคาเป้าหมาย 60 บาท เนื่องจากมีความเสี่ยงการให้สินเชื่อผ่าน BFIT จะถูกธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เข้ามาควบคุมดอกเบี้ยเช่นเดียวกับผลิตภัณฑ์สินเชื่อประเภทอื่น ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อศักยภาพการทำกำไร ทั้งนี้อยู่ระหว่างรอความชัดเจนของแผนธุรกิจและกลุ่มลูกค้าเป้าหมายของธนาคารออมสิน ซึ่งมีแผนเข้ามารุกตลาดนอนแบงก์ในช่วงต้นปี 2564

ส่วนบล.เอเอสแอล แนะนำ “ซื้อ” SAWAD โดยให้ราคาเป้าหมาย 57.50 บาท เนื่องจากมองเป็นหุ้นเด่นในกลุ่มการเงิน จากแนวโน้มผลประกอบการที่อยู่ในระดับสูง รวมถึงการควบคุมค่าใช้จ่ายที่มีประสิทธิภาพได้รับผลกระทบจากมาตรการช่วยเหลือลูกหนี้จากภาครัฐค่อนข้างน้อย

ดังนั้นจากปัจจัยบวกที่นักวิเคราะห์มองหุ้นMTC-SAWADประกอบกับการยอดสินเชื่อที่เพิ่มขึ้นโดยเฉพาะในช่วงที่เกิดวิกฤติก็น่าจะทำให้หุ้นทั้ง2ตัวราคาพุ่งขึ้นอีกครั้งในช่วงประกาศผลประกอบการซึ่งต้องติดตามกันต่อไปแม้ว่าจะมีปัจจัยหนุนแต่ในขาเดียวกันวิกฤติเศรษฐกิจก็เป็นความเสี่ยงในการบริหารจัดการหนี้เสียเช่นกัน