Official Update :

ก.ล.ต.เผยผลสำรวจการลงทุนคริปโตในไทย พบนักลงทุนกว่า 46 % มุ่งเน้น “เก็งกำไร”

โดย นายพงศธร ปริญญาวุฒิชัย ฝ่ายวิจัย สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) เปิดเผย่า กระแสการลงทุนในสินทรัพย์ดิจิทัลกำลังเป็นที่นิยมของนักลงทุนรุ่นใหม่ทั้งในประเทศและต่างประเทศทั่วโลก จำนวนบัญชีของผู้ซื้อขายในศูนย์ซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัลในประเทศไทยเดือนกุมภาพันธ์ ปี 2565 เติบโตมากกว่า 10 เท่าจากปี 2563 (เพิ่มขึ้นจาก 1.7 แสนบัญชี เป็น 2.5 ล้านบัญชี) ฝ่ายวิจัย ก.ล.ต. จึงได้ทำการศึกษาร่วมกับผู้เชี่ยวชาญในการสำรวจและเก็บข้อมูลผ่านช่องทางแพลตฟอร์มออนไลน์ต่าง ๆ เพื่อให้ทราบถึงลักษณะ ทัศนคติ ประสบการณ์ รวมไปถึงพฤติกรรมในการลงทุนของประชาชนชาวไทยที่มีต่อสินทรัพย์ดิจิทัล โดยสำรวจและเก็บข้อมูลต่าง ๆ ด้วยวิธี Social Intelligence Analytics (SIA)ซึ่งเป็นวิธีที่ทันสมัยและเหมาะกับสถานการณ์ในปัจจุบัน สามารถเก็บข้อมูลในปริมาณมากได้อย่างรวดเร็วโดยการศึกษานี้ จัดแบ่งการเข้าถึงข้อมูลสินทรัพย์ดิจิทัลออกเป็น 3 วิธี ดังนี้


วิธีแรก การเก็บข้อมูลบนช่องทาง social media ซึ่งทางผู้วิจัยได้เลือกช่วงเวลาในการเก็บข้อมูลระหว่างเดือนเมษายน – กันยายน 2564 เป็นระยะเวลา 6 เดือน โดยสามารถเก็บข้อมูลที่เกี่ยวข้องได้กว่า 300,000 ความคิดเห็น โดยพบว่า Twitter เป็นแพลตฟอร์มออนไลน์ที่มีการพูดถึงสินทรัพย์ดิจิทัลมากที่สุด อยู่ที่ประมาณ 47% รองลงมาเป็น Facebook ที่ 33% (รูปที่ 1)


รูปที่ 1 จำนวนข้อความที่เกี่ยวข้องกับสินทรัพย์ดิจิทัลบนช่องทางต่างๆ




จากผลสำรวจยังพบประเด็นที่น่าสนใจในด้าน เป้าหมายในการลงทุน ซึ่งสะท้อนถึงแรงจูงใจที่ทำให้คนไทยหันมาลงทุนในสินทรัพย์ดิจิทัลมากขึ้น โดยพบว่า ร้อยละ 46 มองว่าสินทรัพย์ดิจิทัลมีความผันผวนสูงจึงเลือกเข้ามาเก็งกำไรระยะสั้น ขณะที่ร้อยละ 33 มองว่าเป็นการลงทุนเพื่อหวังผลตอบแทนในระยะยาว ขณะที่อีกร้อยละ 11 เห็นว่าเป็นแหล่งออมเงิน และร้อยละ 10 มองว่าเป็นสินทรัพย์ที่สามารถทำเงินได้ง่ายกว่างานประจำที่ทำอยู่ ส่วนด้าน หลักเกณฑ์ในการลงทุน พบว่า ส่วนใหญ่ใช้การวิเคราะห์ทางเทคนิค (technical analysis) เช่น การวิเคราะห์กราฟ คิดเป็นร้อยละ 41 ลงทุนโดยการติดตามข่าวสารจากช่องทางต่าง ๆ คิดเป็นร้อยละ 26 และ ลงทุนโดยอาศัยสัญชาตญาณ คิดเป็นร้อยละ 25


วิธีที่สอง Search Data เป็นการสำรวจจากคำที่ใช้ค้นหาข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับสินทรัพย์ดิจิทัล ซึ่งแหล่งที่มาของข้อมูลที่นำมาใช้อ้างอิงนั้นมาจากแพลตฟอร์ม search engine ของ google โดยคำค้นหาตัวอย่างที่นำมาแสดงในการศึกษานี้เป็นการเก็บข้อมูลย้อนหลัง 4 ปี เพื่อให้เห็นภาพรวมการเติบโตของสินทรัพย์ดิจิทัลในประเทศไทย ซึ่งคำหรือคีย์เวิร์ดแรกที่ถือว่าเป็นตัวแทนของภาพรวมสินทรัพย์ดิจิทัลคือ “คริปโต” หรือ “คริปโตเคอร์เรนซี" โดยจากข้อมูลพบว่า ระดับความสนใจในการค้นหาคำว่าคริปโตนั้นเพิ่มขึ้นสูงขึ้นในช่วงต้นปี 2564 ซึ่งเป็นช่วงที่ราคาของ “บิทคอยน์” หรือ “BTC” ขึ้นไปแตะที่หลัก 1 ล้านบาทและเพิ่มสูงขึ้นมากที่สุดในช่วงเดือน เมษายน - พฤษภาคม ซึ่งเป็นช่วงที่ราคาของ BTC ขึ้นไปถึง 2 ล้านบาท เห็นได้ว่ามีความสอดคล้องกับแนวโน้มการเพิ่มขึ้นของการค้นหาข้อมูลคำว่า “บิทคอยน์” หรือ “BTC” (รูปที่2)


รูปที่ 2 ระดับความสนใจในการค้นหาคำว่า “คริปโตและ “บิทคอยน์” ในช่วง 4 ปีย้อนหลัง






วิธีที่สาม Community Survey โดยการสุ่มตั้งประเด็นคำถามความเห็นที่มีต่อสินทรัพย์ดิจิทัล   ทางช่องทาง social media ต่าง ๆ เช่น Facebook, Twitter, Clubhouse เป็นต้น นอกจากนี้ ยังมีการสุ่มสัมภาษณ์ผู้ลงทุนในแต่ละกลุ่ม เช่น กลุ่มผู้ที่เลือกลงทุนเพิ่มเติมในสินทรัพย์ดิจิทัลโดยมีประสบการณ์จากการลงทุนในสินทรัพย์ประเภทอื่นมาก่อนแล้ว กลุ่มผู้ที่ลงทุนในสินทรัพย์ดิจิทัลเพียงอย่างเดียว และกลุ่มที่ไม่ได้ลงทุนในสินทรัพย์ดิจิทัล จากการรวบรวมสรุปได้ว่า หลายคนไม่แนะนำให้ลงทุนในสินทรัพย์ดิจิทัลหากไม่สามารถรับความเสี่ยงหรือความผันผวนได้ ควรจะเน้นลงทุนในสินทรัพย์ที่ตนเองมีความเข้าใจมากกว่า แต่อาจซื้อเก็บไว้บางส่วนเพื่อใช้ในการเก็งกำไร หรือหากอยากลงทุนในสินทรัพย์ดิจิทัลต้องมีความเชื่อและศรัทธาด้วยว่าจะสามารถเปลี่ยนระบบการเงินของโลกได้ โดยมีความคิดเห็นทั้งในด้านบวกและด้านลบ เช่น ด้านบวกมองว่าสินทรัพย์ดิจิทัลให้ผลตอบแทนที่ดีกว่าสินทรัพย์ประเภทอื่นจึงมีแนวโน้มเพิ่มน้ำหนักการลงทุนในอนาคต ด้านลบมองว่าเป็นสินทรัพย์ที่ไม่มีปัจจัยพื้นฐานสนับสนุนราคาในตัวสินทรัพย์ ดังนั้นการเข้าไปลงทุนจึงเหมือนการโยนหัวก้อยที่ไม่สามารถคาดการณ์ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นได้


จากการเก็บข้อมูลทั้ง 3 วิธี สามารถสรุปความคิดเห็นและทัศนคติของประชาชนชาวไทยที่มีต่อสินทรัพย์ดิจิทัลได้ว่า การฝากเงินกับธนาคารก็อาจไม่ปลอดภัยเสมอไป เพราะยังมีข่าวเงินฝากในบัญชีสูญหาย ประกอบกับอัตราดอกเบี้ยที่ต่ำมาก เมื่อเปรียบเทียบกับการฝากเงินใน Decentralized Finance (DeFi) อย่างไรก็ดี ภาพรวมผู้ลงทุนส่วนใหญ่ยังไม่ค่อยมีความรู้ในสินทรัพย์ดิจิทัลมากนัก จึงมักลงทุนตามคำแนะนำของเพื่อน influencer Youtuber หรือกูรูที่เป็นคนดัง ที่เป็นผู้เชี่ยวชาญ โดยเริ่มแรกคนส่วนใหญ่ที่เข้ามาลงทุนเพราะหวังว่าจะเป็น passive income[1] แต่พอเห็นว่ากำไรดี ได้เงินง่ายจึงเริ่มลงทุนมากขึ้น แม้รู้ว่าสินทรัพย์ที่ลงทุนไปนั้นมีความเสี่ยงสูง


นอกจากนี้ Generation ของช่วงอายุคนมีผลต่อการตัดสินใจในการลงทุนด้วยเช่นกัน คนรุ่นเก่าจะไม่ค่อยสนใจในสินทรัพย์ดิจิทัลเพราะมองว่าความเสี่ยงสูง ไม่สามารถวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐานได้ ในทางกลับกัน คนรุ่นใหม่ตั้งแต่รุ่น Gen Y เป็นต้นมากล้าที่จะลงทุนมากกว่า โดยศูนย์ซื้อขายนั้นมีส่วนที่เปลี่ยนมุมมองต่อสินทรัพย์ดิจิทัลของคนไทย ศูนย์ซื้อขายที่ได้รับความนิยมสูงมักเป็นศูนย์ซื้อขายที่มีการทำการตลาดสูง สามารถเข้าถึงได้ง่าย โดยผู้ลงทุนหน้าใหม่บางส่วนเลือกที่จะไปใช้บริการศูนย์ซื้อขายที่เป็นของต่างประเทศเพราะมีฟังก์ชันและระบบในการซื้อขายให้เลือกมากกว่า


ถึงแม้ว่าการเติบโตของตลาดสินทรัพย์ดิจิทัลในประเทศไทยจะมีการเติบโตอย่างมาก แต่จากข้อมูลพบว่า ภาพรวมคนไทยส่วนใหญ่ยังสนใจในหุ้นเป็นหลัก โดยปัจจัยที่ทำให้มีการลงทุนในสินทรัพย์ดิจิทัลที่เพิ่มขึ้นในช่วงปีที่ผ่านมา คือ การได้ความยอมรับในวงกว้าง (mass adaptation) ของ BTC รวมไปถึงแนวโน้มของราคา BTC ที่เพิ่มขึ้นอย่างมาก


ทั้งนี้ กลุ่มผู้ลงทุนในตลาดสินทรัพย์ดิจิทัลในประเทศไทยสามารถแบ่งได้เป็น 3 กลุ่ม คือ


กลุ่มมือใหม่ เป็นกลุ่มที่มีการศึกษาหาข้อมูลจากแหล่งข้อมูลต่าง ๆ ติดตามกราฟของราคารายวัน พยายามหาจังหวะเพื่อเข้าซื้อหรือขายอยู่ตลอด นอกจากนี้ยังมีการควบคุมพอร์ตของตัวเองเพื่อกระจายความเสี่ยงอยู่เสมอ


กลุ่มสายซิ่ง เป็นกลุ่มที่ไม่อยากศึกษาหาความรู้ เลือกที่จะลงทุนตามคำแนะนำจากคนรอบข้าง หรือผู้เชี่ยวชาญ โดยมีลักษณะการลงทุนแบบกล้าได้กล้าเสีย ไม่ค่อยประเมินความเสี่ยงที่จะเกิดขึ้น และมีความคิดว่าการลงทุนในสินทรัพย์ดิจิทัลนั้นสามารถทำกำไรได้ง่าย


กลุ่มย้ายพอร์ต เป็นกลุ่มที่เคยลงทุนในตลาดหุ้นมาก่อนและเข้าใจถึงความผันผวนและความเสี่ยงในตลาดสินทรัพย์ดิจิทัล มองว่าการลงทุนในสินทรัพย์ดิจิทัลนั้นได้ผลตอบแทนที่ดีกว่าเมื่อเทียบกับสินทรัพย์ประเภทอื่น และเริ่มมีการเพิ่มน้ำหนักในการลงทุนในสินทรัพย์ดิจิทัลมากขึ้น โดยไปลดสัดส่วนการลงทุนในสินทรัพย์ประเภทอื่น เช่น หุ้น


ลักษณะที่พบร่วมกันใน 3 กลุ่มนี้ คือ ขาดการกระจายการลงทุนไปในสินทรัพย์ประเภทอื่น โดยให้น้ำหนักการลงทุนในสินทรัพย์ดิจิทัลเพียงอย่างเดียว หรือมีสัดส่วนการลงทุนที่มากกว่าสินทรัพย์ประเภทอื่น ดังนั้นผู้ลงทุนจึงควรให้ความสำคัญในเรื่องการบริหารพอร์ตอย่างเหมาะสม มีการกระจายความเสี่ยง


จากการสำรวจเห็นได้ว่าประชาชนส่วนใหญ่ที่ซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัลมีเป้าหมายเพื่อเก็งกำไรระยะสั้น รวมถึงมีการลงทุนตามกระแส หรือตามผู้อื่น ไม่ได้ทำการวิเคราะห์ด้วยตนเอง ขาดการกระจายการลงทุน และให้ความสนใจกับตัวเลขผลตอบแทนที่สูงเป็นหลัก ทั้งนี้ จากข้อมูลดังกล่าว ก.ล.ต. ได้นำมาปรับใช้ในการให้ความรู้ผู้ลงทุนอย่างต่อเนื่องผ่านช่องทางต่าง ๆ เช่น เผยแพร่คลิปความรู้ “คริปโท 101” รายงานสรุปภาวะตลาดสินทรัพย์ดิจิทัลรายสัปดาห์ รวมทั้งการออกข่าวเตือนและเผยแพร่สื่อประชาสัมพันธ์ข้อควรระวังเกี่ยวกับสินทรัพย์ดิจิทัล เพื่อเป็นข้อมูลประกอบการตัดสินใจที่เหมาะสมและเพียงพอยิ่งขึ้นของผู้ลงทุนต่อไป

____________________________________________

[1] เงินที่สามารถสร้างกระแสเงินสดได้ หรือสร้างรายรับกลับมาอย่างสม่ำเสมอจากสินทรัพย์ที่ลงทุน เป็นการให้ “เงินทำงาน” “สร้างมูลค่าเพิ่ม” และ “สร้างผลตอบแทนในระยะยาว” แต่อาจจะต้องใช้ระยะเวลา เช่น การลงทุนในหุ้น ลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ ตราสารหนี้ ทองคำ

Most Viewed
Fun of Funds
“มิถุนา-ปีมะเมีย” ดักเงินหนีจาก “ตลาดแพง” หา “ของดี-ราคาถูก”... ถึงเวลา “หุ้นเอเชีย-หุ้นเวียดนาม” 2 ตลาด “ดาวเด่น” กับโอกาสลงทุนบน “Story of Growth” !!!
Updated 1 day ago
Where to put your money
“All-Time High” (จุดสูงสุด) ของวันนี้… อาจเป็นเพียง “จุดเริ่มต้น” ของโอกาสครั้งต่อไปก็เป็นได้ !!!
Updated 3 hours from now
Stock of the Day
EPG ก้าวอย่างมั่นคง เน้นบริหารต้นทุนมากกว่าตัวเลข มั่นใจปี 2569/2570 โตทุกกลุ่มธุรกิจ รับโครงการภาครัฐ - Data Center หนุน
Updated 14 hours ago
Wealth EZ
พันธบัตรสหรัฐฯ สำคัญอย่างไร? Bond Yield สหรัฐฯ พุ่ง “โอกาส” หรือ “ความเสี่ยง”
Updated 20 hours ago
News Highlight
ก.ล.ต. ธปท. คปภ. ร่วมกับตลาดหลักทรัพย์ฯ เชิญชวนอินฟลูเอนเซอร์เข้าร่วมโครงการ Money Story for Influencer เล่าเรื่องการเงินอย่างรับผิดชอบ
Updated 12 hours ago
Follow Us