Official Update :

ESG Trends ในปี 2564

Sustainability หรือ ความยั่งยืนได้ถูกนำมากำหนดไว้ในนโยบายและกรอบการกำกับดูแลกิจการที่ดีของบริษัทที่สนใจดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืน รวมทั้งการตัดสินใจลงทุนของนักลงทุนที่สนใจการลงทุนอย่างยั่งยืนมากขึ้น ซึ่งจะมีผลต่อการกำหนดกลยุทธ์และการดำเนินงานด้าน ESG ดังนั้น การคำนึงถึงแนวโน้มด้านความยั่งยืนจะเป็นส่วนช่วยให้บริษัทสามารถพัฒนาหรือปรับเปลี่ยนการดำเนินงานให้สอดคล้องกับแนวโน้มที่จะเกิดขึ้นได้ ซึ่งในปี 2564 มีแนวโน้มด้านความยั่งยืนสรุปได้ดังนี้


MSCI ESG Research ยังคงมองว่า การลงทุนอย่างยั่งยืน (sustainable investment) ยังคงให้ผลตอบแทนที่ outperform ดังนั้น กระแสของการลงทุนอย่างยั่งยืนจะยังคงไม่จางหายไป และเพื่อให้สอดรับกับข้อตกลงปารีสเกี่ยวกับสภาพภูมิอากาศ การลงทุนจะมุ่งเน้นไปยังบริษัทที่ให้ความสำคัญต่อการดำเนินงานเพื่อช่วยลด Climate Change


รวมถึงเพื่อยังคงไว้ซึ่งการรักษาความหลากหลายทางชีวภาพ (biodiversity) ได้เกิดข้อตกลง Kunming และการจัดทำแนวทางการรายงานที่เรียกว่า The Task Force on Nature-related Financial Disclosures (TNFD) ดังนั้น การลงทุนจะเริ่มขยับขยายให้น้ำหนักไปยังบริษัทที่ใส่ใจต่อการดูแลเรื่องความหลากหลายทางชีวภาพด้วย


นอกจากนี้ ประเด็นด้านสังคมโดยเฉพาะความไม่เท่าเทียมกันในสังคมจะได้รับความสนใจจากนักลงทุนมากขึ้น จึงเห็นการออก Corporate Social Bond เพิ่มมากขึ้น เพื่อระดมทุนในการแก้ไขปัญหาสังคม ตลอดจนแนวโน้มการรายงานหรือการเปิดเผยข้อมูลด้าน ESG จะมีเพิ่มมากขึ้น หลาย ๆ ประเทศบังคับให้บริษัทจดทะเบียนมีการรายงานข้อมูลตามมาตรฐานที่กำหนด ในขณะที่หลาย ๆ บริษัทเองก็ให้ความสำคัญต่อการเปิดเผยข้อมูลด้าน ESG มากขึ้น


Fitch Rating ได้แสดงแนวโน้มด้าน ESG ที่เกี่ยวข้องกับ credit ratings โดยเชื่อว่าคุณภาพและปริมาณของการรายงานข้อมูลด้าน ESG จะได้รับการปรับปรุงให้ดีขึ้นจากการเพิ่มข้อกำหนดให้มีการรายงานและมีการปรับมาตรฐานการรายงานให้สอดคล้องกัน ซึ่งจะทำให้สถาบันการเงินสามารถขยายการทำ Due diligence และนโยบายการไม่ลงทุนให้ครอบคลุมประเด็นด้าน ESG มากขึ้น ซึ่งส่งผลต่อเงื่อนไขทางการเงินของบริษัท


อีกทั้งคาดหวังว่าความยั่งยืนจะครอบคลุมประเด็นด้านสังคม การเปลี่ยนแปลง และการเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม (green) มากขึ้น การเข้าถึงชนิดและประเภทของสินทรัพย์จะถูกทำให้ได้กว้างขึ้นด้วยนวัตกรรม แรงจูงใจด้านนโยบายที่มากขึ้นอาจทำให้ตราสาร ESG สามารถสร้างความแตกต่างในต้นทุนทางการเงินสำหรับบริษัทผู้ออกตราสารเนื่องจากมีกฎเกณฑ์ที่เป็นระเบียบชัดเจน


อีกทั้งการที่ยังไม่สามารถดำเนินงานให้บรรลุผลชัดเจนจากการให้คำมั่นสัญญาของบริษัทจำนวนมากต่อการปล่อยมลพิษเป็นศูนย์ (net-zero emissions) ในปี 2563 จึงคาดว่าในปี 2564 จะมีรายละเอียดเพิ่มเติมขึ้นและการกำหนดนโยบายจะให้ข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับผลกระทบทางเศรษฐกิจในระยะยาวได้





รวมถึงเราคาดว่าผลกระทบทางสังคมของการแพร่ระบาดของไวรัสโคโรนานำไปสู่ความตึงเครียดในสังคม เช่น ความไม่เท่าเทียมกันและความยากจนที่มากขึ้น เป็นต้น ดังนั้น นโยบายที่กำหนดออกมาเพื่อบรรเทาปัญหาดังกล่าวอาจนำไปสู่ความเสี่ยงทางสังคมใหม่ ๆ และอาจทำให้เพิ่มความเสี่ยงที่มีอยู่ของบริษัท


รวมไปถึงความคาดหวังว่า ประเด็นด้าน ESG จะมีอิทธิพลต่อการตัดสินใจเชิงกลยุทธ์และการจัดการมากขึ้น เนื่องจากความสนใจที่เพิ่มขึ้นในด้านความยั่งยืนทำให้เกิดข้อถกเถียงว่ากรอบการกำกับดูแลกิจการควรส่งเสริมพฤติกรรมขององค์กรที่มีความรับผิดชอบในระยะยาวอย่างไร เมื่อรวมกับความกระตือรือล้นที่มากขึ้นของนักลงทุนและการกำหนดเป้าหมายด้านความยั่งยืนในรูปแบบของค่าตอบแทนและเครื่องมือทื่เชื่อมโยงกับความยั่งยืน


BlackRock มองแนวโน้มด้าน ESG มีดังนี้


การที่โลกเปลี่ยนแปลงไปสู่ความยั่งยืนได้สะท้อนให้เห็นการเปลี่ยนความชอบและการไหลไปสู่สินทรัพย์ยั่งยืน (sustainable assets) นักลงทุนสนใจในกองทุนประเภทความยั่งยืนมากกว่ากองทุนแบบดั้งเดิม ซึ่งการลงทุนอย่างยั่งยืนยังคงมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น


การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศยังคงเป็นประเด็นสำคัญกับสังคมที่มีความเร่งด่วนในการควบคุมการปล่อยก๊าซเรือนกระจกมีความพยายามอย่างมากในการสร้างกรอบมาตรฐานการรายงานความยั่งยืน จะเห็นได้จากในปี 2563 องค์กรมาตรฐานการรายงานต่าง ๆ ได้แก่ CDP, CDSB, GRI, IIRC และ SAB ได้ลงนามในแถลงการณ์เจตนารมย์ที่จะค้นหาความสอดคล้องกันให้มากขึ้นท่ามกลางแนวทางของความสมัครใจ


นอกจากนี้ หน่วยงานทางการของบางประเทศ เช่น UK ได้ประกาศให้บริษัทต้องเปิดเผยข้อมูลตาม TCFD ภายในปี 2568 เป็นต้น ความพยายามเหล่านี้จะนำไปสู่การรายงานและข้อมูลที่ดีขึ้นสำหรับทั้งนักลงทุนและผู้บริโภคในการตัดสินใจลงทุนความยั่งยืนไปทั่วโลก การลงทุนอย่างยั่งยืนมักถูกอ้างว่าเป็นปรากฏการณ์ของยุโรป แต่ในปี 2563 ได้แสดงให้เห็นว่านักลงทุนและรัฐบาลของประเทศแถบเอเชียและอเมริกาเหนือเริ่มดำเนินการอย่างเข้มข้น


โดยเฉพาะหัวข้อ Climate Changeจาก shareholder capitalism สู่ stake-holder capitalism อ้างถึงการสำรวจของ Edelman Trust Barometer ในปี 2563 พบว่า 87% ของผู้ตอบแบบสำรวจเชื่อว่า ผู้มีส่วนได้เสีย (stakeholders) มีความสำคัญต่อความสำเร็จขององค์กรในระยะยาวมากกว่าผู้ถือหุ้น (shareholders) ยิ่งในสถานการณ์ COVID-19 ทำให้เกิดความกระจ่างมากขึ้น จากการวิจัยของ BlackRock พบว่า บริษัทที่แข็งแกร่งที่มีความสัมพันธ์ที่ดีกับลูกค้าหรือวัฒนธรรมองค์กรที่แข็งแกร่งได้แสดงให้เห็นถึงการดำเนินงานที่ยืดหยุ่นปรับตัวได้ง่าย ดังนั้น บริษัทควรกำหนดกลยุทธ์ที่สร้างความสัมพันธ์ที่ดีและส่งมอบคุณค่าในระยะยาวให้กับผู้มีส่วนได้เสียของบริษัท


S&P Global Ratings มีมุมมองในประเด็นความยั่งยืนของปี 2564 ดังนี้


ผลกระทบทางสังคมจากการระบาดของ COVID-19 และความไม่เท่าเทียมกันทางสังคม ซึ่งการเข้าถึงการดูแลสุขภาพที่ไม่เท่าเทียมกันยังคงเป็นความเสี่ยงทางสังคมที่สำคัญ ดังนั้น การระบาดใหญ่และความเท่าเทียมกันทางสังคมและเชื้อชาติจะยังคงครอบงำบริบทแห่งความยั่งยืนต่อไปโดยรัฐบาลและผู้นำองค์กรทั่วโลกยังคงต้องแก้ปัญหาเหล่านี้อย่างเร่งด่วน


การรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและการส่งเสริมการเปลี่ยนแปลงสีเขียว โดยทุกภาคส่วนและธุรกิจทุกกลุ่มอุตสาหกรรมจะหันมาให้ความสำคัญกับการดูแลรักษาสิ่งแวดล้อมมากขึ้น


การเปิดเผยข้อมูลด้าน ESG ที่เพิ่มและเข้มข้นมากขึ้น โดยองค์กรต่างๆ จะนำมาตรฐานการรายงานมาใช้ เช่น SASB, TCFD, GRI เป็นต้น และหน่วยงานทางการจะมีการออกกฎเกณฑ์เป็นภาคบังคับให้มีการรายงานข้อมูลด้าน ESG ความหลากหลายทางชีวภาพมีแนวโน้มสำคัญเพิ่มขึ้น โดยมีการพัฒนากรอบการรายงานสำหรับองค์กรและสถาบันการเงินในการประเมินและรายงานเกี่ยวกับการพึ่งพาและผลกระทบต่อสภาพแวดล้อมทางธรรมชาติเพื่อสนับสนุนผลลัพธ์ทางธรรมชาติในเชิงบวก ได้แก่ Taskforce on Nature-Related Financial Disclosures (TNFD)


อย่างไรก็ตาม ยังคงมีประเด็นที่บริษัทต้องให้ความสนใจในปี 2564 ที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้คือ COVID-19 ที่ทำให้เกิด Next Normal ต่างๆ และถึงแม้จะมีวัคซีนในการควบคุมโรคแล้วก็ตาม แต่โรคนี้ก็ยังไม่ได้หายไปจากโลก อีกทั้งไม่รู้ว่าจะเกิดเชื้อโรคกลายพันธุ์ที่รุนแรงกว่าเดิมอีกหรือไม่ ดังนั้น การประเมินและการจัดการความเสี่ยงขององค์กร ห่วงโซ่อุทาน (supply chain) รวมถึงการดูแลสุขภาวะและความปลอดภัยในสภาพแวดล้อมการทำงานและชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีของพนักงาน ยังคงเป็นเรื่องที่ต้องให้ความสำคัญ


ข้างต้นนี้เป็นเพียงส่วนหนึ่งที่มีการกล่าวถึงประเด็น ESG ไว้ บริษัทควรพิจารณาบริบทของธุรกิจเพื่อปรับตัวให้สอดคล้องกับแนวโน้มที่จะเกิดขึ้นเพื่อความอยู่รอดขององค์กรอย่างยั่งยืน


แหล่งอ้างอิง

https://www.msci.com/our-solutions/esg-investing/2021-esg-trends-to-watch

https://www.fitchratings.com/research/corporate-finance/esg-impact-on-strategy-financing-policies-will-grow-in-2021-15-01-2021

https://www.portfolio-institutional.co.uk/esg-hub/ishares-sustainability-trends-for-2021/

https://www.spglobal.com/ratings/en/research/articles/210128-sustainability-in-2021-a-bird-s-eye-view-of-the-top-five-esg-topics-11818407?mkt_tok=eyJpIjoiT1RkaE9UZGlPVEpoTVRZMCIsInQiOiJVZTZxNlg2ZG10Z25lMmpvZExtUk5WNjExOHZVY0tYWXRhNXhKYmhzbEZpWTE5aXZqXC9GaVBHbEVPT3Qremxlc3AzV2lpVDBFYloxS2RkREJacTZLYWlRYXM1Ym5oSTlFQmZPOEIrMU9rdkFjTUhNekNYSVhsUVI3RG0xVHJGaTUifQ%3D%3D

ฝ่ายพัฒนาธุรกิจเพื่อความยั่งยืน

ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย