รู้หรือไม่? “ความหลากหลายทางชีวภาพ”... ส่งผลต่อ “ความสามารถการแข่งขัน” & “ความยั่งยืนของธุรกิจ” !!!
Wealth Sustainable: การให้ความสำคัญกับ “ความหลากหลายทางชีวภาพ” หรือ “Biodiversity” ไม่ได้เพียงเพื่อลดความเสี่ยงด้านธรรมชาติ สภาพภูมิอากาศ หรือสิทธิมนุษยชน เท่านั้น แต่ยังเป็นการเปิดโอกาสทางธุรกิจ ทั้งการเข้าถึงตลาดทุนและแหล่งเงินทุน การเพิ่มมูลค่าของสินค้าและบริการ การสร้างความน่าเชื่อถือแก่องค์กร ตลอดจนการสนับสนุนการฟื้นฟูระบบนิเวศอย่างยั่งยืน
ที่ผ่านมา มีการผลักดันให้ภาคธุรกิจให้ความสำคัญกับ “ความหลากหลายทางชีวภาพ” มากขึ้น ทั้งจาก “นโยบายระดับโลก” เช่น กรอบงานคุนหมิง–มอนทรีออลว่าด้วยความหลากหลายทางชีวภาพของโลก[1] (Kunming-Montreal Global Biodiversity Framework: KM-GBF) “นโยบายระดับประเทศ” เช่น การที่ประเทศไทยได้จัดทำแผนปฏิบัติการด้านความหลากหลายทางชีวภาพระดับประเทศ (National Biodiversity Strategies and Action Plans: NBSAPs)
และ “เป้าหมายระดับชาติ” ด้านความหลากหลายทางชีวภาพ[2] ไปจนถึงมาตรฐานการรายงานข้อมูลด้านความหลากหลายทางชีวภาพ เช่น European Sustainability Reporting Standards (ESRS E4) และ Global Reporting Initiative (GRI 101 Biodiversity 2024) และมาตรฐานที่เชื่อมโยงกับรายงานทางการเงินอย่าง International Sustainability Standards Board (ISSB) ซึ่งปัจจุบันมีแผนพัฒนามาตรฐานการเปิดเผยข้อมูลด้านธรรมชาติ โดยใช้กรอบของ “Taskforce on Nature-related Financial Disclosures” (TNFD) เป็นกรอบอ้างอิง[3] ด้วยเช่นกัน
ขณะเดียวกัน ความคาดหวังจากฝั่งผู้ลงทุนก็เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องผ่านโครงการต่างๆ ที่มุ่งให้บริษัทดำเนินการด้านธรรมชาติและแก้ไขปัญหาการสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพ เช่น “Nature Action 100” ซึ่งเป็นความร่วมมือระหว่างผู้ลงทุนกว่า 200 รายที่บริหารจัดการมูลค่าสินทรัพย์ 30 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ (ณ เดือนพฤศจิกายน 2568) เพื่อสนับสนุนการดำเนินการเพื่อแก้ไขปัญหาการสูญเสียธรรมชาติและความหลากหลายทางชีวภาพของบริษัทและ “PRI’s Spring” โครงการของกลุ่มผู้ลงทุนสถาบันกว่า 200 แห่ง มีสินทรัพย์ภายใต้การบริหารกว่า 17 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ (ณ เดือนกรกฎาคม 2568) ที่มุ่งขับเคลื่อนการดำเนินงานด้านธรรมชาติและรับมือกับความเสี่ยงเชิงระบบจากการสูญเสีย “ความหลากหลายทางชีวภาพ”
นอกจากนี้ “ผู้ประเมิน ESG” หลายแห่งได้ผนวก “ความหลากหลายทางชีวภาพ” เข้าเป็นองค์ประกอบหลักในการประเมิน ไม่ว่าจะเป็นการตั้งเป้าหมายเชิงปริมาณ การประเมินการพึ่งพา ผลกระทบ และความเสี่ยง ตลอดจนการจัดทำแผนงานด้านความหลากหลายทางชีวภาพอย่างเป็นระบบ
“ปัจจัยเหล่านี้สะท้อนให้เห็นว่า ภาคธุรกิจกำลังเผชิญแรงผลักดันทั้ง ‘ทางตรง’ และ ‘ทางอ้อม’ ในการยกระดับการบริหารจัดการความเสี่ยงด้าน ‘ความหลากหลายทางชีวภาพ’ และมุ่งสู่การดำเนินงานที่สนับสนุนเป้าหมายธรรมชาติเชิงบวก (Nature-positive)[4] ซึ่งกำลังเป็นความคาดหวังใหม่ของผู้ลงทุนและผู้มีส่วนได้เสีย”

เพื่อตอบสนองต่อพัฒนาการและแนวโน้มข้างต้น ภาคธุรกิจจึงต้องให้ความสำคัญกับการบริหารจัดการ “ความหลากหลายทางชีวภาพ” อย่างเป็นระบบ โดยการดำเนินงานควรเริ่มจากคณะกรรมการและผู้บริหารในฐานะผู้กำหนดทิศทาง (Tone from the Top) ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญในการนำประเด็นความหลากหลายทางชีวภาพเข้าสู่กลยุทธ์องค์กร เพื่อช่วยให้สามารถประเมินและบริหารจัดการความเสี่ยงทางการเงินที่เกี่ยวข้องได้อย่างเหมาะสม
ใน “รายงานสถานะ TNFD 2025” (TNFD 2025 Status Report) พบว่า 65% ของผู้ตอบแบบสอบถาม (ซึ่งเป็นผู้มีส่วนได้เสียในตลาดทุน จำนวน 168 ราย) ระบุว่า คณะกรรมการหรือผู้บริหารขององค์กรได้ตระหนักถึงประเด็นธรรมชาติและกำลังพิจารณาจัดการความเสี่ยงดังกล่าว และเพื่อช่วยให้คณะกรรมการสามารถกำกับดูแลและบูรณาการประเด็นธรรมชาติเข้าสู่กลยุทธ์ การบริหารความเสี่ยง การรายงาน และการจัดสรรเงินทุนขององค์กรอย่างเหมาะสม TNFD ได้เผยแพร่ “คู่มือ Asking Better Questions on Nature for Board Directors” โดยมีประเด็นสำคัญ ดังนี้
(1) การทำความเข้าใจความสำคัญของธรรมชาติต่อธุรกิจ – การระบุตำแหน่งที่ตั้งทางภูมิศาสตร์ที่มีการพึ่งพาและผลกระทบต่อธรรมชาติ (Location-specificity) การประเมินความเสี่ยงทางการเงินและไม่ใช่ทางการเงิน และความเชื่อมโยงกับความเสี่ยงและโอกาสด้านสภาพภูมิอากาศ
(2) การบูรณาการธรรมชาติเข้าสู่กระบวนการตัดสินใจ – การประเมินและวัดการพึ่งพา ผลกระทบ ความเสี่ยง และโอกาสที่เกี่ยวข้องกับธรรมชาติ การใช้ข้อมูลและตัวชี้วัดที่เหมาะสม การมีส่วนร่วมกับผู้มีส่วนได้เสีย และการบูรณาการเรื่องธรรมชาติในการตัดสินใจระยะสั้นและระยะยาว
(3) การทำความเข้าใจบริบทภายนอก – การติดตามแนวโน้มด้านตลาด มาตรฐาน กฎระเบียบ และความคาดหวังของผู้ลงทุน รวมถึงการเตรียมพร้อมต่อการเปลี่ยนแปลงในประเด็นข้างต้น
(4) ความสามารถและความพร้อมขององค์กรต่อประเด็นธรรมชาติ – การพิจารณาความพร้อมของคณะกรรมการและผู้บริหารระดับสูงด้านทักษะ ความรู้ และประสบการณ์ การออกแบบกระบวนการให้ความรู้ต่อเนื่อง และการสร้างขีดความสามารถขององค์กรในระยะยาว
(5) การทบทวนของคณะกรรมการ (Board Reflection) – การประเมินการปฏิบัติตามหน้าที่ทางกฎหมายของคณะกรรมการเกี่ยวกับประเด็นธรรมชาติ การประเมินระบบการกำกับดูแลในองค์กร และการบันทึกข้อมูลอย่างเป็นระบบ
ทั้งนี้ แนวทางเหล่านี้สอดคล้องกับ “หลักการกำกับดูแลกิจการที่ดีสำหรับบริษัทจดทะเบียน” หรือ “CG Code” ซึ่ง ก.ล.ต. ออกในปี 2560 เพื่อเป็นหลักปฏิบัติให้คณะกรรมการบริษัทจดทะเบียน โดยในหลักปฏิบัติ 5.2 ระบุไว้ว่า คณะกรรมการควรติดตามดูแลให้ฝ่ายจัดการประกอบธุรกิจอย่างมีความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม ครอบคลุมการดูแลและฟื้นฟูความหลากหลายทางชีวภาพที่ได้รับผลกระทบจากการประกอบธุรกิจ
“CG Code จึงเป็นพื้นฐานที่บริษัทจดทะเบียนไทยคุ้นเคยและสามารถต่อยอดร่วมกับข้อแนะนำของ TNFD เพื่อบูรณาการประเด็นความหลากหลายทางชีวภาพสู่การกำกับดูแลกลยุทธ์ และการบริหารความเสี่ยงขององค์กรให้ครอบคลุมและมีประสิทธิผลยิ่งขึ้น”
ท่ามกลางบริบทที่ “ความหลากหลายทางชีวภาพ” ส่งผลต่อความสามารถในการแข่งขันและความยั่งยืนของธุรกิจ ทำให้ประเด็น “ความหลากหลายทางชีวภาพ” ไม่ได้เป็นเพียงหน้าที่ของฝ่ายงานที่ดูแลเรื่องความยั่งยืนเท่านั้น แต่เป็นวาระร่วมของคณะกรรมการและผู้บริหารทุกระดับที่มีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งต่อการขับเคลื่อนทิศทางโดยรวม และเสริมสร้างขีดความสามารถขององค์กรในการพัฒนาและเติบโต
อย่างยั่งยืน
“คณะกรรมการ” และ “ผู้บริหาร” จึงควรให้ความสำคัญกับการบูรณาการประเด็นดังกล่าวเข้ากับการกำกับดูแลและกลยุทธ์องค์กร เพื่อรับมือกับความเสี่ยงที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ซึ่ง “ก.ล.ต.” พร้อมสนับสนุนบริษัทจดทะเบียนผ่านการเสริมสร้างความรู้ความเข้าใจในประเด็น “ความหลากหลายทางชีวภาพ” การให้ข้อมูลและแนวทางที่เกี่ยวข้อง รวมถึงการส่งเสริมการรายงานที่โปร่งใสสอดคล้องกับมาตรฐานสากล
[1] KM-GBF เป้าหมายที่ 15 กำหนดให้หน่วยงานกำกับดูแลส่งเสริมให้บริษัทขนาดใหญ่และสถาบันการเงินประเมินและเปิดเผยการพึ่งพา ความเสี่ยง และผลกระทบต่อความหลากหลายทางชีวภาพ
[2] เป้าหมายระดับชาติด้านความหลากหลายทางชีวภาพ กำหนดให้บริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ในกลุ่ม SET50 เปิดเผยการดำเนินธุรกิจที่เชื่อมโยงกับความหลากหลายทางชีวภาพโดยสมัครใจ ไม่น้อยกว่าร้อยละ 30 ภายในปี 2573 สามารถดูเพิ่มเติมได้ที่ บทบาทของตลาดทุนไทยในการร่วมขับเคลื่อนแผนปฏิบัติการด้านความหลากหลายทางชีวภาพ
[3] ISSB welcomes TNFD's support as it advances nature-related disclosures
[4] Nature Positive ถูกกำหนดให้เป็นเป้าหมายระดับโลกที่มุ่งหยุดยั้งและฟื้นฟูการสูญเสียธรรมชาติภายในปี 2573 และมุ่งให้เกิดการฟื้นฟูอย่างสมบูรณ์ภายในปี 2593 (ที่มา: Nature Positive แนวคิดการดำเนินงานที่เป็นมิตรกับธรรมชาติ)
