JAK เทรดวันแรกสวนตลาดพุ่ง 55.86% ชูจุดแข็งอสังหาฯกำไรขั้นต้นสูง

ท่ามกลางตลาดหุ้นที่ผันผวนต่อเนื่อง แต่ก็เป็นฤกษ์ดีในการเข้าเทรดเป็นวันแรกของ บริษัท จักรไพศาล เอสเตท จำกัด (มหาชน) หรือ JAK หุ้นไอพีโอตัวแรกแห่งปี 2564 โดยทำราคาเปิดการซื้อขายได้อย่างสวยงามที่ 2.26 บาท เพิ่มขึ้น 55.86% จากราคาไอพีโอที่ระดับ 1.45 บาท


นายวีระพันธ์ จักรไพศาล กรรมการผู้จัดการ บริษัท จักรไพศาล เอสเตท จำกัด (มหาชน) หรือ JAK เปิดเผยว่า จากราคาทำเปิดการซื้อขายดังกล่าว รู้สึกพอใจอย่างยิ่ง แม้ภาพรวมตลาดจะอยู่ในแดนลบ แต่ JAK ยังสามารถยืนอยู่ในแดนบวกได้ สะท้อนความเชื่อมั่นของนักลงทุนที่มีต่อ JAK


ทั้งนี้ความน่าสนใจของ JAK คือ การนำเทคโนโลยีเข้ามาเป็นส่วนสำคัญในกระบวนการทำงาน ทำให้บริษัทสามารถบริหารต้นทุนได้อย่างมีประสิทธิภาพ ส่งผลให้ธุรกิจมีการเติบโตของอัตรากำไรขั้นต้นในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา (ปี 2560 - 2562) เฉลี่ยสูงถึง 50% ต่อปี (CAGR)


รวมทั้งบริษัทเป็นธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ที่ตอบโจทย์ผู้บริโภคที่ต้องการบ้านหลังแรก ซึ่งโครงการของบริษัทเองไม่มีเรื่องของการเก็งกำไร นอกจากนี้โครงการของบริษัทยังอยู่ในตำแหน่งที่ดีใกล้กับนิคมอุตสาหกรรม ที่มีกำลังซื้อสูง ประกอบกับมีเรียลดีมานด์เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง


ขณะที่แผนธุรกิจประเมินว่าธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ยังเติบโตต่อเนื่อง เพราะมีการสร้างครอบครัวใหม่เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะบริษัทอยู่บนทำเลภาคตะวันออกในพื้นที่บนทำเลเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ที่มีกำลังซื้ออยู่ในเกณฑ์ที่ดีต่อเนื่อง โดยบริษัทจะมุ่งเน้นอสังหาฯแนวราบ เนื่องจากตอบโจทย์ลูกค้า ยิ่งในสถานการณ์ COVID-19 ทำให้โครงการแนวราบมีตความโดดเด่นมากกว่าคอนโดมิเนียม เพราะต้องการพื้นที่ โดยเฉพาะการ work from home และความเป็นส่วนตัว


ปีนี้ ROE-ROA ฟื้น


สำหรับแนวโน้มผลประกอบการปี 2564 คาดว่าจะเห็นการฟื้นตัวจากปี 2563 เนื่องจากในช่วงปี 2563 ได้รับผลกระทบจากการระบาดของ COVID-19 ซึ่งส่งผลต่อกำลังซื้อที่ชะลอตัว โดยคาดว่าปี 2564 กำลังซื้อจะกลับมาในทิศทางที่ดี ดังนั้นจึงคาดว่า ROE และ ROA จะฟื้นตัวกลับมาเป็นที่น่าพอใจ


ทั้งนี้ในปี 2564 บริษัทมีแผนเปิดโครงการใหม่จำนวน 2 โครงการ คือ โครงการ Canna มูลค่าโครงการ 422 ล้านบาท พัฒนาเป็นอาคารพาณิชย์ ทาวเฮ้าส์ และบ้านแฝดชั้นเดียว ตั้งอยู่ที่ อ.บางละมุง จ.ชลบุรี (โรงโป๊ะ) คาดว่าจะทยอยรับรู้รายได้ตั้งแต่ไตรมาส 2/2564


รวมทั้งโครงการ Peony& Pine (รังสิต) ซึ่งเป็นทำเลที่มีศักยภาพเพราะที่ดินติดรถไฟฟ้าสายสีแดง สถานีปลายทางบางพูน มูลค่าโครงการรวม 587 ล้านบาท เป็นทาวน์โฮม และคอนโดมิเนียม สูงไม่เกิน 8 ชั้น บริษัทคาดว่าจะเริ่มก่อสร้างในไตรมาส 3/2563 และคาดว่าจะรับรู้รายได้ในปี 2565


นอกจากนี้บริษัทยังมีที่ดินจำนวน 2 ไร่ ตั้งอยู่ที่ซอยนวลจันทร์ เขตบึงกุ่ม กรุงเทพฯ ซึ่งเป็นที่ดินตั้งบนทำเลที่มีศักยภาพ โดยบริษัทมีแผนพัฒนาเป็นโครงการคอนโดมิเนียม หากเศรษฐกิจดีก็พร้อมที่จะทำทันที ซึ่งปัจจุบันบริษัทเตรียมความพร้อมไว้แล้ว นอกจากนี้บริษัทมีที่ดินในมือรอการพัฒนาโครงการในอนาคตที่บริษัทเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินแล้ว จำนวน 2 แปลง ได้แก่ ที่ดินอำเภอมวกเหล็ก จังหวัดสระบุรี เนื้อที่ 29 ไร่


ส่วนเงินที่ได้จากการระดมทุนครั้งนี้ จะนำไปใช้เป็นเงินทุนสำหรับการพัฒนาโครงการ และ/หรือ การลงทุนในที่ดินเพื่อพัฒนาโครงการ รวมทั้ง นำไปใช้ชำระคืนหนี้ธนาคาร และเป็นเงินทุนหมุนเวียนในการดำเนินธุรกิจและการดำเนินการอื่นใดเพื่อให้เกิดผลประโยชน์สูงสุดต่อบริษัท โดยก่อนไอพีโอบริษัทมี D/E ที่ 0.7 เท่า และหลังไอพีโอจะเหลือระดับ 0.5-0.6 เท่า (ยังไม่รวมคืนหนี้) โดยหากนำเงินไปคืนหนี้ D/E คาดว่าจะลดลงอีก

This’s Alano

“มุ่งแสวงหาข่าวสาร สร้างสรรค์ผลงานอย่างถูกต้อง เพื่อนำเสนอให้นักลงทุนได้อ่าน”